วิเคราะห์เทรนด์ Memeketing 2 Gen ที่มาที่ไปเป็นยังไง แล้วเกิด Viral ในไทยได้ยังไง

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าใครไถฟีดโซเชียลมีเดีย เชื่อว่าหลายคนน่าจะเป็นมีม ” Gen Y vs Gen Z ” โดยที่ Gen Y PR Team จะร่างสคริปต์มาอย่างเป๊ะ เน้นความทางการ ข้อมูลแน่น รักษาภาพลักษณ์แบรนด์ แต่กับฝั่ง “Gen Z Social Team” ที่เน้นขายความปั่น ขาย Vibe ด้วยประโยคสั้น ๆ และอีโมจิครับ

ความน่าสนใจคือ หลายแบรนด์เล่นเทรนด์นี้ ตั้งแต่แบรนด์สินค้า, ร้านอาหาร, แผ่นหินตกแต่งบ้าน, ตู้ชาร์จ EV ไปจนถึงหลอดไฟ ก็มาเล่นกันหมดจนเต็มหน้าฟีดเลยครับ เทรนด์นี้คืออะไร มีที่มาที่ไปยังไง แล้วมันกลายเป็นไวรัลได้ยังไงวันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันผ่ายลทความ วิเคราะห์เทรนด์การตลาด Memeketing 2 Gen ที่มาที่ไปเป็นยังไง แล้วเกิด Viral ในไทยได้ยังไง

อย่างที่เกริ่นไปครับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลายคนคงเห็นคอนเทนต์มีมเปรียบเทียบสไตล์การทำงานของคน 2 เจน เราได้เห็นหลายแบรนด์พร้อมใจกันมาเล่นมีมนี้จนเต็มฟีด

ทุกคนคิดว่าเทรนด์นี้มันต้องแมสขนาดไหน ถึงทำให้องค์กรอย่าง SCB และ Krungsri หรือแม้แต่แพลตฟอร์มคริปโตอย่าง Bitkub ลงมาเล่นกับเขาด้วย ไม่ใช่แค่นั้น แบรนด์ไลฟ์สไตล์และแบรนด์อาหารที่เราคุ้นเคยอย่าง Viu, Traveloka, Pizza Hut, Mister Donut และ Taokaenoi และแบรนด์อีกมามายก็ไม่พลาดเทรนด์นี้เหมือนกันครับ

แต่ที่พีคคือการที่หน่วยงานราชการซึ่งปกติจะมีภาพลักษณ์ที่ดูเป็นทางการอย่าง สำนักงานเขตบางกอกน้อย และ สำนักงานเขตบางแค ก็ยังหยิบเทรนด์นี้มาเรียกเสียงฮาจากประชาชนด้วยเช่นกัน

เทรนด์ Memeketing 2 Gen คืออะไร แล้วมันมาจากไหน?

ก่อนอื่นผมอยากถามทุกคนก่อนเพื่อให้เห็นภาพครับ เคยเจอมั้ยครับเวลาที่มีโปรเจกต์ด่วนเข้ามา แล้วพี่ซีเนียร์พิมพ์บรีฟงานลงในกรุ๊ปไลน์แบบร่ายยาว อธิบายตั้งแต่ที่มาที่ไป วัตถุประสงค์ แผนงาน ยันข้อควรระวังแบบละเอียด แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือ น้อง Gen Z กดรีแอคหัวใจ ปึ้ง! หรือไม่ก็ส่งสติกเกอร์แมวยกนิ้วโป้งมาหนึ่งตัว พร้อมพิมพ์สั้น ๆ แค่ว่า “รับทราบค้าบ”

จังหวะนั้นพี่ Gen Y คงแบบ “น้องมันอ่านจบมั้ยวะ? มันเข้าใจที่สั่งจริง ๆ ใช่มั้ย?” บางคนอาจจะคิดว่าน้องไม่ค่อยโปรเลย ในขณะที่ถ้าเราไปถามฝั่งน้อง Gen Z พวกเขาจะงงมากว่า “ก็พี่บรีฟมาเคลียร์แล้ว หนูเข้าใจแล้ว จะให้พิมพ์ยาว ๆ ทำไม เสียเวลาทำงานรีบไปปั่นงานเลยดีกว่า”

เหตุการณ์พวกนี้แหละครับที่สะท้อนภาพของ Generation Gap ในที่ทำงาน มันคือวิธีการสื่อสารที่คนยุคหนึ่งมองหาความเป็นทางการ แต่อีกยุคมองหาความรวดเร็วและใช้ Vibe ในการทำงานครับ จริงๆ แล้วการหยิบเอาสไตล์ของคนต่างเจนมาเปรียบเทียบกัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรอกครับ เพราะเรื่องของ Generation Gap ถือเป็นเรื่องที่มีมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ทุกครั้งที่มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน เรามักจะได้เห็นการโพสแนว “ทำไม Gen Z…” ทำไม “Gen Y…” เสมอ เช่นในอดีตเราอาจจะเคยเห็นการตั้งคำถามระหว่างสไตล์การทำงานของชาว Boomer กับ Gen X หรือ Gen X กับ Gen Y มาแล้ว

ด้วยความที่มันเป็นสิ่งที่ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่บริษัทไหน หรืออยู่เจนอะไร ก็ต้องเคยเจอกับสถานการณ์แบบนี้มาแล้วทั้งนั้นครับ โดยจุดเริ่มต้นของมีมนี้มาจากแบรนด์ในต่างประเทศที่เริ่มทำคอนเทนต์เปรียบเทียบเจนต่าง ๆ ครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก: tacobellcanada

ซึ่งมีมนี้จะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่ง Gen Y PR Team จะรับบทเป็นคนเป๊ะ เน้นความเป็นทางการ คอนเทนต์ต้องสามารถเล่าสรรพคุณได้อย่างครบถ้วน และต้องระมัดระวังเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นที่ตั้ง ฝั่ง Gen Z Social Team จะขายความปั่นและขาย Vibe โดยมักจะสื่อสารด้วยประโยคสั้น ๆ และเน้นการใช้อีโมจิ ใช้รูปภาพหรือคำสั้น ๆ เพื่อบอกความรู้สึกครับ

ด้วยความที่มีมนี้มันโคตรจะ Relate นี่แหละครับ จึงไม่แปลกใจเลยที่แบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่จะพร้อมเอาเทรนด์ Gen Y vs Gen Z มาเล่น เพราะมันสร้างตัวตนให้ดูเป็นมนุษย์ และบอกกับผู้บริโภคว่า “แบรนด์เราก็เข้าใจชีวิตการทำงานแบบพวกคุณเหมือนกันนะ” อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะคิดว่าที่มันแมสเพราะเป็นมีมนำเข้าทั่ว ๆ ไปใช่มั้ยครับแต่มันมีเบื้องหลังมากกว่านั้นครับ

เมื่อการทำ Real time Marketing มีต้นทุนแฝง

การทำ Real time Content มันไม่ได้จบแค่การมีไอเดียที่ใช่ครับ แต่มันมาพร้อมกับต้นทุนแฝงเสมอครับ ต้นทุนที่ว่านี้คือ Process การทำงาน และเวลาครับ ลองนึกภาพความวุ่นวายในออฟฟิศดูนะครับ กว่าที่ทีมมาร์เกตติงจะได้ไอเดียและก๊อปปี้ ก็ต้องมานั่งเขียนบรีฟส่งต่อให้ทีมกราฟิกทำรูป พอรูปเสร็จก็ต้องคอมเมนต์และแก้ดราฟต์ไปมา เพื่อคุมอาร์ตเวิร์กและ CI ให้ออกมาตาม Brand Identity ไม่หลุดธีม เท่านั้นยังไม่พอ สุดท้ายต้องรอให้หัวหน้า หรือฝั่งลูกค้าเคาะอนุมัติซึ่งใช้เวลามาก

ในยุคที่กระแสโซเชียลสั้นลงเรื่อย ๆ บางเทรนด์ฮิตกันแค่ข้ามวันคนก็เลิกเห่อกันแล้ว กว่ากระบวนการทำงานหลังบ้านจะนจบ กว่าจะได้ไฟเขียวให้โพสต์จริง อ้าว! ตลาดก็วาย ผู้คนมูฟออนไปเรื่องอื่นกันหมดแล้ว นี่แหละครับคือ Pain Point ที่มักจะทำให้หลายแบรนด์ตกขบวนไปอย่างน่าเสียดาย

การตลาดวันละตอนจึงใช้ AI ช่วยให้ทุกคนสามารถทำ Real time Marketing ได้ง่ายขึ้น

จุดเริ่มต้นของ Memeketing นี้ที่ทำให้แบรนด์ไทยหลายแบรนด์เอามาเล่น มาจากที่พี่หนุ่ย เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน บังเอิญไปเห็นโพสต์สไตล์นี้จากแบรนด์ต่างประเทศเมื่อหลายวันก่อนครับ จึงลองนำภาพแบรนด์มาโยนใส่ AI เล่น ๆ เพื่อทำเป็นมีมเปรียบเทียบการตลาด 2 Generation พอทำออกมาแล้วก็มองเห็นโอกาสว่า แบรนด์ไทยหลายเจ้าน่าจะอยากเข้ามาเล่นเทรนด์นี้แน่ ๆ แต่ก็อย่างที่ว่าไปการทำ Real time Marketing มันมีกระบวนการหลังบ้านที่ยุ่งยากและใช้เวลา

ด้วยความเข้าใจว่า หัวใจสำคัญของการทำ Real time Marketing คือความเร็วแบบคิดปุ๊บต้องได้ทำปั๊บ ทางเพจจึงหยิบเอาเทรนด์มีมนี้มาทำเป็น AI Chatbot สาธารณะผ่าน ChatGPT โดยใช้ทักษะ Logical Thinking ออกแบบ Flow การทำงานเพื่อลบความยุ่งยากทั้งหมดทิ้งไป พร้อมทั้งสอนให้ AI เข้าใจความเกรียนและปรับภาษาให้ตรงกับบริบทของ Gen Z ยุคนี้ครับ

Memeketing

ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนการทำงานให้ง่าย แทนที่นักการตลาดจะต้องไปนั่งเขียนบรีฟให้ทีมกราฟิกกันใหม่ สิ่งที่ต้องทำก็แค่เข้าไปในแชต แล้วตอบคำถามง่าย ๆ ไม่กี่ข้อ เช่น สินค้าคืออะไร? จุดขายคือแบบไหน? แค่นี้ AI ก็จะเจนมีมออกมาให้แบรนด์กด Save ไปโพสต์ได้ทันทีครับ

แต่แน่นอนครับว่า เครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่กราฟิกดีไซเนอร์ในงานที่ต้องใช้ความละเอียดหรือความซับซ้อน แต่ในบริบทของงานด่วนที่โครงสร้างเทมเพลตชัดเจนและต้องอาศัยความไวเป็นหลัก การดึง AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยทุ่นแรงถือเป็นการเซฟเวลาให้ทีมการตลาด หรือกราฟิกไม่ต้องมาเหนื่อยกับงานด่วนที่แทรกเข้ามารบกวนงานหลัก และสามารถเอาเวลาไปโฟกัสงานหลักของตัวเองได้เต็มที่ครับ

วิเคราะห์เบื้องเหตุผลที่ทำให้เทรนด์นี้เป็น Viral ในไทย

Contextual Marketing จี้อินไซต์มนุษย์ออฟฟิศที่โคตรจะ Relate

อีกเหตุผลที่เราคิดว่ามันเป็นเทรนด์ขึ้นมาได้เพราะมันคือการทำ Contextual Marketing ที่จับเอาประสบการที่คนทำงานทุกคนเจอมาขยี้ครับ ไม่ว่าคุณจะทำงานในเอเจนซี บริษัทข้ามชาติ หรือแม้แต่หน่วยงานราชการ ภาพของพี่ Gen Y ที่เป๊ะ ร่ายยาวกับน้อง Gen Z ที่เน้นไวและตอบกลับด้วยสติกเกอร์หรือคำสั้น ๆ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกรุ๊ปไลน์ทำงานทุกวันครับ เมื่อคอนเทนต์มันจี้ถูกจุด คนดูจึงรู้สึกว่า “เอ้ย! เหตุการคุ้น ๆ” หรือ “นี่มันพี่ที่โต๊ะข้าง ๆ เลย”

ความ Relate นี้เองที่ทำให้หลายองกรณ์ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ เอกชน หรือรัฐบาลหยิบมาเล่นครับ และ Inside Joke ที่เชื่อมโยงคนต่างวัยเข้าด้วยกัน แบรนด์ที่กระโดดลงมาเล่นพื้นที่นี้จึงไม่ได้ถูกมองว่าพยายามเกาะกระแส แต่ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มี Sense of humour ครับ

Start From Passion เริ่มจากการที่เราอยากช่วยนักการตลาด

ในมุมมองของเราการแจก เครื่องมือ (AI Chatbot) ที่พร้อมใช้งานแบบป้อนคำสั่งปุ๊บได้รูปปั๊บ ถือเป็นการลดยุ่งยาก ที่นักการตลาดหลายคนต้องเจอครับ และอินไซต์เบื้องหลังที่น่าสนใจคือในโลกการทำงาน คนที่ต้องเจียดเวลามาทำคอนเทนต์เกาะกระแสเหล่านี้ อาจจะไม่ได้เป็นน้อง ๆ Gen Z เสมอไปครับ บางครั้งก็เป็นพี่ ๆ Gen Y หรือแม้แต่ระดับซีเนียร์บางครั้งก็ต้องมาทำ ซึ่งการจะให้คนต่างวัยมานั่งเค้นสมองคิดแคปชันปั่น ๆ พิมพ์ศัพท์ Gen Z หรือสาดอีโมจิให้ได้ Vibe ที่ดูเป็นธรรมชาติและตรงปกเป๊ะ ๆ ก็อาจจะฝืนตัวเองและกินพลังงานชีวิตพอสมควร

การมี AI Chatbot ที่ถูกเทรน และป้อนสไตล์การสื่อสารทั้ง 2 เจเนอเรชันมาให้พร้อมใช้งาน จึงเป็นเหมือนวุ้นแปลภาษาที่ช่วยลดภาระตรงนี้ได้มากเลยครับ มันทำให้แอดมินเพจ ไม่ว่าจะอยู่เจนไหน หรือทำแบรนด์อะไร ก็สามารถสร้างมีมสุดปั่นที่เข้าถึงคนดูได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ความง่ายนี้แหละครับ ที่เป็นตัวจุดที่เรามองว่าทำให้เกิด User Generated Content (UGC) เต็มหน้าฟีดอย่างที่เราเห็นกัน

The Speed of Relevance เมื่อความไวคือความสดใหม่

เราเข้าสู่ยุค Marketing 7.0 อย่างเต็มตัวแล้วครับ การทำ “Branding” และ “Performance” ได้ถูกรวมเข้าด้วยกันแล้วครับ ทุกวันนี้เราจึงต้องทำสิ่งที่เรียกว่า Brandformance ที่ทุกคอนเทนต์ ต้องทั้งสร้างความน่าเชื่อถือ และสร้างเอนเกจเมนต์หรือยอดขายไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งความไวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำคอนเทนต์ให้เสร็จเร็ว แต่มันคือสิ่งที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าแบรนด์นี้ทันเทรนด์ ทันกระแสครับ

Memeketing
ขอบคุณรูปภาพจาก: businessmap.io

ลองสังเกตดูนะครับว่า กระแสไวรัลในยุคนี้สั้นลงกว่าแต่ก่อนมาก บางเทรนด์มาแค่ 24 ชั่วโมง พอข้ามวันคนก็เริ่มเบื่อแล้ว ดังนั้น ถ้ามีกระแสเกิดขึ้นในวันนี้ แต่แบรนด์ของคุณเพิ่งทำรูปออกมาโพสต์ในอีก 3 วันให้หลัง คอนเทนต์นั้นจะดูเก่าทันทีครับ

กลับกัน เมื่อแบรนด์เข้าไปเล่นเทรนด์ในตอนที่กำลังพีค ผู้บริโภคจะมองว่าแบรนด์นี้คุยภาษาเดียวกัน แต่ถ้าคุณมาตอนที่ตลาดวายไปแล้ว จากความตลกมันจะกลายเป็นความรู้สึกเชย และถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่ตกขบวน ความไว จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ตอกย้ำว่า แบรนด์ของคุณยังคงสดใหม่ ทันโลก และเดินเคียงข้างผู้บริโภคอยู่เสมอครับ ถ้าอยากอ่านเกี่ยวกับ Brandformance เพิ่มเติมสามารถคลิ๊กที่นี่ได้เลยครับ –> เจาะลึก 4 แนวทางสู่ Brandformance จุดเปลี่ยนสำคัญในยุค Marketing 7.0

AI as a Team not Tools ไม่ใช่แค่เครื่องมือแต่คือคู่คิด

หลายกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่คนทำงาน แต่ ท้ายที่สุดแล้ว AI จะทำหน้าที่เป็นเพียง Strategic Partner ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถให้กับนักการตลาดครับ การใช้ AI ในแคมเปญนี้คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Mass Customization หรือการสร้างความหลากหลายภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ลองสังเกตดูนะครับว่า ไม่ว่าแบรนด์ไหนจะเข้ามาเล่น AI ตัวนี้จะทำหน้าที่คอยตีกรอบ รักษา Layout ของมีม

Memeketing
ขอบคุณรูปภาพจาก: traveloka

แต่ในขณะเดียวกันแต่ละแบรนด์ก็ต้องสอดแทรก Brand Personality ลงไป ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์ธนาคารที่ดูน่าเชื่อถือ เป็นแอปพลิเคชันสายเทคฯ หรือเป็นประกันภัยสายฮา AI ก็สามารถปรับ Tone of Voice ของทั้งฝั่ง Gen Y และ Gen Z ให้ล้อไปกับจุดขายของแบรนด์นั้น ๆ ครับ ผลลัพธ์ที่การเกิดกระแสเพราะทุกแบรนด์กำลัง ใช้ Template เดียวกันแต่เล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป นี่แหละคือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ครับ

บทสรุป วิเคราะห์เทรนด์การตลาด Memeketing 2 Gen ที่มาที่ไปเป็นยังไง แล้วเกิด Viral ในไทยได้ยังไง

ท้ายที่สุด ทางเพจการตลาดวันละตอนได้ฝากความในใจไว้ว่า “ในฐานะคนสร้าง รู้สึกดีใจมากที่ AI ตัวนี้เป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักการตลาด เอาเป็นว่าเข้าไปใช้กันทำมีมของตัวเองให้ลูกค้าแบรนด์เรายิ้มกันนะครับ” ใครที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์ Memeketing แบบล้ำ ๆ ก็สามารถตามไปลองเล่นกันได้เลยครับ แล้วอย่าลืมแวะไปส่งฟีดแบ็กเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างกันด้วยนะครับ!ถ้าถามว่าเทรนด์ Memeketing “Gen Y vs Gen Z” ในครั้งนี้บอกอะไรกับพวกเราที่เป็นนักการตลาดบ้าง? สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ การทำ Contextual Marketing ได้ถูกเขียนขึ้นใหม่แล้วครับ ในอดีตเราอาจจะต้องโฟกัสแค่การสื่อสารให้ “ถูกคน ถูกที่ และถูกบริบท” แต่ในยุคที่กระแสโซเชียลไปไว ตัวแปรสำคัญไม่ใช่แค่จังหวะเวลา แต่คือคำว่าทันเวลาครับ

เครื่องมือ AI Chatbot ตัวนี้ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ดี ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทำงานซับซ้อนแต่คือเทคโนโลยีที่นำมาจับคู่กับ Human Insight ที่แม่นยำครับ มันเข้ามาลบข้อจำกัดต่าง ๆ ท้ายที่สุดแล้ว เคสนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงภาพของ Marketing 7.0 ครับ ในวันที่โลกหมุนไว AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อลดทอนคุณค่าของคนแต่แบรนด์ที่รู้จักใช้ AI ผสานเข้ากับความเข้าใจมนุษย์ ต่างหาก คือผู้ที่จะสามารถเข้าไปในใจผู้บริโภค และเปลี่ยนกระแสไวรัลให้กลายเป็น Brand Love ครับ

ท้ายที่สุด ทางเพจการตลาดวันละตอนได้ฝากความไว้ว่า “ในฐานะคนสร้าง รู้สึกดีใจมากที่ AI ตัวนี้เป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักการตลาด เอาเป็นว่าเข้าไปใช้กันทำมีมของตัวเองให้ลูกค้าแบรนด์เรายิ้มกันนะครับ” ใครที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์ Memeketing แบบล้ำ ๆ ก็สามารถตามไปลองเล่นกันได้เลยครับ แล้วอย่าลืมแวะไปส่งฟีดแบ็กเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างกันด้วยนะครับ

  • สำหรับใครที่อยากลองใช้ AI Memeketing สามารถเข้าไปลองใช้ได้ที่นี่เลยครับ –> วิธีคิดการตลาดต่าง Gen V1.1
  • และใครที่สนใจเรียนสร้าง Personalized AI ด้วย Logical Thinking สามารถสมัครได้ที่ฟอร์มนี้เลยครับ https://forms.gle/Det8jMM6w3E7TEYQA แล้วมาสร้าง AI ไปด้วยกันนะครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *