ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าใครไถฟีดโซเชียลมีเดีย เชื่อว่าหลายคนน่าจะเป็นมีม ” Gen Y vs Gen Z ” โดยที่ Gen Y PR Team จะร่างสคริปต์มาอย่างเป๊ะ เน้นความทางการ ข้อมูลแน่น รักษาภาพลักษณ์แบรนด์ แต่กับฝั่ง “Gen Z Social Team” ที่เน้นขายความปั่น ขาย Vibe ด้วยประโยคสั้น ๆ และอีโมจิครับ
ความน่าสนใจคือ หลายแบรนด์เล่นเทรนด์นี้ ตั้งแต่แบรนด์สินค้า, ร้านอาหาร, แผ่นหินตกแต่งบ้าน, ตู้ชาร์จ EV ไปจนถึงหลอดไฟ ก็มาเล่นกันหมดจนเต็มหน้าฟีดเลยครับ เทรนด์นี้คืออะไร มีที่มาที่ไปยังไง แล้วมันกลายเป็นไวรัลได้ยังไงวันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันผ่ายลทความ วิเคราะห์เทรนด์การตลาด Memeketing 2 Gen ที่มาที่ไปเป็นยังไง แล้วเกิด Viral ในไทยได้ยังไง
เมื่อแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ต่างเล่นเทรนด์ Memeketing 2 Gen
ก่อนอื่นผมอยากถามทุกคนก่อนเพื่อให้เห็นภาพครับ เคยเจอมั้ยครับเวลาที่มีโปรเจกต์ด่วนเข้ามา แล้วพี่ซีเนียร์พิมพ์บรีฟงานลงในกรุ๊ปไลน์แบบร่ายยาว อธิบายตั้งแต่ที่มาที่ไป วัตถุประสงค์ แผนงาน ยันข้อควรระวังแบบละเอียด แต่สิ่งที่ได้ตอบกลับมาคือ น้อง Gen Z กดรีแอคหัวใจ ปึ้ง! หรือไม่ก็ส่งสติกเกอร์แมวยกนิ้วโป้งมาหนึ่งตัว พร้อมพิมพ์สั้น ๆ แค่ว่า “รับทราบค้าบ”
จังหวะนั้นพี่ Gen Y คงแบบ “น้องมันอ่านจบมั้ยวะ? มันเข้าใจที่สั่งจริง ๆ ใช่มั้ย?” บางคนอาจจะคิดว่าน้องไม่ค่อยโปรเลย ในขณะที่ถ้าเราไปถามฝั่งน้อง Gen Z พวกเขาจะงงมากว่า “ก็พี่บรีฟมาเคลียร์แล้ว หนูเข้าใจแล้ว จะให้พิมพ์ยาว ๆ ทำไม เสียเวลาทำงานรีบไปปั่นงานเลยดีกว่า”
เหตุการณ์พวกนี้แหละครับที่สะท้อนภาพของ Generation Gap ในที่ทำงาน มันคือวิธีการสื่อสารที่คนยุคหนึ่งมองหาความเป็นทางการ แต่อีกยุคมองหาความรวดเร็วและใช้ Vibe ในการทำงานครับ จริงๆ แล้วการหยิบเอาสไตล์ของคนต่างเจนมาเปรียบเทียบกัน ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นหรอกครับ เพราะเรื่องของ Generation Gap ถือเป็นเรื่องที่มีมาตลอดทุกยุคทุกสมัย ทุกครั้งที่มีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงาน เรามักจะได้เห็นการโพสแนว “ทำไม Gen Z…” ทำไม “Gen Y…” เสมอ เช่นในอดีตเราอาจจะเคยเห็นการตั้งคำถามระหว่างสไตล์การทำงานของชาว Boomer กับ Gen X หรือ Gen X กับ Gen Y มาแล้ว
ซึ่งมีมนี้จะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่ง Gen Y PR Team จะรับบทเป็นคนเป๊ะ เน้นความเป็นทางการ คอนเทนต์ต้องสามารถเล่าสรรพคุณได้อย่างครบถ้วน และต้องระมัดระวังเรื่องภาพลักษณ์ของแบรนด์เป็นที่ตั้ง ฝั่ง Gen Z Social Team จะขายความปั่นและขาย Vibe โดยมักจะสื่อสารด้วยประโยคสั้น ๆ และเน้นการใช้อีโมจิ ใช้รูปภาพหรือคำสั้น ๆ เพื่อบอกความรู้สึกครับ
ด้วยความที่มีมนี้มันโคตรจะ Relate นี่แหละครับ จึงไม่แปลกใจเลยที่แบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่จะพร้อมเอาเทรนด์ Gen Y vs Gen Z มาเล่น เพราะมันสร้างตัวตนให้ดูเป็นมนุษย์ และบอกกับผู้บริโภคว่า “แบรนด์เราก็เข้าใจชีวิตการทำงานแบบพวกคุณเหมือนกันนะ” อ่านมาถึงตรงนี้ทุกคนอาจจะคิดว่าที่มันแมสเพราะเป็นมีมนำเข้าทั่ว ๆ ไปใช่มั้ยครับแต่มันมีเบื้องหลังมากกว่านั้นครับ
เมื่อการทำ Real time Marketing มีต้นทุนแฝง
การทำ Real time Content มันไม่ได้จบแค่การมีไอเดียที่ใช่ครับ แต่มันมาพร้อมกับต้นทุนแฝงเสมอครับ ต้นทุนที่ว่านี้คือ Process การทำงาน และเวลาครับ ลองนึกภาพความวุ่นวายในออฟฟิศดูนะครับ กว่าที่ทีมมาร์เกตติงจะได้ไอเดียและก๊อปปี้ ก็ต้องมานั่งเขียนบรีฟส่งต่อให้ทีมกราฟิกทำรูป พอรูปเสร็จก็ต้องคอมเมนต์และแก้ดราฟต์ไปมา เพื่อคุมอาร์ตเวิร์กและ CI ให้ออกมาตาม Brand Identity ไม่หลุดธีม เท่านั้นยังไม่พอ สุดท้ายต้องรอให้หัวหน้า หรือฝั่งลูกค้าเคาะอนุมัติซึ่งใช้เวลามาก
การตลาดวันละตอนจึงใช้ AI ช่วยให้ทุกคนสามารถทำ Real time Marketing ได้ง่ายขึ้น
จุดเริ่มต้นของ Memeketing นี้ที่ทำให้แบรนด์ไทยหลายแบรนด์เอามาเล่น มาจากที่พี่หนุ่ย เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน บังเอิญไปเห็นโพสต์สไตล์นี้จากแบรนด์ต่างประเทศเมื่อหลายวันก่อนครับ จึงลองนำภาพแบรนด์มาโยนใส่ AI เล่น ๆ เพื่อทำเป็นมีมเปรียบเทียบการตลาด 2 Generation พอทำออกมาแล้วก็มองเห็นโอกาสว่า แบรนด์ไทยหลายเจ้าน่าจะอยากเข้ามาเล่นเทรนด์นี้แน่ ๆ แต่ก็อย่างที่ว่าไปการทำ Real time Marketing มันมีกระบวนการหลังบ้านที่ยุ่งยากและใช้เวลา
ด้วยความเข้าใจว่า หัวใจสำคัญของการทำ Real time Marketing คือความเร็วแบบคิดปุ๊บต้องได้ทำปั๊บ ทางเพจจึงหยิบเอาเทรนด์มีมนี้มาทำเป็น AI Chatbot สาธารณะผ่าน ChatGPT โดยใช้ทักษะ Logical Thinking ออกแบบ Flow การทำงานเพื่อลบความยุ่งยากทั้งหมดทิ้งไป พร้อมทั้งสอนให้ AI เข้าใจความเกรียนและปรับภาษาให้ตรงกับบริบทของ Gen Z ยุคนี้ครับ
ผลลัพธ์ที่ได้คือเครื่องมือที่ช่วยเปลี่ยนการทำงานให้ง่าย แทนที่นักการตลาดจะต้องไปนั่งเขียนบรีฟให้ทีมกราฟิกกันใหม่ สิ่งที่ต้องทำก็แค่เข้าไปในแชต แล้วตอบคำถามง่าย ๆ ไม่กี่ข้อ เช่น สินค้าคืออะไร? จุดขายคือแบบไหน? แค่นี้ AI ก็จะเจนมีมออกมาให้แบรนด์กด Save ไปโพสต์ได้ทันทีครับ
แต่แน่นอนครับว่า เครื่องมือนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อแทนที่กราฟิกดีไซเนอร์ในงานที่ต้องใช้ความละเอียดหรือความซับซ้อน แต่ในบริบทของงานด่วนที่โครงสร้างเทมเพลตชัดเจนและต้องอาศัยความไวเป็นหลัก การดึง AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยทุ่นแรงถือเป็นการเซฟเวลาให้ทีมการตลาด หรือกราฟิกไม่ต้องมาเหนื่อยกับงานด่วนที่แทรกเข้ามารบกวนงานหลัก และสามารถเอาเวลาไปโฟกัสงานหลักของตัวเองได้เต็มที่ครับ
อีกเหตุผลที่เราคิดว่ามันเป็นเทรนด์ขึ้นมาได้เพราะมันคือการทำ Contextual Marketing ที่จับเอาประสบการที่คนทำงานทุกคนเจอมาขยี้ครับ ไม่ว่าคุณจะทำงานในเอเจนซี บริษัทข้ามชาติ หรือแม้แต่หน่วยงานราชการ ภาพของพี่ Gen Y ที่เป๊ะ ร่ายยาวกับน้อง Gen Z ที่เน้นไวและตอบกลับด้วยสติกเกอร์หรือคำสั้น ๆ คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกรุ๊ปไลน์ทำงานทุกวันครับ เมื่อคอนเทนต์มันจี้ถูกจุด คนดูจึงรู้สึกว่า “เอ้ย! เหตุการคุ้น ๆ” หรือ “นี่มันพี่ที่โต๊ะข้าง ๆ เลย”
ความ Relate นี้เองที่ทำให้หลายองกรณ์ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ เอกชน หรือรัฐบาลหยิบมาเล่นครับ และ Inside Joke ที่เชื่อมโยงคนต่างวัยเข้าด้วยกัน แบรนด์ที่กระโดดลงมาเล่นพื้นที่นี้จึงไม่ได้ถูกมองว่าพยายามเกาะกระแส แต่ถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่มี Sense of humour ครับ
Start From Passion เริ่มจากการที่เราอยากช่วยนักการตลาด
ในมุมมองของเราการแจก เครื่องมือ (AI Chatbot) ที่พร้อมใช้งานแบบป้อนคำสั่งปุ๊บได้รูปปั๊บ ถือเป็นการลดยุ่งยาก ที่นักการตลาดหลายคนต้องเจอครับ และอินไซต์เบื้องหลังที่น่าสนใจคือในโลกการทำงาน คนที่ต้องเจียดเวลามาทำคอนเทนต์เกาะกระแสเหล่านี้ อาจจะไม่ได้เป็นน้อง ๆ Gen Z เสมอไปครับ บางครั้งก็เป็นพี่ ๆ Gen Y หรือแม้แต่ระดับซีเนียร์บางครั้งก็ต้องมาทำ ซึ่งการจะให้คนต่างวัยมานั่งเค้นสมองคิดแคปชันปั่น ๆ พิมพ์ศัพท์ Gen Z หรือสาดอีโมจิให้ได้ Vibe ที่ดูเป็นธรรมชาติและตรงปกเป๊ะ ๆ ก็อาจจะฝืนตัวเองและกินพลังงานชีวิตพอสมควร
การมี AI Chatbot ที่ถูกเทรน และป้อนสไตล์การสื่อสารทั้ง 2 เจเนอเรชันมาให้พร้อมใช้งาน จึงเป็นเหมือนวุ้นแปลภาษาที่ช่วยลดภาระตรงนี้ได้มากเลยครับ มันทำให้แอดมินเพจ ไม่ว่าจะอยู่เจนไหน หรือทำแบรนด์อะไร ก็สามารถสร้างมีมสุดปั่นที่เข้าถึงคนดูได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที ความง่ายนี้แหละครับ ที่เป็นตัวจุดที่เรามองว่าทำให้เกิด User Generated Content (UGC) เต็มหน้าฟีดอย่างที่เราเห็นกัน
AI as a Team not Tools ไม่ใช่แค่เครื่องมือแต่คือคู่คิด
หลายกังวลว่า AI จะเข้ามาแทนที่คนทำงาน แต่ ท้ายที่สุดแล้ว AI จะทำหน้าที่เป็นเพียง Strategic Partner ที่เข้ามาช่วยเพิ่มความสามารถให้กับนักการตลาดครับ การใช้ AI ในแคมเปญนี้คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า Mass Customization หรือการสร้างความหลากหลายภายใต้มาตรฐานเดียวกัน ลองสังเกตดูนะครับว่า ไม่ว่าแบรนด์ไหนจะเข้ามาเล่น AI ตัวนี้จะทำหน้าที่คอยตีกรอบ รักษา Layout ของมีม
แต่ในขณะเดียวกันแต่ละแบรนด์ก็ต้องสอดแทรก Brand Personality ลงไป ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์ธนาคารที่ดูน่าเชื่อถือ เป็นแอปพลิเคชันสายเทคฯ หรือเป็นประกันภัยสายฮา AI ก็สามารถปรับ Tone of Voice ของทั้งฝั่ง Gen Y และ Gen Z ให้ล้อไปกับจุดขายของแบรนด์นั้น ๆ ครับ ผลลัพธ์ที่การเกิดกระแสเพราะทุกแบรนด์กำลัง ใช้ Template เดียวกันแต่เล่าเรื่องที่แตกต่างกันออกไป นี่แหละคือการผสานเทคโนโลยีเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ครับ
บทสรุป วิเคราะห์เทรนด์การตลาด Memeketing 2 Gen ที่มาที่ไปเป็นยังไง แล้วเกิด Viral ในไทยได้ยังไง
ท้ายที่สุด ทางเพจการตลาดวันละตอนได้ฝากความในใจไว้ว่า “ในฐานะคนสร้าง รู้สึกดีใจมากที่ AI ตัวนี้เป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นักการตลาด เอาเป็นว่าเข้าไปใช้กันทำมีมของตัวเองให้ลูกค้าแบรนด์เรายิ้มกันนะครับ” ใครที่อยากลองสัมผัสประสบการณ์ Memeketing แบบล้ำ ๆ ก็สามารถตามไปลองเล่นกันได้เลยครับ แล้วอย่าลืมแวะไปส่งฟีดแบ็กเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างกันด้วยนะครับ!ถ้าถามว่าเทรนด์ Memeketing “Gen Y vs Gen Z” ในครั้งนี้บอกอะไรกับพวกเราที่เป็นนักการตลาดบ้าง? สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ การทำ Contextual Marketing ได้ถูกเขียนขึ้นใหม่แล้วครับ ในอดีตเราอาจจะต้องโฟกัสแค่การสื่อสารให้ “ถูกคน ถูกที่ และถูกบริบท” แต่ในยุคที่กระแสโซเชียลไปไว ตัวแปรสำคัญไม่ใช่แค่จังหวะเวลา แต่คือคำว่าทันเวลาครับ
เครื่องมือ AI Chatbot ตัวนี้ทำให้เห็นว่า เทคโนโลยีที่ดี ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทำงานซับซ้อนแต่คือเทคโนโลยีที่นำมาจับคู่กับ Human Insight ที่แม่นยำครับ มันเข้ามาลบข้อจำกัดต่าง ๆ ท้ายที่สุดแล้ว เคสนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงภาพของ Marketing 7.0 ครับ ในวันที่โลกหมุนไว AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อลดทอนคุณค่าของคนแต่แบรนด์ที่รู้จักใช้ AI ผสานเข้ากับความเข้าใจมนุษย์ ต่างหาก คือผู้ที่จะสามารถเข้าไปในใจผู้บริโภค และเปลี่ยนกระแสไวรัลให้กลายเป็น Brand Love ครับ