ในโฆษณาจากแบรนด์ดัง อย่าง Apple ขายเส้นทางสู่การเป็นบุคคลเหล่านั้นด้วยการเน้นย้ำเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจจากผู้คน เพราะความคิดสร้างสรรค์หรือจินตนาการของคนสามารถเปลื่ยนโลกได้ และพยายามส่งเสริมให้ผู้ใช้ Mac เริ่มตามหาความฝันของตนเอง พร้อมทั้งก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ผ่านถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่ว่า “ We believe that we are on the face of the earth to make great products and that’s not changing.”
จากการสร้างโฆษณานี้ Apple ได้เลือกใช้คนบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยที่คนเหล่านี้ใช้ Mac ในการทำงาน และเป็นเบื้องหลังความสำเร็จของพวกเขา ประมาณว่าถ้าหากคุณอยากเป็นเหมือนคนเหล่านั้นคุณก็ใช้ Mac สิ จะเห็นว่าแบรนด์ขาย Emotional Value แบบชัดเจนมาก ใช้ความรู้สึกและอารมณ์ในการตัดสินใจซื้อสินค้านั่นเองค่ะ
FacebookFacebookXXLINELineเพราะจากตัวเลขที่คนอ้างกันจนติดปากว่า ลดตัวเลือกจาก 24 เหลือ 6 แล้วยอดขายพุ่งขึ้น 10 เท่า ทำให้ผมต้องกลับไปเปิดตัวงานวิจัยต้นฉบับอ่านอีกรอบ แล้วก็เจอว่าเรื่องนี้มีอะไรที่ไม่มีใครเล่าต่อกันเยอะมากครับ เพราะหลายครั้งเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้เวลาไปพูดเรื่อง Marketing ตามงานต่างๆ ว่า ตกลงเราควรมีสินค้าให้ลูกค้าเลือกเยอะหรือน้อยดี ซึ่งคนถามมักจะมีคำตอบในใจอยู่แล้วว่า น้อยดีกว่า เพราะเคยได้ยินเรื่องแยมมา แต่รู้มั้ยครับว่าตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา วงการวิชาการเถียงเรื่องนี้กันจนแทบพลิกข้อสรุปเดิมไปแล้ว และคำตอบที่แท้จริงมีประโยชน์กับเรามากกว่าคำว่า เยอะดีหรือน้อยดี ไปมาก บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า Paradox of Choice ตัวจริงคืออะไร ทำไมงานวิจัยรุ่นหลังถึงทำซ้ำแล้วไม่เจอผลเหมือนเดิม และเราจะเอาข้อสรุปเวอร์ชันล่าสุดไปออกแบบทางเลือกให้ลูกค้าอย่างไรได้บ้าง The Jam Study จุดกำเนิดของ Paradox of Choice ที่ทุกคนอ้างแต่ไม่ค่อยมีใครอ่านตัวเต็ม ต้นทางของเรื่องทั้งหมดคืองานวิจัยชื่อ When Choice Is Demotivating: Can One Desire Too Much of a Good Thing? […]