FOMO Marketing เมื่อความกลัวถูกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือการตลาด

ทุกคนเคยไหมครับที่เวลาเราไถฟีดบนโซเชียลมีเดีย พอเราเห็น Influencer ใส่เสื้อผ้า Collection ใหม่จากแบรนด์ดัง ๆ เราก็รู้สึกว่า “ของมันต้องมี” หรือตอนที่เราเลื่อนดูแอปขายของออนไลน์สีส้ม พอเห็นของลดราคาแล้ววันนี้เป็นวันสุดท้าย เราก็รู้สึกอยากจะได้ของชิ้นนั้นขึ้นมาทันทีโดยที่เราไม่ได้อยากได้มาแต่แรก วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนมารู้จักกับ FOMO หรือ Fear of Missing Out ว่ามันคืออะไร แล้วทำไมการตลาดในยุคปัจจุบันถึงนิยมนำมาใช้ตกผู้บริโภคอย่างเรา ๆ

ต้องบอกว่าสังคมสมัยนี้ทุกคนก็สามารถที่จะเข้าถึงสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ได้แบบแทบจะ All the Time โดยเฉพาะคนไทย เพราะจากข้อมูลของ DataReportal ก็บอกกับเราว่า คนไทยในปี 2024 ใช้งานโซเชียลมีเดียกันกว่า 49.10 ล้านคน เรียกได้ว่าเกินครึ่งของคนในประเทศ แต่ที่น่าตกใจก็คือเวลาที่คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยอยู่ที่ 7 ชั่วโมง 58 นาทีต่อวัน

ที่มา: DataReportal

นอกจากนี้ถ้าเราเจาะไปดูพฤติกรรมของคนไทยในการใช้อินเทอร์เน็ตก็จะพบเลยว่ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การค้นหาข้อมูล ติดตามข่าวสารและเหตุการณ์ ดูวิดีโอ รายการทีวี หรือภาพยนตร์ ค้นหาวิธีการทำสิ่งต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลนี้บอกอะไรกับเรา แล้วมันเกี่ยวกับคำว่า FOMO ยังไง?

ต้องบอกเลยว่ามันเกี่ยวข้องกันมาก ๆ เพราะข้อมูลนี้เองมันสะท้อนถึงพฤติกรรมของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียในการเสพ Content ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้เกิดพฤติกรรม FOMO ได้ง่ายขึ้น นั่นเอง

FOMO หรือ Fear of Missing Out ถ้าในมุมมองของจิตวิทยามันก็คือ การที่คนเรารู้สึกกลัวที่จะพลาดโอกาส หรือความรู้สึกที่เกิดจากการที่เราเห็นคนอื่นกำลังมีความสุขกับสิ่งที่เราไม่ได้มี หรือมีความสำเร็จในสิ่งที่เราอาจจะขาดไป ซึ่งความรู้สึกพวกนี้ก็มักจะทำให้เรารู้สึกเกิดการเปรียบเทียบ และความวิตกกังวลได้

FOMO

แต่ถ้าในมุมมองการตลาดมันก็เป็นเหมือนลักษณะพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดจาก “ความกลัว (Fear)” หรือก็คือ คนที่กลัวจะ Out-date ตามข่าวที่กำลังเป็นกระแสสังคมไม่ทัน กลัวที่จะตกเทรนด์ตามไม่ทันคนอื่น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ง่ายมากในยุคที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

ด้วยลักษณะพฤติกรรมแบบนี้เองจึงทำให้เกิดคำว่า “FOMO Marketing” หรือก็คือการตลาดที่เล่นกับความรู้สึก “กลัว” ของคน ที่หลายครั้งมันมักจะทำให้เงินในกระเป๋าผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ต้องล่องลอยไปแบบไม่ทันรู้ตัว

แน่นอนว่าการที่เราอยู่บนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นช่องทางไหนเป็นเวลานาน ๆ มันก็เป็นโอกาสทองที่แบรนด์ต่าง ๆ จะผ่านเข้ามาในสายตาของผู้บริโภคอย่างแน่นอน แต่ว่าจะผ่านเข้ามาเฉย ๆ ก็คงจะไม่ได้ นี่จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การตลาดที่อาศัยโอกาสนี้นั่นเอง

FOMO
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock (AI Generator Prompt: A person in a luxury boutique, nervously watching another customer reach for the same designer bag they desire, intense expression of worry and anticipation, documentary photography style with detailed indoor lighting and vibrant textures.)

ซึ่งก็เป็นการยึดเอาแนวคิดของ “ความกลัวที่จะพลาด” มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด หลายคนอาจจะยังงง ๆ อยู่ ง่าย ๆ ก็คือเวลาเราเลื่อนไถฟีดตามโซเชียลมีเดีย แล้วเห็นโฆษณาสินค้าบางอย่างที่กำลังมีโปรโมชันแล้วกำลังจะหมดวันนั้นพอดี หรือเวลาที่เราจะซื้อของผ่านแอป E-commerce หลายแบรนด์ เราก็จะเห็นคำว่า “จำนวนสินค้าเหลือน้อย” เพื่อกระตุ้น Emotion ของเราให้เกิดความรู้สึกประมาณว่า “ของจะหมดแล้ว ซื้อดีไหม” หรือ “ของมันต้องมีละ คนอื่นเขาก็มี” ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้มันก็จะเข้าไปกระตุ้นกระบวนการตัดสินใจของเรา นั่นแหละครับคือ FOMO Marketing

อย่างที่เรารู้กันไปในตอนต้นแล้วว่ากลยุทธ์การตลาดประเภทนี้จะได้ผลมาก ๆ กับกลุ่มคนที่เสพโซเชียล ชอบติดตามกระแสสังคม และไม่อยากตกเทรนด์ ดังนั้นทางผู้เขียนเลยจะมาขอแชร์ตัวอย่าง Tactic ไม่ลับสำหรับแบรนด์ที่ต้องการจะตกกลุ่มคนเหล่านี้ และเป็นความรู้สำหรับเพื่อน ๆ ผู้บริโภคที่อาจจะไม่รู้ตัวว่าเรากำลังโดนกระตุ้นให้ซื้อสินค้าอยู่แบบไม่ทันตั้งตัว

Tactic 1: Limited Stock, Unlimited Desire จำนวนที่จำกัดสร้างความอยากที่ไม่จำกัด

เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเทคนิคที่หลายแบรนด์ใช้กันอย่างฮอตฮิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับกลุ่มคนสายช็อปออนไลน์ ซึ่งเทคนิคนี้แบรนด์มักจะใช้ร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้ง Social Media และ E-commerce โดยการแสดงถึงจำนวนสินค้าที่มีจำกัด ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคถูกกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกกลัวว่าสินค้าไม่เหลือถึงตัวเองนั่นเอง ตัวอย่างเช่น

UNIQLO ถ้าใครเคยใช้แอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ในการสั่งสินค้าของทางแบรนด์ เราจะเห็นคำว่า “Low Stock” ใกล้กับตรงที่ให้เรากรอกจำนวนสินค้า หรือแม้แต่ตอนที่เราเช็กสินค้าตามแต่ละสาขาก็จะมีบอกจำนวนสินค้าเหมือนกัน

@merge.official

Let’s unbox together ! with Merge A Day Bag ✨🖤 our popular one and will be restocked on 9 Dec 2024! ❤️‍🔥เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาพบกับ Merge A Day Bag พร้อมห่วง Charms ใหม่ที่ใหญ่ขึ้น! ใส่ง่ายกว่าเดิม รีสต็อกวันที่9 ธันวาคม 2567 นี้ เวลาเที่ยงตรง ทาง Line My Shop เท่านั้น ! #MergeOfficial #mMergeADayBag

♬ SPIN BACK x RIGHT NOW x CAKE DANCE MASHUP – Michael Napiza

Merge แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นของคนไทย ที่อาศัยรูปแบบการขายสินค้าแบบ Preorder กับสินค้ายอดฮิตด้วยจำนวนที่จำกัด อย่างกระเป๋าสะพายข้าง ยิ่งเป็นการกระตุ้นความอยากของผู้บริโภค แถมยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ในแง่ของการเข้าถึงอย่างมีเสน่ห์ได้อีกด้วย

จะเห็นเลยว่าการใช้เทคนิคนี้บางทีเราก็แทบจะไม่รู้ตัวเลยว่า ตัวเราเองกำลังถูกกระตุ้นให้เกิดการตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าให้เร็วขึ้นนั่นเอง อารมณ์ประมาณว่า “ของใกล้หมดหรือยัง แล้วซื้อเลยดีไหม”

Tactic 2: Driving Decisions with Limited Time Offers กดดันด้วยเวลาที่จำกัด

เทคนิคนี้จะคล้ายกับเทคนิคแรก แต่เปลี่ยนจากจำนวนสินค้าเป็นเวลาแทน ซึ่งเป็นการกำหนดระยะเวลาเพื่อกดดันให้เรารู้สึกว่า ตั้งแต่วินาทีที่เห็นนั้นเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ถ้าพลาดจากช่วงนี้ก็อาจจะไม่มีโอกาสแล้ว ตัวอย่างเช่น

FOMO

Samsung ที่การกำหนดเวลาที่จำกัดมาใช้กับการทำโปรโมชันกับตัวสินค้าอย่าง Samsung Galaxy S 24 Ultra แล้วยิ่งนำมาใช้กับช่วงใกล้ปีใหม่แล้วด้วย ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกลังเลว่าจะซื้อเลยดีไหม หรือเกิดอาการกลัวว่าถ้าหมดช่วงโปรจะมีส่วนลดที่ดีกว่านี้ไหม ซึ่งก็มีโอกาสที่เงินในกระเป๋าของเราจะหลุดลอยไปนั่นเอง

Tactic 3: Influencer Power อาศัยพลังของ Influencer

ตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้หลากหลายช่องทางทำให้ Influencer หรือ Content Creator เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะเข้าไปกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค นอกจากคนเหล่านี้จะมีความน่าเชื่อถือ แต่พวกเขายังมีพลังในการขับเคลื่อนอารมณ์ของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการทำให้คนดูรู้สึกว่า “ของมันต้องมี”

หรือแม้แต่ “Fandom Marketing” เพราะการตัดสินของคนกลุ่มนี้จะเชื่อมโยงอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าเหตุผลที่มีต่อสินค้านั้น ๆ หรือในอีกมุมก็คือเหล่าแฟนคลับก็มีความกลัวที่จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับคนที่ตนเองชื่นชอบนั่นเอง ตัวอย่างเช่น

Srichand ที่ล่าสุดได้ดึงศิลปินชื่อดังอย่าง “แบมแบม” มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับแบรนด์ นอกจากจะช่วยทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์มีความสดใสมากขึ้น ก็ยังได้พลังจากแฟนคลับของแบมแบมในการอุดหนุนสินค้าอีกด้วย และนี่ก็คือตัวอย่างเทคนิคที่หลายแบรนด์เลือกใช้ในปัจจุบัน และสำหรับผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ที่อาจจะถูกดึงดูดด้วยเทคนิคเหล่านี้

สรุป

FOMO หรือ Fear of Missing Out ไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกไม่อยากพลาดสิ่งสำคัญในชีวิตอีกต่อไป แต่ยังกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังสำหรับนักการตลาดในยุคดิจิทัลที่ใช้กระตุ้นอารมณ์และพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การตลาดประเภทนี้ก็ใช่ว่าจะใช้ได้ผลกับคนทุกกลุ่ม เพราะในปัจจุบันพฤติกรรมคนเราก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนเกิดเป็นกลุ่ม JOMO (Joy of Missing Out) กลุ่มคนที่เริ่มเบื่อโลกออนไลน์และหันมาให้ความสำคัญกับคุณค่าบางอย่าง ถ้าผู้อ่านคนไหนสนใจสามารถรอติดตามในบทความต่อไปได้เลย

Source, Source, Source

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *