บทความนี้พามาดู Session:Navigating The New Reality ขับเคลื่อนโลจิสติกส์ไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลง จากงาน Economic Forum 2025 โดย คุณบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD Logistics PCL ผู้เขียนขอพาทุกคนไปดูอีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือเรื่อง Logistics Transformation ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของ operation หรือ supply chain แต่จริงๆ แล้วมันส่งผลกระทบโดยตรงต่อ customer experience, brand promise และ bottom line ของทุกธุรกิจค่ะ ถ้าคุณเคยประสบปัญหาสินค้าไม่ถึงมือลูกค้าทันเวลา ต้นทุนค่าขนส่งพุ่งหรือไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งที่มี supply chain ที่แข็งแกร่งกว่า บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าอนาคตของ logistics กำลังเปลี่ยนไปอย่างไรและแบรนด์ควรปรับตัวอย่างไร ไปชม กลยุทธ์โลจิสติกส์ไทย กันค่ะ
เกมเปลี่ยนเมื่อประสิทธิภาพไม่เพียงพอต่อไปแล้ว
วันนี้โลกพิสูจน์แล้วว่าความคุ้มค่าทางตัวเลขอย่างเดียวไม่พออีกต่อไปค่ะ เพราะโลจิสติกส์ต้องรับมือกับโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ตั้งแต่สงครามการค้าสหรัฐ-จีน การปิดเส้นทางเดินเรือในทะเลแดง ไปจนถึงภัยไซเบอร์ที่สามารถหยุดการขนส่งทั้งประเทศได้ในวันเดียว นั่นทำให้หลายธุรกิจเริ่มเปลี่ยนสู่ Just in Case ที่ยอมเพิ่มสต็อกขึ้นเล็กน้อยเพื่อกันความเสี่ยง เพราะถ้าสินค้ามาไม่ทันความเสียหายไม่ได้อยู่ที่ต้นทุนเพิ่มแต่คือความเชื่อมั่นของลูกค้าที่หายไป
ในขณะเดียวกันโลกกำลังเกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ผ่านกลยุทธ์ China Plus One ทำให้อาเซียน โดยเฉพาะไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย กำลังถูกจับตามองในฐานะศูนย์กลางการผลิตยุคใหม่แต่โอกาสนี้จะสำเร็จไม่ได้เลย ถ้าโลจิสติกส์ไทยยังมีต้นทุนสูงถึง 13.5% ของ GDP (เกือบ 2 เท่าของประเทศพัฒนาแล้ว) ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการพึ่งพารถบรรทุกกว่า 80% และมีระบบรางใช้งานน้อยกว่า 2% ซึ่งกระทบทั้งราคาสินค้า การแข่งขัน และ perception ของนักลงทุนโดยตรง
เพราะเพียงแค่ประเทศไทยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 1% ของ GDP ก็เท่ากับมีเงินกว่า 200,000 ล้านบาท ถูกเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทันที เงินก้อนนี้ไม่ใช่แค่ประหยัดแต่จะกลายเป็นกำไรของธุรกิจ กำลังซื้อของผู้บริโภคและความสามารถแข่งขันของประเทศในตลาดโลกเพื่อให้ตัวเลขนี้เกิดขึ้นได้จริง คุณบรรณ ได้เสนอ 4 กลยุทธ์ในการพลิกเกมโลจิสติกส์ไทยค่ะ
4 กลยุทธ์หลักแห่งการเปลี่ยนแปลง
เพื่อเปลี่ยนโลจิสติกส์ไทย จากจุดอ่อนการแข่งขันให้กลายเป็นจุดแข็งเชิงเศรษฐกิจประเทศไทย มี 4 กลยุทธ์สำคัญซึ่งแต่ละแนวทางไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อภาคการขนส่งค่ะ แต่กระทบโดยตรงต่อการวางแผนธุรกิจ การตั้งราคา และกลยุทธ์การตลาดของแบรนด์ในอนาคตด้วย
1.Seamless Connectivity เชื่อมทุกอย่างเข้าด้วยกัน
หนึ่งในหลักการยกระดับศักยภาพโลจิสติกส์ของไทย คือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมทุกโหมดการขนส่งทั้งถนน ราง เรือ อากาศ ให้ทำงานแบบไร้รอยต่อเพราะวันนี้ไทยยังใช้ศักยภาพด้านโลจิสติกส์ได้ไม่เต็มที่ค่ะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ควรเป็นศูนย์กลางถ่ายลำสินค้าแต่กลับมีสัดส่วนต่ำกว่า 1% หากไทยเพิ่มการเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าได้เพียง 10% ก็จะสร้างรายได้เพิ่มกว่า 1,200 ล้านบาททันที
ในมุมของผู้เขียนเองมองว่าไม่ได้มีผลแค่ด้านโลจิสติกส์อย่างเดียวค่ะ แต่ส่งผลต่อ Brand Exposure โดยตรงเพราะยิ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการเดินทางและการขนส่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมี Touchpoint ให้แบรนด์โผล่ในสายตาผู้คนมากขึ้นค่ะ
อีกแนวทางสำคัญคือการขยายการขนส่งทางรางและทางน้ำ ผ่านโครงการ Inland Terminal และ Transit Port เช่น การทำให้สถานีบ้านม้า จ.อยุธยา เป็นจุดเชื่อมต่อจากท่าบกไปยังท่าเรืออำเภอนครหลวง เพื่อกระจายสินค้าเข้าสู่เมืองต่าง ๆ ได้เร็วขึ้นและต้นทุนถูกลง นี่คือโอกาสตลาดใหม่แบบชัดเจนค่ะ เพราะเมื่อระบบขนส่งต้นทุนต่ำและไปได้ไกลขึ้นเมืองระดับ Tier 2–3 ก็เริ่มเข้าถึงแบรนด์ได้ง่ายขึ้นนำไปสู่การขยายฐานลูกค้าแบบภูมิภาคโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนเท่าเดิม
2.Smart Logistics เทคโนโลยีเปลี่ยนเกม
เทคโนโลยีอย่าง AI และ IoT กำลังกลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมของระบบโลจิสติกส์แบบที่ส่งผลโดยตรงต่อความเร็ว การแข่งขัน และรายได้ของธุรกิจ
หนึ่งในระบบสำคัญคือ National Single Window ซึ่งต้องพัฒนาให้เชื่อมโยงทุกหน่วยงานแบบครบวงจร ไม่ใช่แค่ศุลกากรแต่รวมถึงกระทรวงเกษตร พาณิชย์ ธนาคาร และระบบชำระเงินเพื่อให้การนำเข้า ส่งออกเป็นระบบเดียวไม่ต้องวิ่งเอกสารหลายขั้นตอน แล้วแบรนด์จะสามารถส่งสินค้าเข้าตลาดได้เร็วขึ้น ต้นทุนลดลงและปรับแผนสินค้าได้ทันต่อเทรนด์
พูดง่าย ๆ คือ โลจิสติกส์ไม่ได้เป็นแค่หลังบ้านอีกต่อไปแต่กลายเป็นตัววัดว่า แบรนด์ได้โอกาส หรือเสียโอกาสในยุคที่เวลาเร็วกว่าเงินและใครเข้าไปถึงผู้บริโภคก่อนคนนั้นได้เปรียบแบบทิ้งคู่แข่งไว้ข้างหลังเลยค่ะ
3.Specialized Logistics โลจิสติกส์แบบอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานเฉพาะ
รัฐบาลอาจกำลังผลักดันอุตสาหกรรมใหม่อย่างสุขภาพ ดิจิทัล อาหารแห่งอนาคต หรือยานยนต์ไฟฟ้าให้เป็น New S-Curve ของเศรษฐกิจไทย การขนส่งสินค้าใหม่เหล่านี้ไม่ได้ใช้ระบบเดียวกับของทั่วไป เช่น เวชภัณฑ์และอาหารสดต้องอาศัย Cold Chain ที่ควบคุมอุณหภูมิได้ตลอดเส้นทาง ส่วนอีคอมเมิร์ซยุคใหม่ต้องมี Fulfillment แบบ Real-time ที่จัดการคำสั่งซื้อในระดับวินาทีไม่ใช่เป็นวัน
แต่ทุกวันนี้ไทยยังใช้มาตรฐานการขนส่งแบบเดียวกันสำหรับสินค้าทุกประเภทซึ่งไม่เพียงพออีกต่อไปสู่แนวคิดใหม่ว่า Logistics = ระบบสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ ที่ยิ่งแม่นยำ ยิ่งเร็ว ยิ่งเฉพาะทาง ยิ่งผลักดันอุตสาหกรรมให้เติบโตได้จริงค่ะ
4.Sustainable Logistics โลจิสติกส์สีเขียว
อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั้งทางบก น้ำ และอากาศ เป็นหนึ่งในตัวการปล่อยคาร์บอนรายใหญ่ของโลก คิดเป็น 10% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดจากภาคอุตสาหกรรมนั่นทำให้ Green Logistics กลายเป็นความจำเป็นเชิงธุรกิจและในขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบด้านแบรนด์ ไปพร้อมกัน
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการปรับระบบรถบรรทุกในประเทศ ซึ่งมีอยู่กว่า 2–3 ล้านคัน หากเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาดอย่าง EV ไฮโดรเจน หรือไบโอดีเซล จะสร้างผลกระทบระดับระบบได้ทันที โดยเฉพาะไบโอดีเซลที่สามารถลดคาร์บอนตามสัดส่วนการใช้โดยไม่ต้องรอเปลี่ยนรถทั้งระบบ
สุดท้ายภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการเร่งให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี เครดิตคาร์บอน เงินสนับสนุนซึ่งยิ่งมีแรงจูงใจมากเท่าไรการเปลี่ยนสู่ Green Logistics ก็ยิ่งคุ้มต้นทุนทำให้แบรนด์สามารถเดินหน้า Sustainability ได้จริงโดยไม่ต้องแลกกับกำไรจนเจ็บตัวค่ะ
บทสรุป 4 กลยุทธ์โลจิสติกส์ไทย เมื่อ Supply Chain กลายเป็น Competitive Advantage ที่แบรนด์ต้องจับตา
หลังจากฟังภาพรวมอนาคตของ กลยุทธ์โลจิสติกส์ไทย จากเวที Economic Forum 2025 ผู้เขียนมองว่ามี 3 ประเด็นสำคัญที่ผู้อ่านสามารถเก็บกลับไปค่ะ คือ 1.โลจิสติกส์ = ประสบการณ์ลูกค้า โลจิสติกส์ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายปฏิบัติการอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ Customer Experience โดยตรง สินค้าจะดีแค่ไหนก็ไม่มีความหมายถ้าส่งช้า แพ็กไม่ดี ติดตามไม่ได้ หรือทำให้ลูกค้ารอจนหมดความเชื่อใจ
2.ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขการอยู่รอด Green Logistics ไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการทำธุรกิจในอนาคต เพราะทั้งกฎระเบียบ ค่าคาร์บอน ภาษีสิ่งแวดล้อม รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคจะบังคับให้แบรนด์ต้องทำจริงความยั่งยืนในซัพพลายเชนจะกลายเป็นตัวสร้างความเชื่อใจและความภักดีมากกว่าการลดราคาหรือโปรโมชัน
3.คิดแบบภูมิภาค ไม่ใช่แค่เมืองไทย อาเซียนกำลังเติบโตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจระดับโลก และไทยอยู่ในจุดที่สามารถเป็นผู้เล่นสำคัญได้แต่ถ้าเรามองแค่ตลาดในประเทศจะพลาดโอกาสขยายสเกลแบบที่ธุรกิจยุคใหม่ควรทำ
โลกธุรกิจวันนี้ไม่รอคนที่ช้า การเปลี่ยนผ่านของโลจิสติกส์ไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนแต่มันคือโอกาสครั้งใหญ่สำหรับแบรนด์ที่มีสินค้าและเรื่องราวที่น่าเชื่อถือ โลกกำลังเปลี่ยนไปแต่คือแบรนด์ของคุณพร้อมหรือยังคะ ในวันที่โอกาสมาถึง?
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่