ถ้าพูดถึง Soft Power หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าพลังขับเคลื่อนที่สำคัญส่วนหนึ่งมาจาก The Pink Economy นี่คือตลาดของกลุ่ม LGBTQIA+ ที่มีมูลค่าทั่วโลกมหาศาลถึง 4.7 ล้านล้านเหรียญ
ประเทศไทยเราถูกยกให้เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะคว้าโอกาสนี้ ด้วยจุดแข็งทั้งซีรีส์วายที่ดังไกล หรือวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ในขณะเดียวกัน เราก็กำลังเผชิญกับ “กำแพงความเชื่อ” และอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ขัดขวางไม่ให้เราไปได้สุดทาง
วันนี้ เรามาถอดรหัส Insight สำคัญจากเวทีเสวนา Economic Forum 2025 ที่รวบรวมคนในวงการตัวจริง ทั้งผู้สร้างการขับเคลื่อนและภาครัฐ เพื่อเจาะลึกถึง “โอกาส” และ “ปัญหา” ที่เราต้องก้าวข้ามกันครับ
Soft Power ที่สร้าง Global Spend บทเรียนจากซีรีส์วาย
ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมซีรีส์วายของไทยพิสูจน์ให้เห็นแล้วครับว่าพลังของ Soft Power สามารถเปลี่ยนเป็น “Global Spend” หรือการใช้จ่ายจากทั่วโลกได้จริง ๆ โดยเฉพาะจากฐานแฟนคลับต่างชาติที่มีกำลังซื้อสูงมาก
เคสที่ชัดเจนมากคือ KinnPorsche The Series ครับ คุณปอนด์ (กฤษดา วิทยาขจรเดช) ผู้จัดซีรีส์เรื่องนี้ เล่าว่าเขาตัดสินใจลงทุนสูงกว่าซีรีส์อื่นในยุคนั้นถึง 3 เท่า เพื่อยกระดับทุกอย่าง ทั้งโปรดักชัน, ฉาก และความเป็นสากล
ผลลัพธ์ที่ได้คือการพิสูจน์ตลาดที่ชัดเจนมากครับ
- World Tour: การจัดคอนเสิร์ตที่ Impact Arena บัตร 10,000 ใบต่อรอบ ขายหมดเกลี้ยง สร้างรายได้จากบัตรไปประมาณ 70 ล้านบาท
- Global Spend: แต่ที่เซอร์ไพรส์กว่า คือรายได้จากการ Live Streaming ให้แฟน ๆ ทั่วโลกดูครับ ทำเงินได้ถึง 80 ล้านบาทอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขนี้บอกกับเราว่า ฐานแฟนทั่วโลก “พร้อมจ่าย” ในเรทราคาเดียวกับ K-Pop และมันยังส่งผลให้นักแสดงไทยได้เซ็นสัญญากับแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Dior หรือ Bulgari นี่คือการพิสูจน์ว่าอุตสาหกรรมนี้สร้าง Global Influencer ที่มีอิทธิพลจริง ๆ ครับ
วัฒนธรรมแดร็ก (Drag) เปลี่ยน ‘ความบันเทิง’ สู่ ‘ศิลปะสร้างงาน’ ดึงดูดนักท่องเที่ยว
อีกหนึ่งเสาหลักที่กำลังมาแรงคือวัฒนธรรมแดร็ก หรือ Drag ครับ จากที่เคยเป็นความบันเทิงเฉพาะกลุ่ม ตอนนี้มันกลายเป็น “ศิลปะ” ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดการท่องเที่ยวอย่างชัดเจน
คุณภัทร เลิศสุกิตติพงศา ผู้จัดงาน DRAG BANGKOK Festival เล่าว่า ไทยเรามีวัฒนธรรม “นางโชว์” มากว่า 50 ปีแล้ว แต่ “Drag” ซึ่งเป็นศิลปะการเปลี่ยนโฉมจากตะวันตก เพิ่งถูกยกระดับสู่กระแสหลักหลังมีรายการ Drag Race Thailand
ความน่าสนใจคือ Drag ไม่ได้สร้างแค่นักแสดงนะครับ แต่ยังสร้างงานตลอดทั้งห่วงโซ่ไม่ว่าจะเป็น
- ช่างทำวิก
- ช่างหน้า ช่างผม
- คนทำชุด
ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องใช้ทักษะความประณีตของคนไทยทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้ นักแสดงแดร็กสามารถดึงดูดผู้ชมต่างชาติได้ในบาร์ต่าง ๆ กลายเป็น Destination สำคัญของการท่องเที่ยว แต่ความท้าทายก็มีครับ เพราะการทำงานในคอมมูนิตี้ส่วนใหญ่ยังทำกันเอง ต้นทุนสูง แต่ค่าตอบแทนต่ำ (ถ้าไม่ดังจริง ๆ) จึงจำเป็นต้องมีการรวมกลุ่มเป็นสมาคมหรือสหภาพ เพื่อช่วยศิลปินใหม่ ๆ และลดต้นทุนครับ
กำแพงที่ยากที่สุด คื่อ ‘ความเชื่อ’ และนโยบายที่ต้อง “ปลดล็อก”
มาถึงจุดที่ท้าทายที่สุดครับ ‘พี่เฒ่า’ (สส. ณัชชา แสงศรี) ในฐานะคนทำงานด้านนโยบาย ย้ำชัดว่าบทบาทของรัฐไม่ใช่แค่สร้างความเท่าเทียม แต่คือการ “ปลดล็อกศักยภาพ” โดยเฉพาะการแก้กฎหมายที่ยังติดอยู่กับ “ความเชื่อ” ของสังคม
กำแพงที่ว่านี้คืออะไร? มันคือขนบธรรมเนียมที่ทำให้การยอมรับ เช่นเรื่องของการผลักดันให้ Sex Toy และ อุตสาหกรรมหนังผู้ใหญ่ (Pornography) ถูกกฎหมาย ก็เป็นไปได้ยากมาก
พี่เฒ่าให้ Insight ว่า การทำให้สิ่งเหล่านี้ถูกกฎหมาย จริง ๆ แล้วจะช่วยให้คนในอุตสาหกรรม “ปลอดภัย” มากขึ้น เช่น มีกลไกการเซ็นยินยอม (Consent) หรือการคุ้มครองเมื่อถูกแอบถ่าย แต่ปัญหาหลักคือ “ความเชื่อ” และ “ความดัดจริต” ของสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนยากที่สุด อาจต้องใช้เวลาหลาย Generation เลยครับ
นอกจากเรื่อง พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ที่ต้องผลักดันแล้ว รัฐยังมีหน้าที่สำคัญในการ ลด Stigma หรือ ตราบาปทางสังคม และการสร้างกลไกเพื่อการันตีความเท่าเทียมในองค์กร รวมถึงการศึกษาเรื่องเพศหลากหลายในระบบการศึกษา หัวใจสำคัญคือการสร้าง “บรรยากาศของความเท่าเทียมและความสบายใจ” ให้ไทยเป็นพื้นที่ปลอดภัย หรือ Safe Haven อย่างแท้จริงครับ
ความท้าทายเชิงโครงสร้าง เมื่อตลาด Over Demand และสุขภาพจิตของบุคลากร
แม้ว่าเราจะปังในตลาดโลก แต่ปัญหาเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมก็เป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนศักยภาพครับ คุณกฤษดา (ผู้จัด KinnPorsche) สะท้อนปัญหาว่า ตลาดวายตอนนี้ Over Demand มากเกินไป คือ 70% ของซีรีส์ในไทยเป็น Y/GL/BL ทำให้มีบริษัทที่อยู่รอดจริง ๆ น้อยลง
และที่สำคัญคือปัญหา “แฟนเซอร์วิส” ที่เริ่มล้ำเส้น เส้นแบ่งระหว่างการแสดงในเวลางานกับชีวิตจริงมันหายไป สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อ “สุขภาพจิต” ของนักแสดง Insight ที่สำคัญคือ เราควรสนับสนุนให้นักแสดง “เป็นตัวเอง” ได้นอกเวลางาน เพื่อลดความเครียดตรงนี้ครับ
ทุกฝ่ายในวงเสวนาเห็นตรงกันว่า คนไทยมีฝีมือมากจริง ๆ แต่โครงสร้างการทำงานต้องแก้ เช่น ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน (14-16 ชั่วโมงต่อวัน) และสวัสดิภาพของแรงงาน ภาครัฐควรเข้ามา “ส่งเสริม” โดยการรวบรวม Data ความต้องการของตลาดโลก และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เปลี่ยนห้องสมุดที่คนไม่ใช้แล้ว ให้เป็นสตูดิโอซ้อมเต้นหรือห้องถ่ายทำ เพื่อลดต้นทุนให้คนรุ่นใหม่ครับ
สรุป ถอดรหัส The Pink Economy เศรษฐกิจแห่งศักยภาพคนไทยที่ขับเคลื่อนด้วยพลัง LGBTQIA+ จากงาน Economic Forum 2025
จะเห็นว่า The Pink Economy ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจหรือเพศหลากหลายเท่านั้น แต่มันคือเรื่องของ “ศักยภาพของมนุษย์” และ “ศักยภาพของคนไทย” ที่เรามีต้นทุนดีมาก ๆ อยู่แล้ว อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสร้างรายได้ระดับโลกและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศได้จริง ๆ
การจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้ไปข้างหน้าได้ ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันครับ โดยรัฐไม่ควรขวางภาคเอกชน แต่ต้องมีหน้าที่ส่งเสริมอย่างจริงจังและรอบด้าน ซึ่งประเทศไทยเราก็พร้อมที่จะก้าวขึ้นเป็นผู่นำ The Pink Economy ในเอเชีย เหลือแค่รอให้ภาครัฐเข้าใจและสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้เอกชนนำไปต่อยอดสร้างอนาคตที่เท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงครับ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่