​​แค่ Passion อาจไม่พอ ถอด “บาดแผล” Creative Industry ไทย และแนวทางสู่โอกาสที่เติบโต จากงาน Economic Forum 2025

Passion เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่พอในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative Industry ไทยไปสู่ความยั่งยืนได้ นี่คือเสียงสะท้อนจากหนึ่งในเวที Economic Forum 2025 ที่ถึงแม้คนไทยจะเก่งจนคว้ารางวัลระดับโลก แต่ “บาดแผล” เชิงโครงสร้างยังคงบั่นทอนคุณค่าคนทำงาน จาก “ราคาคุ้ม” ที่แปลว่า “ถูก” ไปจนถึงการต้องระบุอาชีพว่าแค่ “รับจ้าง”

บทความนี้จะถอดรหัสว่าทำไม “การขับเคลื่อน” ความคิดสร้างสรรค์และโมเดลธุรกิจ “ไปพร้อมกัน” จึงเป็นทางรอดเดียวที่จะช่วยพาอุตสาหกรรมนี้เติบโตไปอย่างยั่งยืน

คนใน ​Creative Industry เริ่มต้นด้วยเชื้อเพลิงที่ชื่อว่า Passion

จุดเริ่มต้นของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทุกคนล้วนมาจาก “ใจ” และ “Passion” คุณ ภัทศา อัตตนนท์ เล่าว่าในวันที่ตัดสินใจเปิด จงรักดี บริษัทโฆษณาของตัวเองเมื่อ 12-13 ปีก่อน ท่ามกลางคู่แข่งที่เป็นเอเจนซี่ยักษ์ใหญ่ระดับโลก สิ่งที่ขับเคลื่อนเธอคือ “ใจ” และสิ่งที่รักษาคนในทีมไว้ได้คือ Passion ที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า “เราทำเพื่ออะไร”

เช่นเดียวกับคุณแอนดี้ (สาย Art Toy) ที่เริ่มต้นจาก “ความชอบ” ในการปั้นมอนสเตอร์ ในยุคที่ศิลปิน Art Toy ในไทยมีไม่กี่คน เขาเล่าว่าช่วงเวลานั้นแม้จะยังไม่ดัง แต่เพราะ “ไฟแรง” และ “อยากทำ” จึงไม่กลัวถึงแม้จะยังไม่เห็นช่องทางในการสร้างรายได้ใดก็ตาม

หรือในสายภาพยนตร์ คุณพุฒิพงษ์ นาคทอง ที่จบจิตวิทยา แต่เพราะ “หลงใหล” ในการทำหนัง เลยขอไปฝึกงานในกองถ่าย และยังใช้ใช้เวลา 8-9 ปี ในการเสนอเดโม่หนังชื่อดังอย่าง “4Kings” ให้ค่ายหนัง และต้องร้องไห้ตลอดทุกครั้งที่ถูกปฏิเสธ

ทั้งสามสายงานมีจุดร่วมเดียวกันคือ “Passion” เชื้อเพลิงตั้งต้นที่ผลักดันให้ทั้ง 3 คนยังคงอยู่ในอุตสาหกรรมนี้ แต่คำถามคือ เชื้อเพลิงนี้จะเผาไหม้ได้นานแค่ไหน? หากต้องเจอกับความเป็นจริงที่โหดร้ายของระบบและโครงสร้างที่ไม่เอื้ออำนวย

บาดแผลเชิงโครงสร้างที่แม้แต่ “Passion” ก็อาจจะเยียวยาไม่ไหว

เมื่อ Passion ต้องมาเจอกับความเป็นจริง “บาดแผล” เชิงโครงสร้างก็เห็นได้ชัดมากขึ้นขึ้น และนี่คือปัญหาที่การ “แค่มีใจรัก” เพียงอย่างเดียวไม่สามารถเยียวยาได้

1. การลดทอนคุณค่าตัวตน (Devaluation) สิ่งที่น่าเจ็บใจที่สุดไม่ใช่การทำงานหนัก แต่คือการถูกลดทอนคุณค่า คุณแอนดี้ชี้ว่า คนต่างประเทศมักบอกว่า “จ้างคนไทยดีนะ คุ้ม” ซึ่งเขามองว่านี่คือการ “คุ้มในแง่ที่ไม่ดี” หรือพูดง่าย ๆ ว่า “ราคาถูก”

ปัญหานี้ตอกย้ำด้วยมุมมองของคุณพุฒิพงษ์ ที่ว่าคนเบื้องหลังกองถ่าย ไม่ว่าจะเป็น Gripper, Photography หรือ Director เวลาไปกรอกแบบฟอร์มอาชีพ ยังต้องใช้คำว่า “รับจ้าง” นี่คือปัญหาตัวตนที่สะท้อนว่า แม้แต่ในระบบเอกสาร อาชีพเหล่านี้ก็ยังไม่ถูกนับว่าเป็น “วิชาชีพ” ที่มั่นคง

2. ความไม่มั่นคงทางสวัสดิการ (Instability) ในสายภาพยนตร์ อาชีพผู้กำกับและคนเบื้องหลังไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ด้วยเงินเดือนที่ชัดเจน พวกเขาต้อง “ขยันรับจ๊อบหาทำ” และไม่มีหลักประกันใด ๆ เมื่อเจ็บป่วย นี่คือหลักฐานว่าระบบยังมองอาชีพสร้างสรรค์เป็น “งานอดิเรก” หรือ “Gig Worker” ไม่ใช่ “อุตสาหกรรม”

3. การสนับสนุนที่ไม่เข้าใจ (Misguided Support) ปัญหานี้เห็นได้ชัดในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย โดยทางคุณคุณพุฒิพงษ์ บอกว่า ภาครัฐไม่ควรแค่ลงเงิน แต่ต้อง “เข้าใจ” โดยเฉพาะเรื่องนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง “ล้มหายตายจากไปพร้อมกับรัฐบาลแต่ละชุด” ทำให้การพัฒนาขาดความยั่งยืน

นอกจากนี้ คุณภัทศา ยังย้ำว่าการ “ประเมิน consumer ต่ำเกินไป” กลายเป็นข้อจำกัดด้านเนื้อหา ทั้งที่ในความเป็นจริง ผู้บริโภคยุคนี้เปิดรับสื่อที่หลากหลายและมีความเข้าใจที่กว้างไกลมากแล้ว

ต้องก้าวไปสู่ Commercial Art เพราะความคิดสร้างสรรค์ต้องไปพร้อมกับเศรษฐกิจ

เมื่อ Passion ไม่พอ และระบบไม่เอื้อ ทางออกจึงอยู่ที่การ “ปรับโครงสร้าง” ความคิดของผู้ประกอบการเอง เพื่อสร้างความยั่งยืนด้วย “โมเดลธุรกิจ”

1. การขายไอเดีย คือ การให้คำสัญญา คุณภัทศา วิเคราะห์โมเดลของ “จงรักดี” ที่เลือก “Formulate ตัวเองเป็น One Stop Service” นี่ไม่ใช่แค่การทำงานให้จบ แต่คือการเปลี่ยน “Passion” ให้เป็นความรับผิดชอบ หรือ Commitment

หากคุณสัญญาว่าจะทำไอเดียนี้ให้เกิดขึ้นจริง คุณต้องมั่นใจว่าทำได้จริงตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งนี้ทำให้ “จงรักดี” ยืนหยัดมาได้ 13 ปี และสร้างผลงานระดับโลกอย่างการโปรโมต Squid Game (ที่นำตุ๊กตาไปลอยแม่น้ำเจ้าพระยา) จนชนะประเทศอื่นได้ นี่คือการพิสูจน์ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” สามารถ “ส่งมอบผลลัพธ์ทางธุรกิจ” ได้จริง

2. ให้คุณค่ากับ Process ไม่ใช่แค่ Final Product อุตสาหกรรมนี้คือ “Long-term Investment, Long-term Commitment” ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสังคม “ให้คุณค่าของขั้นตอน” ไม่ใช่แค่ชื่นชม “ผลลัพธ์สุดท้าย” ที่สำเร็จแล้วเท่านั้น

3. การรวมกันของ Creative และ Business หัวใจของ Soft Power คือ “งานศิลปะทุกแขนง” แต่ศิลปะจะเติบโตได้ต้องมี Investment และทรัพยากร นี่คือแนวคิด “Commercial Art”

ประเทศไทยเป็นประเทศใช้เงินน้อยที่สุดในเอเชียในการผลิตงาน แต่กลับได้ “ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก” เรามีทุกอย่างแล้ว เพียงแต่การรวมกันของ Creative & Business มันยังไม่เกิดขึ้น

ข้อเรียกร้องสู่อนาคต  รัฐต้องเป็น “ผู้สร้างบรรยากาศ”

เมื่อผู้ประกอบการพร้อมแล้ว ภาครัฐก็ไม่สามารถเป็นเพียง “ผู้ให้เงิน” หรือ “ผู้จัดอีเวนต์” ได้อีกต่อไป แต่ต้องรับบทเป็น “ผู้สร้างบรรยากาศ” 

ข้อเรียกร้องที่ชัดเจนที่สุดจากเวทีนี้คือ การมี “ศูนย์กลาง/หน่วยงานกลาง” จากภาครัฐที่ยั่งยืน โดยมี “คนที่เข้าใจงานศิลปะจริง ๆ” เข้ามาบริหาร และที่สำคัญที่สุด หน่วยงานนี้ต้องไม่ล้มหายตายจากไปพร้อมกับรัฐบาลแต่ละชุด นี่คือการเรียกร้องโครงสร้างพื้นฐานที่มองการณ์ไกล 5-10 ปี ไม่ใช่แค่แคมเปญระยะสั้น

ในขณะเดียวกัน ตลาด (Market) ก็ต้องเติบโตตาม คุณแอนดี้หวังให้ตลาดอาร์ต “ลงลึกได้มากกว่านี้” เพื่อให้เกิดความหลากหลาย ส่วนคุณพุธก็เตือนด้วยความหวังดีให้หันไปมอง “เวียดนาม” และ “อินโดนีเซีย” ที่กำลังมาแรงมาก หากไทยยังไม่เริ่มอย่างจริงจัง การสนับสนุนต้องมองในระยะยาวเหมือน “การปลูกต้นไม้” ซึ่งจะให้ผลดีต่อคนรุ่นใหม่ในอนาคต

บทสรุป ​​แค่ Passion อาจไม่พอ ถอด “บาดแผล” Creative Industry ไทย และแนวทางสู่โอกาสที่เติบโต

“การสร้างความหวัง” ที่แท้จริงใน Creative Industry ไม่ใช่การรอคอยแรงบันดาลใจ หรือรอเงินสนับสนุน แต่คือ “การลงมือทำ” เพื่อสร้างระบบหรือบบรยากาศที่ดีขึ้น Passion อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ Sustainability จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการผสมผสานระหว่างความคิดสร้างสรรค์และโมเดลธุรกิจให้เกิดขึ้นจริง

เรามีผลงานที่ชนะเหรียญทองโอลิมปิก (อย่างแคมเปญ Squid Game) แล้ว แต่เรากลับยังไม่มีสนามกีฬาที่มั่นคง หรือโค้ชที่เข้าใจกลยุทธ์ระยะยาว เพื่อสร้างนักกีฬารุ่นต่อไปเลย….

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *