วิเคราะห์ Brand Archetype The Ordinary “วิทย์×มิตร” ฉลาดแต่ไม่เย็นชา

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางแบรนด์แค่เห็นโลโก้ ฟังสโลแกน หรือแม้แต่เจอแอดแวบเดียว เราก็รู้ทันทีว่า “อ๋อ นี่มันแบรนด์นั้นแน่นอน!” ทั้งที่แบรนด์ไม่ได้บอกเราตรง ๆ ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใคร

นั่นแหละค่ะ คือพลังของ Brand Archetype หรือคาแรกเตอร์ต้นแบบของแบรนด์ สิ่งที่ทำให้คน “รู้สึกผูกพัน” กับแบรนด์ได้เหมือนกับรู้จักคนคนนึงเลยจริง ๆ 

เช่น บางแบรนด์เป็น “นักปฏิวัติ” บางแบรนด์เหมือน “พ่อแม่ใจดี” และบางแบรนด์… ก็เหมือน “นักวิทยาศาสตร์ที่พูดตรงแบบไม่มีหมกเม็ด” อย่าง The Ordinary แบรนด์ที่ชื่อแปลว่า “ธรรมดา” แต่กลับเปลี่ยนวงการสกินแคร์โลกด้วยอะไรที่ไม่ธรรมดาเลย และหนึ่งในกุญแจลับของเขาก็คือ การเป็นแบรนด์ที่รู้จัก “บทบาทของตัวเอง” ชัดเจนค่ะ

วันนี้เราเลยจะพาไปแกะว่า The Ordinary เข้ากับ Brand Archetype ตัวไหน? แล้วเราจะเอาบทเรียนอะไรจากเขามาใช้ได้บ้างค่ะ

ถ้าให้ทุกคนลองนึกถึงเวลาคุณนั่งดูโฆษณาหรือเห็นโพสต์ของแบรนด์ในโซเชียล อาจสังเกตกันได้ว่า

  • บางแบรนด์พูดแบบน่าเชื่อถือเหมือนคุณครู 
  • บางแบรนด์เท่ ๆ เหมือนเพื่อนสายผจญภัย 
  • หรือบางแบรนด์ก็ขำ ๆ กวน ๆ แบบเพื่อนสายแซว

คุณจะรู้สึกได้ทันทีว่า “แบรนด์นี้เป็นคนยังไง” ทั้งที่เราไม่เคยเจอ “คน” ที่อยู่เบื้องหลังเลยด้วยซ้ำ

นั่นแหละค่ะ คือพลังของ Brand Archetype คาแรกเตอร์ต้นแบบของแบรนด์ ที่ทำให้คนรู้สึกว่าแบรนด์นี้ “เป็นใคร” 

โดย Brand Archetype มาจากแนวคิดของ Carl Jung นักจิตวิทยาชื่อดัง ที่เชื่อว่า ในใจทุกคนมี “คาแรกเตอร์พื้นฐาน” ฝังอยู่ลึก ๆ แบบที่เห็นปุ๊บ เราจะรู้สึกคลิกหรือไม่คลิกได้เลยโดยไม่ทันคิด เหมือนเวลาเจอคนแล้วรู้สึกทันทีว่า ‘คนนี้ต้องเป็นเพื่อนสายลุยแน่ ๆ’ แบบนั้นเลย

Brand Archetype The Ordinary

นักการตลาดเลยนำแนวคิดนี้มาใช้กับแบรนด์ เพราะมนุษย์เชื่อมโยงกับ “ตัวตน” ได้ดีกว่า “สินค้า”

ซึ่งแต่ละ Archetype ก็เหมือน “นิสัยหลัก” ที่แบรนด์จะเลือกหยิบมาใช้เป็นตัวตน เช่น บางแบรนด์อาจเป็นนักปราชญ์ที่พูดด้วยเหตุผล (Sage) บางแบรนด์อาจเป็นเพื่อนบ้านแสนธรรมดาแต่จริงใจ (Everyman) หรือบางแบรนด์ก็ชอบปลุกใจคนให้ลุกขึ้นสู้ (Hero)

จริง ๆ แล้ว Archetype มีทั้งหมด 12 แบบ แต่เราไม่ต้องจำหมดก็ได้ แค่เข้าใจว่าแบรนด์ที่ “คาแรกเตอร์ชัด” จะทำให้เรารู้ทันทีว่าเขาเป็นใคร พูดแบบไหน เชื่อถือได้แค่ไหน แบบไม่ต้องอ่าน mission statement ให้เสียเวลาเลยด้วยซ้ำค่ะ

บางแบรนด์ต้องอัดงบโฆษณาให้คนจดจำ แต่บางแบรนด์แค่พูดชื่อไป → ภาพ เสียง คาแรกเตอร์ก็เด้งขึ้นมาในหัวทันที… และ The Ordinary คือหนึ่งในนั้นค่ะ

ที่มา: The Ordinary

ในบรรดาแบรนด์สกินแคร์ที่มีอยู่เต็มตลาด หนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่โอปอรู้สึกว่า “คาแรกเตอร์ชัดเจนจนจำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอ” คือ The Ordinary แบรนด์จากแคนาดาที่หน้าตาอาจจะดูเรียบ ๆ ไม่มีพรีเซ็นเตอร์ ไม่มีคำเคลมเว่อร์วัง แต่กลับทำให้คนทั่วโลกเชื่อใจได้ ด้วยความ “พูดตรง ใช้เหตุผล และเข้าถึงง่าย” แบบไม่ต้องพยายาม

คาแรกเตอร์แบบนี้แหละ ที่ทำให้โอปอสนใจอยากชวนมาวิเคราะห์ในบทความนี้ เพราะมันไม่ได้แค่ทำให้แบรนด์ดูจริงใจ แต่มันมีพลังมากพอที่จะทำให้คนอยากลอง อยากแชร์ และกลายเป็นแฟนคลับของแบรนด์โดยไม่รู้ตัว

Brand Archetype The Ordinary
ที่มา It’s Nice That

ซึ่งถ้ามองผ่านเลนส์ของ 12 Archetypes โอปอขอวิเคราะห์ว่า The Ordinary น่าจะอยู่ตรงจุดตัดระหว่าง “Sage” และ “Everyman” มีทั้งความรู้ลึกแบบนักปราชญ์ และความถ่อมตัวที่ทำให้คนรู้สึกว่าเข้าถึงง่ายแบบเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้

หรือถ้าให้พูดง่าย ๆ The Ordinary ก็คือ นักวิทยาศาสตร์สายเนิร์ดที่พูดความจริง ไม่พูดหรู ไม่ขิงใส่ใคร และอยากให้ทุกคนเข้าถึงความรู้แบบเท่าเทียม

Sage Archetype คือแบรนด์ที่รักความรู้ พูดตามหลักฐาน ไม่เว่อร์ ไม่พูดให้ฝัน แต่พูดให้ “เก็ต”

ที่มา: Iconic fox

และ The Ordinary เป็นแบบนี้เป๊ะในทุกมิติค่ะ

  • ชื่อโปรดักต์ = ส่วนผสม + เปอร์เซ็นต์ เช่น “Niacinamide 10% + Zinc 1%”
  • ฉลาก = คลีน ๆ แบบเอกสารวิจัย ไม่พยายามดูแพง เพราะเชื่อว่า “ข้อมูลคือของหรูที่สุด”
  • โฆษณา = หยิบวิทยาศาสตร์มาแซะวงการอย่างมีอารมณ์ขัน เช่น ป้ายโฆษณาที่บอกว่า “Water is a chemical. Oxygen is a chemical. If we went ‘chemical-free’, we couldn’t even sell empty bottles” หรือถ้าแปลไทยก็คงฟีล ๆ ว่า “น้ำก็คือสารเคมี ออกซิเจนก็สารเคมี ถ้าจะให้ขายแบบ chemical-free ก็คงต้องขายขวดเปล่า”
  • เว็บ + โซเชียลมีเดีย = เต็มไปด้วยเนื้อหาสอนการเลือก skincare แบบเข้าใจง่าย ไม่พูดเหนือหัว แต่ไม่ดูถูกคนอ่าน ซึ่งใครอยากเริ่มลองศึกษาเอง เขาก็มีทั้ง Blog และ Beginner’s Guide ให้เข้าไปดูได้เลย
ที่มา: D&AD

เสียงของแบรนด์คือความรู้ที่พูดตรง ๆ แบบเพื่อนสายเนิร์ดที่อยากให้เราดูแลผิวได้ด้วยตัวเอง เพราะ The Ordinary ไม่ได้อยากเป็น “ผู้รู้” ที่อยู่บนหอคอย แต่เป็น “ครูที่ดี” ที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย แบบอยากให้เราเก่งขึ้นไปด้วยกัน

และทั้งหมดนี้… ไม่ได้เป็นแค่ภาพลักษณ์นะคะ แต่คือสิ่งที่ฝังอยู่ใน DNA ของแบรนด์จริง ๆ

Brand Archetype The Ordinary
ที่มา: The Ordinary [The O. Blog]

“เราต้องการให้ผู้ชมของเรารู้สึกได้รับการเรียนรู้อย่างเต็มที่ และมีเครื่องมือที่จะตัดสินใจเลือกส่วนผสมที่พวกเขาต้องการได้อย่างมีข้อมูล”

— Nicola Kilner, Co-founder & CEO of The Ordinary

เพราะฉะนั้น ทุกการออกแบบของ The Ordinary ไม่ว่าจะขวดฉลากหรือคอนเทนต์บนเว็บ จึงไม่ใช่แค่เพื่อขายของ แต่คือการ “ให้ความรู้” แบบที่ Sage ตัวจริงควรเป็นค่ะ

แม้จะมีวิทยาศาสตร์แน่น แต่ The Ordinary ไม่เคย “ทำตัวห่างเหิน”

ที่มา: Iconic fox

Everyman Archetype คือแบรนด์ที่พูดง่าย ๆ เข้าถึงได้ ไม่ดูหรูหรา ไม่แบ่งแยก ไม่ขายฝันไกล ซึ่ง The Ordinary ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ธรรมดา” สะท้อนความถ่อมตัวสุด ๆ แถมตั้งราคาหลักร้อยต้น ๆ ไม่ใช้ดาราหรือพรีเซ็นเตอร์ และยังบอกชัดว่าอยากให้แบรนด์นี้ “Accessible to everyone” เรียกได้ว่า เป็นแนวคิดที่ซึมลึกอยู่ในดีเอ็นเอแบรนด์ ช่วยลดช่องว่างระหว่าง “ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์” กับ “คนทั่วไป” ที่อาจไม่จบวิทย์แต่ก็อยากดูแลผิวแบบเข้าใจจริง ๆ

แบรนด์นี้เลยถูกใจ Gen Z/Millennial สุด ๆ เพราะมันไม่ขายความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่มอบความรู้ + เครื่องมือ ในแบบที่เข้าใจง่าย ให้เรารู้สึกว่า “เฮ้ย ฉันก็รู้เอง เลือกเองได้นะ”

ถ้าจะสรุปกลยุทธ์คาแรกเตอร์ของ The Ordinary แบบเข้าใจง่าย โอปอขอเรียกว่าเป็นสูตรผสมระหว่าง “วิทย์” และ “มิตร” ค่ะ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ที่รู้เยอะ แต่เป็นแบรนด์ที่รู้เยอะแล้วยังอยากให้เรารู้ไปด้วยกัน

โอปอลองวิเคราะห์สัดส่วนน้ำหนักคร่าว ๆ ของ archetype ที่แบรนด์ใช้ดู แล้วคาดไว้ว่าประมาณนี้ค่ะ

  • Sage ~70% = พลังหลักที่ทำให้แบรนด์น่าเชื่อถือ ข้อมูลแน่น เหตุผลชัดเจน
  • Everyman ~30% = ตัวช่วยปรับอุณหภูมิให้แบรนด์ดูเข้าถึงง่าย อบอุ่น ไม่เย็นชา ไม่ห่างเหิน

สูตรนี้ไม่ได้แค่ทำให้แบรนด์ดูฉลาด แต่ยังช่วยลดช่องว่างทางจิตใจที่คนมักรู้สึกกับอะไรที่ดู “วิทยาศาสตร์” หรือ “เข้าไม่ถึง”

Brand Archetype The Ordinary

เพราะ

  • Sage ให้ “เหตุผล” ที่ทำให้เชื่อใจ
  • Everyman ให้ “ความรู้สึก” ที่ทำให้กล้าลองและอยากแชร์

พูดง่าย ๆ ก็คือ The Ordinary ไม่ได้แค่เก่ง แต่ยังเป็น “เพื่อนที่เก่ง” ที่ไม่ทำให้เรารู้สึกโง่เวลาฟัง

และนั่นแหละค่ะ คือสูตรคาแรกเตอร์ที่ทำให้แบรนด์นี้ทั้ง น่าเชื่อถือและน่าเข้าหา ในตลาดสกินแคร์ที่เต็มไปด้วยเสียงขายฝัน The Ordinary เลือกเป็น “เสียงจริงใจ” ที่คนอยากฟัง

ถ้าอยากเห็นสูตร “วิทย์ × มิตร” ของ The Ordinary ในฉบับจับต้องได้จริง ๆ โอปออยากชวนดูเคสนี้ค่ะ “The Secret Ingredient Store” ร้านป๊อปอัปกลางนิวยอร์กที่เขาเปิดมาต้นปี 2025 นี้เอง

หน้าร้านวางกอง “ธนบัตรแบรนด์ตัวเอง” แบบเต็มหน้าต่าง พร้อมแปะข้อความชัด ๆ ว่า

“นี่คือจำนวนเงินที่คุณจะต้องจ่ายเพิ่ม ถ้าเราจ้างเซเลบมาพูดแทนเรา”

และในร้านมีป้ายเปรียบเทียบราคาชัดเจนว่า ถ้าผลิตภัณฑ์เดียวกันใช้พรีเซ็นเตอร์ดัง ราคาจะพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 61% เลยทีเดียวค่ะ

@theordinary

just being real with y’all 💸 📍 433 broadway, NYC April 25-27, 11AM-7PM #theordinary #secretingredient #fyp

♬ original sound – Izaiah

…แล้วมันสื่อถึง Brand Archetype ยังไง?

💬 Sage อยู่ที่ความกล้าเปิดเผย “ต้นทุนแฝง” แบบตรงไปตรงมา ว่าถ้าแบรนด์นี้จ่ายค่าดารา โปรดักต์ที่คุณถืออยู่จะต้องแพงขึ้นอีกเท่าไหร่ ผ่าน “เงินปลอม” ที่แปะราคาพุ่งให้เห็นกันจะจะ
💬 Everyman ยกประเด็น “ถ้ามีพรีเซ็นเตอร์ ราคาจะบวกไปถึง 61%” นั้น ถูกเล่าในจริตของเพื่อนที่หวังดี ไม่ใช่แบรนด์ที่สอนคน เหมือนแบรนด์มากระซิบบอกว่า “เฮ้ย รู้ยัง ถ้ามีเซเลบ ราคาขึ้นเยอะเลยนะ เราเลยไม่ใช้ไง จะได้ไม่ต้องจ่ายเกิน”

ที่สำคัญ เขายังให้บริการวิเคราะห์ผิว + แนะนำสกินแคร์ฟรีในงานด้วยนะ โอปอว่าตรงนี้คืออีกจุดที่สะท้อนว่าแบรนด์ไม่ได้อยากแค่ “ขายของ” แต่ “อยากให้เราเข้าใจตัวเอง” ก่อนจะตัดสินใจซื้ออะไรด้วยซ้ำ

Brand Archetype The Ordinary

“เราอยากให้วงการนี้กลับมาทบทวนว่า แท้จริงแล้วการตลาดควรให้น้ำหนักกับอะไร และเตือนผู้บริโภคว่า The Ordinary โฟกัสที่วิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ชื่อเสียง

Amy Bi, VP of Brand

พูดอีกแบบก็คือ…ในขณะที่หลายแบรนด์แข่งกัน “ดัง” The Ordinary แข่งกัน “รู้” และอยากให้เรา “เข้าใจ” ไปด้วยกัน

โอปอว่า แคมเปญนี้ไม่ใช่แค่การตลาดเจ๋ง ๆ แต่คือหลักฐานที่ชัดเจนว่า The Ordinary คือแบรนด์ที่ใช้พลังความรู้ (Sage) เพื่อเชื่อมกับใจคนอย่างจริงใจ (Everyman)

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ โอปอหวังว่าทุกคนจะเห็นเหมือนกันว่า Brand Archetype ไม่ใช่แค่ทฤษฎีสนุก ๆ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เราสื่อสาร “ตัวตน” ของแบรนด์ได้แบบชัดเจน ลึก และต่อเนื่อง

และยิ่งในวันที่แบรนด์เกิดใหม่เยอะทุกวินาที คาแรกเตอร์ที่ชัด ยิ่งกลายเป็นเข็มทิศที่ทำให้แบรนด์ “เป็นที่จดจำ” ได้โดยไม่ต้องโปรดักชันอลัง หรือทำแคมเปญให้เปลืองแรงเลยค่ะ

สิ่งที่โอปอชอบที่สุดใน The Ordinary ไม่ใช่แค่ความฉลาด หรือดีไซน์มินิมอล แต่เป็นการที่เขา รู้ว่าเสียงของตัวเองคืออะไร และเลือกจะพูดในแบบที่ “คนอยากฟัง” เพราะแบรนด์ที่พูดฉลาดมีเยอะมาก แต่แบรนด์ที่พูดฉลาดแล้วยังทำให้คน “รู้สึกใกล้” ไปด้วย มีน้อยมากจริง ๆ

โอปออยากชวนให้ทุกคนลองสำรวจแบรนด์ของตัวเองดูค่ะ บางทีเราอาจไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมาก แค่ “พูดให้ชัดในสิ่งที่เราเป็นอยู่แล้ว” และเมื่อแบรนด์กล้าเป็นตัวเองแบบไม่มีฟิลเตอร์ คนจะรับรู้พลังนั้นได้เอง โดยไม่ต้องอธิบายยาวเลยค่ะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ :0)

Source: [Iconic fox], [D&AD], [Famous Campaigns], [The CEO Magazine], [Fabric]

อ่านบทความเพิ่มเติมที่นี่

โอปอ Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอน ⋆˚✿˖° ดีใจที่ได้แชร์เรื่องราวกับทุกคนค่ะ อย่าลืมยิ้มให้ตัวเองทุกวัน และฝากติดตามบทความต่อไปด้วยนะคะ ( 。•ㅅ•。)~✧

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *