เวลาผมเป็นที่ปรึกษาให้แบรนด์ต่างๆ มีงานหนึ่งที่เกือบทุกที่บอกว่าสำคัญ แต่แทบไม่มีใครได้ทำจริงจัง นั่นคือการวิเคราะห์คู่แข่งและหา Insight ตลาด ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ไม่ได้ทำเลยเพราะไม่มีเวลา ก็ทำแบบเปิดหน้าเพจคู่แข่งไถดูเล่นๆ แล้วก็ปิดไป หรือไม่ก็จ้างทำรายงานหนาๆ ปีละครั้ง ที่สุดท้ายไปนอนอยู่ในไดรฟ์ไม่มีใครเปิดอีกเลย
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นักการตลาดขี้เกียจหรอกครับ แต่เพราะงาน Research ที่ดีมันเคยแพงและใช้เวลานานกว่าจะรวบรวมข้อมูลคู่แข่งได้มากพอ อ่านรีวิวลูกค้าเป็นร้อยเป็นพันคอมเมนต์ แล้วสรุปออกมาเป็นภาพที่ใช้ได้ มันใช้เวลาหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ พอไม่มีเวลาก็เลยข้ามไปวางกลยุทธ์บนความรู้สึกแทน Data ซึ่งนั่นคือจุดที่แคมเปญดีๆ มักพลาดตั้งแต่ยังไม่เริ่มครับ
แต่วันนี้สมการนั้นเปลี่ยนไปแล้ว เพราะ ChatGPT มีโหมดที่ชื่อ Deep Research ที่ทำงานเหมือนมีนักวิเคราะห์ส่วนตัวคอยไปค้นข้อมูลเป็นร้อยแหล่งแล้วสรุปกลับมาให้เป็นรายงานในเวลาไม่กี่นาที งานที่เคยใช้คนเป็นวันเลยเหลือไม่กี่นาที ตอนนี้ของซีรีส์สอนใช้ ChatGPT สำหรับนักการตลาด ผมขอพาไปเจาะหมวด Competitive and Market Research พร้อมแจก 20 Prompt ที่ก๊อปไปส่องคู่แข่งและหา Insight ตลาดได้ทันที
ในตอนแรกของซีรีส์นี้ผมแนะนำสูตรปรุง Prompt ที่ชื่อ SPICE ไปแล้ว [ อ่านที่นี่ ] ซึ่งย่อมาจากเครื่องปรุง 5 อย่างคือ Situation บริบท, Persona บทบาท, Instruction คำสั่ง, Criteria เงื่อนไขและรูปแบบ และ Example ตัวอย่าง ใครยังไม่ได้อ่านตอนแรกแนะนำให้ย้อนไปดูก่อน เพราะตอนนี้เราจะใช้สูตรเดิมแต่เปลี่ยนพระเอกของเครื่องปรุง
Deep Research ทำไมงานส่องคู่แข่งถึงต้องใช้โหมดนักวิเคราะห์
ถ้า EP ที่แล้วบอกว่างานวางแผนต้องใช้โหมด Thinking งานหาข้อมูลคู่แข่งและตลาดก็มีโหมดเฉพาะของมันเหมือนกัน นั่นคือ Deep Research
Deep Research ต่างจากการถาม ChatGPT ปกติตรงที่มันไม่ได้ตอบจากความรู้ในหัวทันที แต่จะวางแผนการค้น แล้วออกไปไล่อ่านข้อมูลจากเว็บเป็นร้อยแหล่ง ทั้งบทความ รายงาน และไฟล์ PDF ใช้เวลาประมาณ 5 ถึง 30 นาที แล้วกลับมาพร้อมรายงานที่มีโครงสร้างและอ้างอิงแหล่งที่มาให้ครบ
เหมือนได้นักวิเคราะห์มานั่งทำงานให้หนึ่งคน ฟีเจอร์นี้อยู่บนแพลนแบบเสียเงินเป็นหลัก โดย Plus ได้ราว 10 ถึง 25 ครั้งต่อเดือน ส่วน Pro ได้มากกว่านั้นหลายเท่า ส่วนผู้ใช้ฟรีจะได้จำนวนจำกัดหรือเป็นเวอร์ชันแบบเบาขึ้นกับช่วงเวลา
แต่มีเรื่องสำคัญที่ต้องเตือนก่อนใช้ คือ Deep Research ไม่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้ มันแค่ไปรวบรวมสิ่งที่เจอบนเว็บมาเรียบเรียงพร้อมใส่ลิงก์อ้างอิง แปลว่าถ้าแหล่งที่มันไปเจอผิด รายงานก็ผิดตามได้ หน้าที่ตรวจสอบยังเป็นของเราเสมอ โดยเฉพาะตัวเลขสถิติและ Market Size ที่ต้องกดเข้าไปดูแหล่งอ้างอิงจริงทุกครั้งก่อนเอาไปใช้ตัดสินใจ
จุดนี้แหละที่ทำให้เครื่องปรุง Criteria กลายเป็นพระเอกของงาน Research เพราะเราต้องสั่งให้มันบอกแหล่งที่มาและปีของข้อมูลทุกครั้ง เพื่อให้เราตามไปตรวจสอบต่อได้ Prompt ที่ไม่กำหนด Criteria เรื่องการอ้างอิง คือ Prompt ที่เปิดช่องให้ข้อมูลมั่วเข้ามาปนแบบที่เราจับไม่ได้
Competitor Analysis รวม Prompt วิเคราะห์คู่แข่ง
กลุ่มแรกคือการส่องคู่แข่งให้เห็นภาพว่าเขาทำอะไรอยู่ และเรายืนตรงไหนเมื่อเทียบกับเขา งานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ต้องเปิดโหมด Deep Research เพราะต้องการข้อมูลล่าสุดจากเว็บจริง
1. วิเคราะห์คู่แข่งรายตัวแบบรอบด้าน
ปัญหาคือเรารู้ว่าใครคือคู่แข่ง แต่ไม่เคยมีเวลานั่งศึกษาเขาอย่างเป็นระบบ รู้แค่ผิวๆ จากที่เห็นผ่านตา Prompt นี้ช่วยให้ได้โปรไฟล์คู่แข่งที่ครบในที่เดียว เปิดโหมด Deep Research ก่อนใช้
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์ชานมไข่มุกระดับกลาง รู้ว่า KOI คือคู่แข่งสำคัญ แต่ไม่เคยมีเวลานั่งศึกษาเขาอย่างเป็นระบบ รู้แค่ผ่านตา
(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] คู่แข่งที่อยากวิเคราะห์คือ [ชื่อคู่แข่ง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์การตลาดที่เชี่ยวชาญการถอดกลยุทธ์แบรนด์
(I) Instruction ช่วยวิเคราะห์คู่แข่งรายนี้แบบรอบด้าน ทั้งจุดยืน กลุ่มเป้าหมาย จุดขาย ช่องทาง และรูปแบบการสื่อสาร
(C) Criteria ตอบเป็นหัวข้อ อ้างอิงแหล่งที่มาและปีของข้อมูลทุกจุด และแยกชัดว่าส่วนไหนเป็นข้อเท็จจริงส่วนไหนเป็นการวิเคราะห์
(E) Example อยากได้ระดับที่เอาไปทำสไลด์เสนอทีมได้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลหน้าเว็บที่ใครก็หาเจอ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ชานมไข่มุก)
(S) Situation แบรนด์เราคือชานมไข่มุกพรีเมียมระดับกลาง ขายหน้าร้านและเดลิเวอรี คู่แข่งที่อยากวิเคราะห์คือ KOI The
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์การตลาดที่เชี่ยวชาญการถอดกลยุทธ์แบรนด์
(I) Instruction ช่วยวิเคราะห์คู่แข่งรายนี้แบบรอบด้าน ทั้งจุดยืน กลุ่มเป้าหมาย จุดขาย ช่องทาง และรูปแบบการสื่อสาร
(C) Criteria ตอบเป็นหัวข้อ อ้างอิงแหล่งที่มาและปีของข้อมูลทุกจุด และแยกชัดว่าส่วนไหนเป็นข้อเท็จจริงส่วนไหนเป็นการวิเคราะห์
(E) Example อยากได้ระดับที่เอาไปทำสไลด์เสนอทีมได้ ไม่ใช่แค่ข้อมูลหน้าเว็บที่ใครก็หาเจอ
ผลลัพธ์คือโปรไฟล์คู่แข่งที่ครบในหน้าเดียว จากที่เคยต้องไล่เปิดหลายเว็บหลายเพจเป็นวัน ย่นเหลือไม่กี่นาที และเพราะบังคับให้อ้างอิงแหล่ง เราจึงตามไปตรวจสอบและมั่นใจได้ก่อนเอาไปใช้ ผมเคยเขียนเรื่อง 5 สิ่งที่ไม่ควรลืมเมื่อวิเคราะห์คู่แข่ง ไว้ ลองเอาไปจับคู่กับ Prompt นี้จะได้รายงานที่แน่นขึ้น
2. เปรียบเทียบเรากับคู่แข่งเป็นตารางเดียว
ปัญหาคือพอมีคู่แข่งหลายเจ้า ข้อมูลในหัวมันตีกันมั่วไปหมด มองไม่ออกว่าใครเด่นเรื่องอะไรและเราอยู่ตรงไหน Prompt นี้ช่วยจับทุกเจ้ามาเรียงในตารางเดียวให้เห็นภาพ
Scenario สมมติคุณทำสกินแคร์สำหรับผิวแพ้ง่าย มีทั้ง Cetaphil และ Eucerin เป็นคู่แข่ง แต่ข้อมูลของแต่ละเจ้าในหัวคุณตีกันมั่วจนมองไม่ออกว่าเราควรชูจุดไหน
(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] คู่แข่งหลักที่อยากเทียบคือ [ลิสต์คู่แข่ง 2-3 เจ้า]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการทำ Competitive Benchmarking
(I) Instruction เปรียบเทียบเรากับคู่แข่งในมิติที่สำคัญต่อการตัดสินใจของลูกค้า
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง แถวคือแต่ละแบรนด์ คอลัมน์คือมิติเปรียบเทียบ เช่น ราคา จุดขาย กลุ่มเป้าหมาย และจุดอ่อน อ้างอิงแหล่งทุกข้อมูล
(E) Example อยากได้ตารางที่อ่านแล้วเห็นทันทีว่าเราควรชูจุดไหนที่คู่แข่งยังอ่อน
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์สกินแคร์)
(S) Situation แบรนด์เราคือสกินแคร์สูตรอ่อนโยนสำหรับผิวแพ้ง่าย ราคาระดับกลาง คู่แข่งหลักที่อยากเทียบคือ Cetaphil และ Eucerin
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการทำ Competitive Benchmarking
(I) Instruction เปรียบเทียบเรากับคู่แข่งในมิติที่สำคัญต่อการตัดสินใจของลูกค้า
(C) Criteria ตอบเป็นตาราง แถวคือแต่ละแบรนด์ คอลัมน์คือ ราคา จุดขาย กลุ่มเป้าหมาย และจุดอ่อน อ้างอิงแหล่งทุกข้อมูล
(E) Example อยากได้ตารางที่อ่านแล้วเห็นทันทีว่าเราควรชูจุดไหนที่คู่แข่งยังอ่อน
ผลลัพธ์คือตารางเปรียบเทียบที่ทำให้เห็นช่องว่างทันทีว่าเราควรวางจุดยืนตรงไหน เป็นเอกสารตั้งต้นที่เอาเข้าประชุมวางกลยุทธ์ได้เลย แทนที่จะเถียงกันด้วยความรู้สึกว่าใครเด่นกว่าใคร
3. ถอดกลยุทธ์คอนเทนต์และแคมเปญของคู่แข่ง
ปัญหาคือเห็นคู่แข่งโพสต์อะไรเยอะแยะ แต่จับไม่ได้ว่าเขาวางเกมคอนเทนต์ยังไง เลยได้แต่ตามก้นเขาไปเรื่อย Prompt นี้ช่วยถอดสูตรเบื้องหลังคอนเทนต์ของคู่แข่ง
Scenario สมมติร้านราเมงเจ้าดังย่านเดียวกับคุณโพสต์ TikTok แล้วดังทุกคลิป คุณเห็นแต่ไม่เข้าใจว่าเขาวางเกมคอนเทนต์ยังไง เลยได้แต่ตามเขาไปเรื่อย
(S) Situation คู่แข่งที่อยากถอดกลยุทธ์คือ [ชื่อคู่แข่ง] ช่องทางหลักที่เขาใช้คือ [เช่น TikTok หรือ Facebook]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เก่งเรื่องการวิเคราะห์คอนเทนต์แบรนด์
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าคู่แข่งวางกลยุทธ์คอนเทนต์ยังไง ทั้งธีมที่ใช้บ่อย โทนการสื่อสาร และรูปแบบที่ได้ผลดี
(C) Criteria สรุปเป็นหัวข้อ พร้อมเดาเหตุผลเบื้องหลังแต่ละกลยุทธ์ และเสนอว่าเราจะทำให้ต่างได้ยังไง อ้างอิงตัวอย่างโพสต์จริงถ้าหาได้
(E) Example อยากได้มุมที่ลึกกว่าการบอกว่าเขาโพสต์อะไร แต่บอกว่าทำไมเขาถึงโพสต์แบบนั้น
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านอาหารญี่ปุ่น)
(S) Situation คู่แข่งที่อยากถอดกลยุทธ์คือร้านราเมงเจ้าดังในย่านเดียวกัน ช่องทางหลักที่เขาใช้คือ TikTok
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เก่งเรื่องการวิเคราะห์คอนเทนต์แบรนด์
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าคู่แข่งวางกลยุทธ์คอนเทนต์ยังไง ทั้งธีมที่ใช้บ่อย โทนการสื่อสาร และรูปแบบที่ได้ผลดี
(C) Criteria สรุปเป็นหัวข้อ พร้อมเดาเหตุผลเบื้องหลังแต่ละกลยุทธ์ และเสนอว่าเราจะทำให้ต่างได้ยังไง อ้างอิงตัวอย่างโพสต์จริงถ้าหาได้
(E) Example อยากได้มุมที่ลึกกว่าการบอกว่าเขาโพสต์อะไร แต่บอกว่าทำไมเขาถึงโพสต์แบบนั้น
ผลลัพธ์คือแผนที่กลยุทธ์คอนเทนต์ของคู่แข่งที่ทำให้เราเลือกได้ว่าจะเล่นเกมเดียวกันให้ดีกว่า หรือฉีกไปเล่นเกมที่เขายังไม่ได้ทำ แทนที่จะตามหลังเขาไปแบบไม่รู้ทิศทาง
4. หาจุดอ่อนของคู่แข่งจากเสียงลูกค้าจริง
ปัญหาคือจุดอ่อนที่แท้จริงของคู่แข่งมักไม่ได้อยู่บนหน้าเว็บเขา แต่อยู่ในรีวิวและคอมเมนต์ของลูกค้าที่ไม่พอใจ ซึ่งกระจัดกระจายจนเราไม่มีเวลาตามอ่าน Prompt นี้ช่วยรวบเสียงเหล่านั้นมาหาโอกาส
Scenario สมมติคุณแข่งกับคลินิกความงามเชนใหญ่ในห้าง คุณรู้ว่าจุดอ่อนจริงของเขาน่าจะซ่อนอยู่ในรีวิวลูกค้าที่ไม่พอใจ แต่มันเยอะเกินกว่าจะตามอ่านเอง
(S) Situation คู่แข่งที่อยากวิเคราะห์คือ [ชื่อคู่แข่ง] สินค้าหรือบริการที่เทียบกับเราคือ [ระบุ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยผู้บริโภคที่เก่งเรื่องการอ่านระหว่างบรรทัดของรีวิว
(I) Instruction รวบรวมและสรุปว่าลูกค้าของคู่แข่งมักบ่นหรือไม่พอใจเรื่องอะไรบ่อยที่สุด แล้วชี้ว่าจุดไหนที่เราทำได้ดีกว่า
(C) Criteria จัดกลุ่มคำบ่นตามประเภทปัญหา เรียงจากที่เจอบ่อยไปน้อย อ้างอิงว่าข้อมูลมาจากแหล่งไหน
(E) Example อยากได้จุดอ่อนที่เรามีโอกาสพลิกมาเป็นจุดขายของเราได้จริง ไม่ใช่คำบ่นทั่วไปที่ทุกแบรนด์โดน
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นคลินิกความงาม)
(S) Situation คู่แข่งที่อยากวิเคราะห์คือคลินิกความงามเชนใหญ่ในห้าง บริการที่เทียบกับเราคือโปรแกรมดูแลผิวหน้า
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยผู้บริโภคที่เก่งเรื่องการอ่านระหว่างบรรทัดของรีวิว
(I) Instruction รวบรวมและสรุปว่าลูกค้าของคู่แข่งมักบ่นหรือไม่พอใจเรื่องอะไรบ่อยที่สุด แล้วชี้ว่าจุดไหนที่เราทำได้ดีกว่า
(C) Criteria จัดกลุ่มคำบ่นตามประเภทปัญหา เรียงจากที่เจอบ่อยไปน้อย อ้างอิงว่าข้อมูลมาจากแหล่งไหน
(E) Example อยากได้จุดอ่อนที่เรามีโอกาสพลิกมาเป็นจุดขายของเราได้จริง เช่นเรื่องการรอคิวนานหรือการขายของแถม
ผลลัพธ์คือรายการจุดอ่อนของคู่แข่งที่เรียงตามความถี่ ซึ่งแต่ละข้อคือโอกาสที่เราหยิบมาเป็นจุดขายได้ทันที วิธีนี้คือการให้คู่แข่งทำวิจัยตลาดให้เราฟรีๆ ผ่านเสียงบ่นของลูกค้าเขาเอง
Market and Trend รวม Prompt สแกนตลาดและเทรนด์
กลุ่มที่สองคือการมองภาพใหญ่ของตลาดและทิศทางที่กำลังจะไป เพื่อไม่ให้วางแผนบนข้อมูลที่ล้าสมัย งานกลุ่มนี้เหมาะกับ Deep Research มากเช่นกัน
5. สแกนเทรนด์ล่าสุดในอุตสาหกรรมของเรา
ปัญหาคือตลาดเปลี่ยนเร็วจนตามไม่ทัน พอวางแผนเสร็จเทรนด์ก็เปลี่ยนไปแล้ว Prompt นี้ช่วยอัปเดตภาพเทรนด์ล่าสุดให้ครบในรอบเดียว
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์กาแฟดริปสำเร็จรูป ตลาดกาแฟเปลี่ยนเร็วมากจนคุณกลัวว่าแผนที่วางอยู่จะอิงข้อมูลที่ล้าสมัยไปแล้ว
(S) Situation ธุรกิจของเราอยู่ในอุตสาหกรรม [ระบุอุตสาหกรรม] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์เทรนด์ที่ติดตามตลาดไทยและตลาดโลก
(I) Instruction สรุปเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมนี้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและการตลาด
(C) Criteria แต่ละเทรนด์บอกว่ามันกระทบแบรนด์แบบเราอย่างไร อ้างอิงแหล่งและปีของข้อมูล และแยกเทรนด์ที่มาจริงออกจากกระแสชั่วคราว
(E) Example อยากได้เทรนด์ที่เอาไปปรับใช้ได้จริงในไทย ไม่ใช่เทรนด์ระดับโลกที่ยังไม่ลงมาถึงบ้านเรา
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์กาแฟดริปสำเร็จรูป)
(S) Situation ธุรกิจของเราอยู่ในอุตสาหกรรมกาแฟพร้อมดื่มและกาแฟดริปสำเร็จรูป กลุ่มเป้าหมายคือคนทำงานที่ชอบกาแฟแต่ไม่มีเวลาชง
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์เทรนด์ที่ติดตามตลาดไทยและตลาดโลก
(I) Instruction สรุปเทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมนี้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและการตลาด
(C) Criteria แต่ละเทรนด์บอกว่ามันกระทบแบรนด์แบบเราอย่างไร อ้างอิงแหล่งและปีของข้อมูล และแยกเทรนด์ที่มาจริงออกจากกระแสชั่วคราว
(E) Example อยากได้เทรนด์ที่เอาไปปรับใช้ได้จริงในไทย ไม่ใช่เทรนด์ระดับโลกที่ยังไม่ลงมาถึงบ้านเรา
ผลลัพธ์คือภาพเทรนด์ล่าสุดที่ผ่านการกรองว่าอันไหนกระทบเราจริง ช่วยให้วางแผนบนข้อมูลปัจจุบันแทนที่จะใช้ความเข้าใจเก่าเมื่อปีที่แล้ว และเพราะมีแหล่งอ้างอิง เราจึงกล้าเอาไปใช้อ้างในที่ประชุม
6. ประเมินขนาดและทิศทางการเติบโตของตลาด
ปัญหาคือเวลาจะเสนอโปรเจกต์หรือขอบประมาณ มักโดนถามกลับว่าตลาดมันใหญ่แค่ไหน แล้วเราตอบไม่ได้ Prompt นี้ช่วยหาตัวเลขตั้งต้นมาอ้างอิง
Scenario สมมติคุณจะเสนอแผนขยายไลน์อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม แต่พอผู้บริหารถามว่าตลาดนี้ใหญ่แค่ไหน คุณกลับตอบไม่ได้
(S) Situation เราอยากประเมินขนาดตลาดของ [ระบุสินค้าหรือบริการ] ในประเทศไทย เพื่อใช้ [เช่น เสนอโปรเจกต์ใหม่]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ตลาดที่ระมัดระวังเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล
(I) Instruction ประเมินขนาดตลาด ทิศทางการเติบโต และปัจจัยที่ทำให้ตลาดนี้เติบโต
(C) Criteria ระบุแหล่งที่มาและปีของทุกตัวเลข บอกด้วยว่าตัวเลขไหนเป็นข้อมูลจริงและตัวเลขไหนเป็นการประมาณ และเตือนจุดที่เราควรไปตรวจสอบเพิ่ม
(E) Example อยากได้ตัวเลขที่กล้าเอาไปใส่สไลด์เสนอผู้บริหาร โดยรู้ว่าแต่ละตัวเชื่อถือได้แค่ไหน
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยง)
(S) Situation เราอยากประเมินขนาดตลาดอาหารสุนัขและแมวพรีเมียมในประเทศไทย เพื่อใช้เสนอแผนขยายไลน์สินค้าใหม่
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ตลาดที่ระมัดระวังเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล
(I) Instruction ประเมินขนาดตลาด ทิศทางการเติบโต และปัจจัยที่ทำให้ตลาดนี้เติบโต
(C) Criteria ระบุแหล่งที่มาและปีของทุกตัวเลข บอกด้วยว่าตัวเลขไหนเป็นข้อมูลจริงและตัวเลขไหนเป็นการประมาณ และเตือนจุดที่เราควรไปตรวจสอบเพิ่ม
(E) Example อยากได้ตัวเลขที่กล้าเอาไปใส่สไลด์เสนอผู้บริหาร โดยรู้ว่าแต่ละตัวเชื่อถือได้แค่ไหน
ผลลัพธ์คือตัวเลขตลาดตั้งต้นพร้อมแหล่งอ้างอิง ที่ทำให้ข้อเสนอของเราหนักแน่นขึ้นเวลาคุยกับผู้บริหาร แต่ย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขทุกตัวต้องกดเข้าไปดูแหล่งจริงก่อนใช้ เพราะ Deep Research อาจหยิบตัวเลขเก่าหรือจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือมาปนได้
7. วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
ปัญหาคือเราคิดว่ารู้จักลูกค้าดีแล้ว แต่จริงๆ เป็นความเข้าใจที่ค้างมาจากหลายปีก่อน ทั้งที่พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะ Prompt นี้ช่วยอัปเดตภาพผู้บริโภคให้ทันปัจจุบัน
Scenario สมมติคุณขายรองเท้าวิ่งสำหรับมือใหม่ คุณคิดว่ารู้จักลูกค้าดี แต่จริงๆ เป็นความเข้าใจที่ค้างมาหลายปี ทั้งที่พฤติกรรมคนเปลี่ยนไปเยอะ
(S) Situation กลุ่มเป้าหมายของเราคือ [อธิบายกลุ่มเป้าหมาย] สินค้าของเราคือ [สินค้า]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้าใจคนไทย
(I) Instruction วิเคราะห์พฤติกรรมล่าสุดของคนกลุ่มนี้ ทั้งวิธีค้นหาข้อมูล วิธีตัดสินใจซื้อ และช่องทางที่เขาใช้
(C) Criteria แยกเป็นหัวข้อ อ้างอิงแหล่งและปี และชี้ว่าพฤติกรรมไหนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
(E) Example อยากได้ Insight ที่เปลี่ยนวิธีทำการตลาดของเราได้ ไม่ใช่ข้อมูลประชากรทั่วไปที่รู้กันอยู่แล้ว
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์รองเท้าวิ่ง)
(S) Situation กลุ่มเป้าหมายของเราคือคนเริ่มวิ่งหน้าใหม่อายุ 25-40 ที่อยากดูแลสุขภาพ สินค้าของเราคือรองเท้าวิ่งสำหรับมือใหม่
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เข้าใจคนไทย
(I) Instruction วิเคราะห์พฤติกรรมล่าสุดของคนกลุ่มนี้ ทั้งวิธีค้นหาข้อมูล วิธีตัดสินใจซื้อ และช่องทางที่เขาใช้
(C) Criteria แยกเป็นหัวข้อ อ้างอิงแหล่งและปี และชี้ว่าพฤติกรรมไหนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
(E) Example อยากได้ Insight ที่เปลี่ยนวิธีทำการตลาดของเราได้ เช่นเขาเชื่อรีวิวจากใครก่อนตัดสินใจซื้อ
ผลลัพธ์คือภาพพฤติกรรมลูกค้าที่อัปเดต ทำให้เราเลือกช่องทางและวิธีสื่อสารได้ตรงกับที่ลูกค้าใช้จริงวันนี้ ไม่ใช่วางแผนบนภาพลูกค้าเมื่อสามปีก่อนที่อาจไม่จริงอีกแล้ว
8. จับสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบธุรกิจ
ปัญหาคือเรามักโฟกัสแค่คู่แข่งตรงหน้า จนมองข้ามปัจจัยใหญ่อย่างกฎหมาย เทคโนโลยี หรือพฤติกรรมสังคมที่อาจพลิกเกมทั้งตลาด Prompt นี้ช่วยมองภาพให้กว้างขึ้น
Scenario สมมติคุณทำร้านเช่าหนังสือและคาเฟ่ คุณมัวแต่จับตาร้านข้างๆ จนลืมมองปัจจัยใหญ่อย่างพฤติกรรมการอ่านบน E-book ที่อาจพลิกธุรกิจทั้งตลาด
(S) Situation ธุรกิจของเราคือ [ระบุธุรกิจ] อยู่ในตลาด [ระบุตลาด]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางกลยุทธ์ที่มองปัจจัยภายนอกแบบรอบด้าน
(I) Instruction วิเคราะห์ปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบธุรกิจนี้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย เศรษฐกิจ และพฤติกรรมสังคม
(C) Criteria จัดกลุ่มตามประเภทปัจจัย บอกระดับผลกระทบและความเร่งด่วน อ้างอิงแหล่ง และแยกสิ่งที่เกิดแน่ออกจากสิ่งที่ยังไม่แน่นอน
(E) Example อยากได้ปัจจัยที่เราต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ความเสี่ยงลอยๆ ที่ฟังดูน่ากลัวแต่ทำอะไรไม่ได้
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นธุรกิจร้านเช่าหนังสือ)
(S) Situation ธุรกิจของเราคือร้านเช่าหนังสือและคาเฟ่หนังสือ อยู่ในตลาดสื่อความบันเทิงและการอ่าน
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางกลยุทธ์ที่มองปัจจัยภายนอกแบบรอบด้าน
(I) Instruction วิเคราะห์ปัจจัยภายนอกที่อาจกระทบธุรกิจนี้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งด้านเทคโนโลยี กฎหมาย เศรษฐกิจ และพฤติกรรมสังคม
(C) Criteria จัดกลุ่มตามประเภทปัจจัย บอกระดับผลกระทบและความเร่งด่วน อ้างอิงแหล่ง และแยกสิ่งที่เกิดแน่ออกจากสิ่งที่ยังไม่แน่นอน
(E) Example อยากได้ปัจจัยที่เราต้องเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ เช่นพฤติกรรมการอ่านบน E-book ที่มาแทนหนังสือเล่ม
ผลลัพธ์คือภาพความเสี่ยงและโอกาสระดับตลาดที่ช่วยให้เราเตรียมตัวก่อนคู่แข่ง แทนที่จะตั้งรับตอนที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งมักสายเกินไป
Customer Insight รวม Prompt หา Insight จากเสียงลูกค้า
กลุ่มที่สามคือการขุด Insight จากเสียงลูกค้าจริง งานกลุ่มนี้หลายตัวไม่ต้องใช้ Deep Research แต่ใช้วิธีแปะข้อมูลดิบที่เรามีอยู่แล้วให้ ChatGPT ช่วยอ่านและสรุป เครื่องปรุง Situation จึงกลับมาทำงานหนักร่วมกับ Criteria
9. สังเคราะห์ Insight จากรีวิวและคอมเมนต์ลูกค้า
ปัญหาคือเรามีรีวิวและคอมเมนต์ลูกค้าเป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่มีเวลาอ่านหมด เลยไม่เคยรู้ว่าลูกค้าคิดอะไรกันแน่ Prompt นี้ช่วยย่อยข้อมูลกองโตให้เหลือ Insight ที่ใช้ได้
Scenario สมมติคุณขายหม้อทอดไร้น้ำมันบน Shopee มีรีวิวและคอมเมนต์เป็นร้อยเป็นพัน แต่ไม่มีเวลาอ่านหมด เลยไม่เคยรู้ว่าลูกค้าคิดอะไรกันแน่
(S) Situation นี่คือรีวิวและคอมเมนต์ลูกค้าของเรา [แปะข้อมูลทั้งหมด] สินค้าคือ [ระบุ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ Voice of Customer ที่เก่งเรื่องการจับแพตเทิร์น
(I) Instruction อ่านทั้งหมดแล้วสรุปว่าลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และมีความต้องการอะไรที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
(C) Criteria จัดกลุ่มเป็นหัวข้อ เรียงตามความถี่ที่ถูกพูดถึง และยกคำพูดจริงของลูกค้ามาประกอบแต่ละกลุ่ม
(E) Example อยากได้ Insight ที่นำไปปรับสินค้าหรือการสื่อสารได้จริง ไม่ใช่แค่บอกว่าลูกค้าพอใจกี่เปอร์เซ็นต์
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านเครื่องครัวออนไลน์)
(S) Situation นี่คือรีวิวและคอมเมนต์ลูกค้าของเราจาก Shopee และเพจ [แปะข้อมูลทั้งหมด] สินค้าคือหม้อทอดไร้น้ำมัน
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ Voice of Customer ที่เก่งเรื่องการจับแพตเทิร์น
(I) Instruction อ่านทั้งหมดแล้วสรุปว่าลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร และมีความต้องการอะไรที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง
(C) Criteria จัดกลุ่มเป็นหัวข้อ เรียงตามความถี่ที่ถูกพูดถึง และยกคำพูดจริงของลูกค้ามาประกอบแต่ละกลุ่ม
(E) Example อยากได้ Insight ที่นำไปปรับสินค้าหรือการสื่อสารได้จริง เช่นลูกค้าอยากได้คู่มือเมนูที่ทำตามง่าย
ผลลัพธ์คือ Insight ลูกค้าที่กลั่นจากเสียงจริงเป็นร้อยเป็นพันคอมเมนต์ ภายในไม่กี่นาที พร้อมคำพูดจริงให้อ้างอิง ซึ่งทรงพลังกว่าการเดาใจลูกค้าเอง วิธีนี้ต่อยอดได้ดีกับแนวทางใน การใช้ Social Listening ส่องเสียงลูกค้าและคู่แข่ง ที่ผมเคยเขียนไว้
10. หา Pain Point และความต้องการที่ยังไม่มีใครตอบ
ปัญหาคือเราอยากออกสินค้าหรือบริการใหม่ แต่ไม่รู้ว่าลูกค้าเจ็บปวดเรื่องอะไรที่ยังไม่มีใครแก้ให้ Prompt นี้ช่วยเจาะหาช่องนั้น
Scenario สมมติคุณอยากออกสินค้าใหม่ในกลุ่มของใช้เด็กเล็ก แต่ไม่รู้ว่าคุณแม่ลูกอ่อนยังเจ็บปวดเรื่องอะไรที่ยังไม่มีใครแก้ให้
(S) Situation กลุ่มเป้าหมายของเราคือ [กลุ่ม] หมวดสินค้าที่เราอยู่คือ [หมวด] นี่คือข้อมูลที่เรามี [แปะรีวิวหรือผลสำรวจถ้ามี]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักออกแบบบริการที่เก่งเรื่องการหา Unmet Need
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ยังมี Pain Point อะไรที่สินค้าในตลาดปัจจุบันยังแก้ไม่ได้ดีพอ
(C) Criteria เรียง Pain Point จากที่รุนแรงและเจอบ่อยไปน้อย แต่ละข้อบอกว่าทำไมตลาดถึงยังแก้ไม่ได้ และเรามีโอกาสแค่ไหน
(E) Example อยากได้ Pain Point ที่ใหญ่พอจะเป็นโอกาสทางธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องจุกจิกที่ลูกค้าพอทนได้
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ของใช้แม่และเด็ก)
(S) Situation กลุ่มเป้าหมายของเราคือคุณแม่ลูกอ่อนที่ทำงานประจำ หมวดสินค้าที่เราอยู่คือของใช้สำหรับเด็กเล็ก นี่คือข้อมูลที่เรามี [แปะรีวิวหรือผลสำรวจ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักออกแบบบริการที่เก่งเรื่องการหา Unmet Need
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ยังมี Pain Point อะไรที่สินค้าในตลาดปัจจุบันยังแก้ไม่ได้ดีพอ
(C) Criteria เรียง Pain Point จากที่รุนแรงและเจอบ่อยไปน้อย แต่ละข้อบอกว่าทำไมตลาดถึงยังแก้ไม่ได้ และเรามีโอกาสแค่ไหน
(E) Example อยากได้ Pain Point ที่ใหญ่พอจะเป็นโอกาสทางธุรกิจ เช่นการหาของใช้เด็กที่ปลอดภัยแต่ไม่แพงเกินไป
ผลลัพธ์คือรายการ Pain Point ที่จัดลำดับความสำคัญแล้ว ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของสินค้าหรือบริการใหม่ที่มีคนต้องการจริง แทนที่จะออกของตามใจเราแล้วค่อยมาลุ้นว่าจะมีคนซื้อไหม
11. ถอดว่าลูกค้าใช้อะไรตัดสินใจเลือกแบรนด์
ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วลูกค้าชั่งน้ำหนักอะไรตอนเลือกระหว่างเรากับคู่แข่ง เลยสื่อสารผิดจุด Prompt นี้ช่วยถอดเกณฑ์การตัดสินใจของลูกค้า
Scenario สมมติคุณขายประกันสุขภาพเหมาจ่าย แต่ไม่แน่ใจว่าจริงๆ ลูกค้าชั่งน้ำหนักอะไรตอนเลือกระหว่างคุณกับบริษัทใหญ่ เลยสื่อสารผิดจุดมาตลอด
(S) Situation สินค้าของเราคือ [สินค้า] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] คู่แข่งหลักคือ [คู่แข่ง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยที่เข้าใจกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการเลือกแบรนด์ และเกณฑ์ไหนสำคัญที่สุด
(C) Criteria เรียงเกณฑ์ตามน้ำหนักความสำคัญ บอกด้วยว่าเราแข็งหรืออ่อนในแต่ละเกณฑ์เทียบกับคู่แข่ง อ้างอิงแหล่ง
(E) Example อยากได้เกณฑ์ที่สะท้อนการตัดสินใจจริง ไม่ใช่สิ่งที่ลูกค้าพูดว่าสำคัญแต่จริงๆ ไม่ได้ใช้เลือก
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ประกันสุขภาพ)
(S) Situation สินค้าของเราคือประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย กลุ่มเป้าหมายคือคนวัยทำงานอายุ 30-45 คู่แข่งหลักคือบริษัทประกันรายใหญ่
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยที่เข้าใจกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าลูกค้ากลุ่มนี้ใช้เกณฑ์อะไรบ้างในการเลือกแบรนด์ และเกณฑ์ไหนสำคัญที่สุด
(C) Criteria เรียงเกณฑ์ตามน้ำหนักความสำคัญ บอกด้วยว่าเราแข็งหรืออ่อนในแต่ละเกณฑ์เทียบกับคู่แข่ง อ้างอิงแหล่ง
(E) Example อยากได้เกณฑ์ที่สะท้อนการตัดสินใจจริง เช่นความน่าเชื่อถือของตัวแทนที่อาจสำคัญกว่าราคา
ผลลัพธ์คือลำดับเกณฑ์การตัดสินใจของลูกค้า ที่ทำให้เรารู้ว่าควรเน้นสื่อสารเรื่องอะไรก่อน และเลิกเสียแรงกับจุดที่ลูกค้าไม่ได้แคร์ ช่วยให้ทุกบาทที่ลงไปในการสื่อสารตรงเป้ากว่าเดิม
12. สร้างชุดคำถามสำหรับสัมภาษณ์หรือสำรวจลูกค้า
ปัญหาคือเราอยากถามลูกค้าโดยตรง แต่ตั้งคำถามไม่เป็น พอถามแล้วได้คำตอบกว้างๆ ที่เอาไปใช้ต่อไม่ได้ Prompt นี้ช่วยออกแบบคำถามที่ดึง Insight ได้จริง
Scenario สมมติลูกค้าแอปส่งอาหารของคุณหลายคนหายไปใช้เจ้าอื่น คุณอยากถามตรงๆ ว่าทำไม แต่กลัวตั้งคำถามไม่เป็นจนได้คำตอบที่ใช้ต่อไม่ได้
(S) Situation เราอยากสำรวจ [เรื่องที่อยากรู้] จากลูกค้ากลุ่ม [กลุ่ม] สินค้าของเราคือ [สินค้า]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญการออกแบบคำถามวิจัยผู้บริโภค
(I) Instruction ออกแบบชุดคำถามสำหรับสัมภาษณ์หรือทำแบบสอบถาม เพื่อให้ได้ Insight ที่เราอยากรู้
(C) Criteria แบ่งคำถามเป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์ เลี่ยงคำถามชี้นำ และมีทั้งคำถามปลายเปิดและปลายปิด
(E) Example อยากได้คำถามที่ทำให้ลูกค้าเล่าเรื่องจริง ไม่ใช่คำถามที่ลูกค้าตอบให้เราดีใจ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแอปส่งอาหาร)
(S) Situation เราอยากสำรวจว่าทำไมลูกค้าถึงเลิกใช้แอปเราไปใช้เจ้าอื่น จากลูกค้าที่ไม่ได้สั่งมา 3 เดือน สินค้าของเราคือแอปส่งอาหาร
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิจัยที่เชี่ยวชาญการออกแบบคำถามวิจัยผู้บริโภค
(I) Instruction ออกแบบชุดคำถามสำหรับสัมภาษณ์หรือทำแบบสอบถาม เพื่อให้ได้ Insight ที่เราอยากรู้
(C) Criteria แบ่งคำถามเป็นกลุ่มตามวัตถุประสงค์ เลี่ยงคำถามชี้นำ และมีทั้งคำถามปลายเปิดและปลายปิด
(E) Example อยากได้คำถามที่ทำให้ลูกค้าเล่าเรื่องจริง ไม่ใช่คำถามที่ลูกค้าตอบให้เราดีใจ
ผลลัพธ์คือชุดคำถามที่ออกแบบมาดึง Insight ได้จริง เอาไปใช้สัมภาษณ์หรือยิงแบบสอบถามได้เลย ช่วยให้การลงทุนทำวิจัยคุ้มค่า เพราะได้คำตอบที่นำไปตัดสินใจต่อได้ ไม่ใช่ข้อมูลกว้างๆ ที่เก็บมาแล้วใช้ไม่ได้
Positioning and Opportunity รวม Prompt หาช่องว่างและโอกาส
กลุ่มที่สี่คือการเอาข้อมูลทั้งหมดมาแปลงเป็นโอกาสและจุดยืน เครื่องปรุง Criteria ยังคงสำคัญ เพราะเราต้องบังคับให้ ChatGPT แยกข้อเท็จจริงออกจากการคาดเดาให้ชัด
13. หา Market Gap ช่องว่างที่ยังไม่มีใครจับ
ปัญหาคือทุกตลาดดูเหมือนจะมีคนทำหมดแล้ว จนเราหาที่ยืนไม่เจอ Prompt นี้ช่วยมองหารอยต่อที่ยังว่างอยู่
Scenario สมมติคุณทำขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ แต่ตลาดเต็มไปด้วยถั่วอบกับสาหร่ายจนดูเหมือนไม่มีที่ว่างให้คุณยืน
(S) Situation ตลาดของเราคือ [ระบุตลาด] ผู้เล่นหลักในตลาดคือ [ลิสต์คู่แข่ง] จุดเด่นที่เรามีคือ [จุดเด่น]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการหา White Space ในตลาด
(I) Instruction วิเคราะห์ว่ามีช่องว่างหรือกลุ่มลูกค้าไหนในตลาดนี้ที่ยังไม่มีใครจับจริงจัง และเหมาะกับจุดเด่นของเรา
(C) Criteria แต่ละช่องว่างบอกขนาดโอกาสคร่าวๆ เหตุผลที่ยังว่าง และความเสี่ยง อ้างอิงข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์
(E) Example อยากได้ช่องว่างที่ว่างเพราะยังไม่มีใครทำ ไม่ใช่ว่างเพราะไม่มีคนต้องการ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ขนมเพื่อสุขภาพ)
(S) Situation ตลาดของเราคือขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ผู้เล่นหลักคือแบรนด์ถั่วอบและสาหร่าย จุดเด่นที่เรามีคือใช้วัตถุดิบท้องถิ่นและน้ำตาลน้อย
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการหา White Space ในตลาด
(I) Instruction วิเคราะห์ว่ามีช่องว่างหรือกลุ่มลูกค้าไหนในตลาดนี้ที่ยังไม่มีใครจับจริงจัง และเหมาะกับจุดเด่นของเรา
(C) Criteria แต่ละช่องว่างบอกขนาดโอกาสคร่าวๆ เหตุผลที่ยังว่าง และความเสี่ยง อ้างอิงข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์
(E) Example อยากได้ช่องว่างที่ว่างเพราะยังไม่มีใครทำ เช่นขนมสุขภาพสำหรับเด็กที่อร่อยพอให้เด็กยอมกิน
ผลลัพธ์คือรายการช่องว่างในตลาดที่จับคู่กับจุดเด่นของเรา ทำให้เห็นโอกาสที่จะเข้าไปเล่นโดยไม่ต้องชนกับผู้เล่นเดิมตรงๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มที่ดีกว่าการกระโดดเข้าไปแข่งในตลาดที่แดงเดือดอยู่แล้ว
14. วิเคราะห์ SWOT แบบเอาไปใช้ได้จริง
ปัญหาคือ SWOT ที่เราทำกันมักเป็นตารางสวยๆ ที่เต็มไปด้วยข้อความกว้างๆ แล้วก็จบแค่นั้น ไม่ได้นำไปสู่การตัดสินใจอะไร Prompt นี้ช่วยทำ SWOT ที่ต่อยอดเป็นแผนได้
Scenario สมมติคุณทำโรงแรมบูทีคในเมืองรอง เคยทำ SWOT มาแล้วแต่ได้แค่ตารางสวยๆ ที่ไม่ได้นำไปสู่การตัดสินใจอะไรเลย
(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] อยู่ในตลาด [ตลาด] คู่แข่งหลักคือ [คู่แข่ง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ที่เกลียด SWOT แบบลอยๆ
(I) Instruction วิเคราะห์ SWOT ของแบรนด์เรา แล้วต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ว่าควรทำอะไรต่อ
(C) Criteria แต่ละช่องมีอย่างน้อย 3 ข้อที่เจาะจง ไม่ใช่คำกว้างๆ และปิดท้ายด้วยกลยุทธ์ที่จับคู่จุดแข็งกับโอกาส
(E) Example อยากได้ SWOT ที่อ่านจบแล้วรู้เลยว่าพรุ่งนี้ต้องเริ่มทำอะไร ไม่ใช่ตารางที่ดูดีแต่ทำอะไรต่อไม่ได้
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นโรงแรมบูทีคต่างจังหวัด)
(S) Situation แบรนด์เราคือโรงแรมบูทีคขนาดเล็กในเมืองรอง อยู่ในตลาดที่พักสายเที่ยวพักผ่อน คู่แข่งหลักคือโรงแรมเชนและโฮมสเตย์ในพื้นที่
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ที่เกลียด SWOT แบบลอยๆ
(I) Instruction วิเคราะห์ SWOT ของแบรนด์เรา แล้วต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ว่าควรทำอะไรต่อ
(C) Criteria แต่ละช่องมีอย่างน้อย 3 ข้อที่เจาะจง ไม่ใช่คำกว้างๆ และปิดท้ายด้วยกลยุทธ์ที่จับคู่จุดแข็งกับโอกาส
(E) Example อยากได้ SWOT ที่อ่านจบแล้วรู้เลยว่าพรุ่งนี้ต้องเริ่มทำอะไร ไม่ใช่ตารางที่ดูดีแต่ทำอะไรต่อไม่ได้
ผลลัพธ์คือ SWOT ที่จบด้วยข้อเสนอว่าให้ทำอะไรต่อ ไม่ใช่แค่ตารางสรุป ช่วยให้การวิเคราะห์กลายเป็นแผนที่ขยับได้จริง แทนที่จะเป็นเอกสารที่ทำส่งเสร็จแล้วลืม
15. ประเมินโอกาสของไอเดียสินค้าหรือบริการใหม่
ปัญหาคือพอมีไอเดียใหม่ เรามักหลงรักมันจนมองข้ามว่ามันมีโอกาสรอดจริงไหม แล้วทุ่มเงินลงไปก่อนจะรู้ตัว Prompt นี้ช่วยประเมินไอเดียอย่างมีสติก่อนลงมือ
Scenario สมมติคุณมีไอเดียเพิ่มบริการสมัครสมาชิกกาแฟรายเดือนส่งถึงบ้าน คุณหลงรักไอเดียนี้มากจนเริ่มกังวลว่าตัวเองมองข้ามว่ามันรอดจริงไหม
(S) Situation ไอเดียสินค้าหรือบริการใหม่ของเราคือ [อธิบายไอเดีย] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] ตลาดคือ [ตลาด]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักลงทุนที่ประเมินไอเดียธุรกิจแบบตรงไปตรงมา
(I) Instruction ประเมินว่าไอเดียนี้มีโอกาสแค่ไหน ทั้งด้านความต้องการของตลาด คู่แข่ง และความเป็นไปได้
(C) Criteria ให้ทั้งมุมที่สนับสนุนและมุมที่ค้าน พร้อมคำถามสำคัญที่เราต้องหาคำตอบก่อนตัดสินใจลงทุน อ้างอิงข้อมูลที่ใช้
(E) Example อยากได้การประเมินที่กล้าบอกจุดอ่อนของไอเดีย ไม่ใช่คำชมที่ทำให้เราสบายใจแล้วเดินหน้าแบบมืดบอด
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านกาแฟที่อยากเพิ่มบริการ)
(S) Situation ไอเดียใหม่ของเราคือเพิ่มบริการสมัครสมาชิกกาแฟรายเดือนแบบส่งถึงบ้าน กลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าประจำของร้าน ตลาดคือกาแฟ Specialty
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักลงทุนที่ประเมินไอเดียธุรกิจแบบตรงไปตรงมา
(I) Instruction ประเมินว่าไอเดียนี้มีโอกาสแค่ไหน ทั้งด้านความต้องการของตลาด คู่แข่ง และความเป็นไปได้
(C) Criteria ให้ทั้งมุมที่สนับสนุนและมุมที่ค้าน พร้อมคำถามสำคัญที่เราต้องหาคำตอบก่อนตัดสินใจลงทุน อ้างอิงข้อมูลที่ใช้
(E) Example อยากได้การประเมินที่กล้าบอกจุดอ่อนของไอเดีย ไม่ใช่คำชมที่ทำให้เราสบายใจแล้วเดินหน้าแบบมืดบอด
ผลลัพธ์คือการประเมินไอเดียแบบสองด้านที่ช่วยให้ตัดสินใจบนความจริง ไม่ใช่ความหลงรักไอเดียตัวเอง พร้อมคำถามสำคัญที่ต้องหาคำตอบก่อนเสียเงินจริง ช่วยกันการลงทุนที่พลาดได้ตั้งแต่ต้น
16. หา Benchmark ตัวเลขอ้างอิงในอุตสาหกรรม
ปัญหาคือเวลาตั้งเป้าหรือวัดผล เราไม่รู้ว่าตัวเลขที่ได้ดีหรือแย่ เพราะไม่มีค่ากลางของอุตสาหกรรมมาเทียบ Prompt นี้ช่วยหาตัวเลขอ้างอิงมาตั้งต้น
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์แฟชั่นออนไลน์ พอจะตั้งเป้ายอดขายกับค่าโฆษณา คุณไม่รู้ว่าตัวเลขที่ทำได้ดีหรือแย่ เพราะไม่มีค่ากลางของตลาดมาเทียบ
(S) Situation เราอยากได้ค่า Benchmark ของ [ระบุตัวชี้วัด เช่น ค่าโฆษณาหรืออัตราการมีส่วนร่วม] ในอุตสาหกรรม [ระบุ] สำหรับตลาดไทย
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ที่ระวังเรื่องที่มาของตัวเลข
(I) Instruction หาค่ากลางหรือช่วงตัวเลขอ้างอิงของตัวชี้วัดนี้ พร้อมบริบทว่าตัวเลขนี้มาจากไหน
(C) Criteria ระบุแหล่งและปีของทุกตัวเลข บอกว่าตัวเลขไหนเป็นของไทยโดยตรงและตัวไหนเป็นค่าเฉลี่ยจากต่างประเทศ และเตือนข้อจำกัด
(E) Example อยากได้ตัวเลขที่ใช้ตั้งเป้าได้จริง โดยรู้ว่ามันเทียบกับบริบทเราได้แค่ไหน
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซเสื้อผ้า)
(S) Situation เราอยากได้ค่า Benchmark ของอัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขายบนเว็บและค่าโฆษณาต่อการสั่งซื้อ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นออนไลน์ สำหรับตลาดไทย
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวิเคราะห์ที่ระวังเรื่องที่มาของตัวเลข
(I) Instruction หาค่ากลางหรือช่วงตัวเลขอ้างอิงของตัวชี้วัดนี้ พร้อมบริบทว่าตัวเลขนี้มาจากไหน
(C) Criteria ระบุแหล่งและปีของทุกตัวเลข บอกว่าตัวเลขไหนเป็นของไทยโดยตรงและตัวไหนเป็นค่าเฉลี่ยจากต่างประเทศ และเตือนข้อจำกัด
(E) Example อยากได้ตัวเลขที่ใช้ตั้งเป้าได้จริง โดยรู้ว่ามันเทียบกับบริบทเราได้แค่ไหน
ผลลัพธ์คือค่าอ้างอิงที่ช่วยให้รู้ว่าผลงานเราอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบกับตลาด แต่เพราะ Benchmark เป็นตัวเลขที่ผิดพลาดง่ายที่สุด การบังคับให้บอกแหล่งและแยกของไทยกับต่างประเทศจึงสำคัญมาก อย่าเอาค่าเฉลี่ยต่างประเทศมาตั้งเป้ากับตลาดไทยตรงๆ โดยไม่คิด
Synthesis and Briefing รวม Prompt สรุปและส่งต่อ Insight
กลุ่มสุดท้ายคือการเปลี่ยนกองข้อมูลที่หามาให้กลายเป็นสิ่งที่ทีมและผู้บริหารใช้ได้จริง เพราะ Research ที่ไม่มีใครอ่านต่อก็ไม่มีค่า
17. ย่องาน Research ยาวๆ ให้เหลือ Insight ที่ทีมใช้ได้
ปัญหาคือเราได้รายงานยาวหลายสิบหน้ามา แต่ทีมไม่มีใครอ่านจบ เลยไม่มีใครเอาไปใช้ Prompt นี้ช่วยกลั่นให้เหลือแก่นที่นำไปทำงานต่อได้
Scenario สมมติคุณเพิ่งได้รายงานวิจัยตลาดเครื่องดื่มมา 40 หน้า แต่รู้เลยว่าทีมจะไม่มีใครอ่านจบ เลยจะไม่มีใครเอาไปใช้
(S) Situation นี่คือรายงานหรือข้อมูล Research ที่เรามี [แปะข้อมูลทั้งหมด] เป้าหมายคือเอาไปใช้ [ระบุว่าจะใช้ทำอะไร]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการกลั่นข้อมูลยาวให้เหลือแก่น
(I) Instruction สรุปรายงานนี้ให้เหลือเฉพาะ Insight สำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
(C) Criteria สรุปไม่เกิน 1 หน้า แยกเป็นข้อ แต่ละข้อบอกด้วยว่ามันหมายความว่าอะไรต่อแบรนด์เรา
(E) Example อยากได้บทสรุปที่ผู้บริหารอ่าน 2 นาทีแล้วเข้าใจและตัดสินใจได้ ไม่ใช่ย่อความที่ยังยาวอยู่ดี
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นทีมการตลาดแบรนด์เครื่องดื่ม)
(S) Situation นี่คือรายงานวิจัยตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนอลที่เราจ้างทำมา 40 หน้า [แปะข้อมูล] เป้าหมายคือเอาไปใช้วางแผนเปิดตัวสินค้าใหม่
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักกลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการกลั่นข้อมูลยาวให้เหลือแก่น
(I) Instruction สรุปรายงานนี้ให้เหลือเฉพาะ Insight สำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
(C) Criteria สรุปไม่เกิน 1 หน้า แยกเป็นข้อ แต่ละข้อบอกด้วยว่ามันหมายความว่าอะไรต่อแบรนด์เรา
(E) Example อยากได้บทสรุปที่ผู้บริหารอ่าน 2 นาทีแล้วเข้าใจและตัดสินใจได้ ไม่ใช่ย่อความที่ยังยาวอยู่ดี
ผลลัพธ์คือบทสรุปหนึ่งหน้าที่ทีมและผู้บริหารอ่านแล้วใช้ต่อได้จริง เปลี่ยนรายงานที่เคยนอนนิ่งให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปสู่การตัดสินใจ จากที่เคยเสียเงินจ้างทำวิจัยแล้วไม่ได้ใช้ ก็ได้คุณค่ากลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย
18. แปลง Research เป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์
ปัญหาคือเรามีข้อมูลแล้ว แต่กระโดดจากข้อมูลไปเป็นกลยุทธ์ไม่ถูก เลยได้แค่รายงานที่ไม่มีข้อเสนอ Prompt นี้ช่วยเชื่อมข้อมูลกับการกระทำ
Scenario สมมติคุณมี Insight แล้วว่าลูกค้าเลือกแชมพูจากรีวิวมากกว่าโฆษณา แต่กระโดดจาก Insight ไปเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้จริงไม่ถูก
(S) Situation นี่คือ Insight สำคัญที่เราได้จากการ Research [แปะ Insight] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการตอบคำถามว่าแล้วยังไงต่อ
(I) Instruction แปลง Insight เหล่านี้เป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ที่ทำได้จริง
(C) Criteria แต่ละข้อเสนอเชื่อมกับ Insight ที่มา บอกว่าควรทำอะไร คาดหวังผลอะไร และวัดผลยังไง
(E) Example อยากได้ข้อเสนอที่ลงมือทำได้ในไตรมาสนี้ ไม่ใช่กลยุทธ์ลอยๆ ที่ฟังดูดีแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลผม)
(S) Situation นี่คือ Insight สำคัญที่เราได้จากการ Research คือลูกค้าเลือกแชมพูจากรีวิวมากกว่าโฆษณา และกังวลเรื่องสารเคมี [แปะ Insight เพิ่ม] แบรนด์เราคือผลิตภัณฑ์ดูแลผมจากสมุนไพร
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษากลยุทธ์ที่เก่งเรื่องการตอบคำถามว่าแล้วยังไงต่อ
(I) Instruction แปลง Insight เหล่านี้เป็นข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ที่ทำได้จริง
(C) Criteria แต่ละข้อเสนอเชื่อมกับ Insight ที่มา บอกว่าควรทำอะไร คาดหวังผลอะไร และวัดผลยังไง
(E) Example อยากได้ข้อเสนอที่ลงมือทำได้ในไตรมาสนี้ ไม่ใช่กลยุทธ์ลอยๆ ที่ฟังดูดีแต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
ผลลัพธ์คือชุดข้อเสนอที่โยงกับข้อมูลชัดเจน ทำให้กลยุทธ์ของเรามีเหตุผลรองรับเวลาเสนอใคร และเริ่มลงมือได้ทันที แทนที่จะติดอยู่ที่ขั้นมีข้อมูลแต่ไม่รู้จะทำอะไรต่อ
19. ทำสไลด์นำเสนอผู้บริหารจากผล Research
ปัญหาคือเรามีข้อมูลพร้อม แต่ต้องเสียเวลาอีกครึ่งวันมาเรียบเรียงเป็นสไลด์ให้ผู้บริหารดูรู้เรื่อง Prompt นี้ช่วยร่างโครงสไลด์ให้
Scenario สมมติคุณมีผลวิจัยพฤติกรรมลูกค้าพร้อมแล้ว แต่ต้องเสียเวลาอีกครึ่งวันมาเรียบเรียงเป็นสไลด์ให้ผู้บริหารฟังใน 15 นาที
(S) Situation นี่คือผล Research ที่เราจะนำเสนอ [แปะข้อมูล] คนฟังคือ [เช่น ผู้บริหารระดับสูง] เวลานำเสนอราว [กี่นาที]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่เก่งเรื่องการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลให้ผู้บริหารฟัง
(I) Instruction ร่างโครงสไลด์นำเสนอจากข้อมูลนี้ ที่เล่าเป็นเรื่องราวมีที่มาที่ไปและจบด้วยข้อเสนอ
(C) Criteria บอกหัวข้อแต่ละสไลด์ ประเด็นหลักของสไลด์นั้น และข้อมูลที่ควรใส่ เรียงให้ลื่นเหมาะกับเวลาที่มี
(E) Example อยากได้โครงที่เปิดด้วยประเด็นที่ผู้บริหารสนใจ ไม่ใช่เริ่มจากระเบียบวิธีวิจัยที่น่าเบื่อ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นทีมการตลาดแบรนด์ค้าปลีก)
(S) Situation นี่คือผล Research เรื่องพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปหลังเปิดสาขาออนไลน์ [แปะข้อมูล] คนฟังคือผู้บริหารระดับสูง เวลานำเสนอราว 15 นาที
(P) Persona สวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาที่เก่งเรื่องการเล่าเรื่องด้วยข้อมูลให้ผู้บริหารฟัง
(I) Instruction ร่างโครงสไลด์นำเสนอจากข้อมูลนี้ ที่เล่าเป็นเรื่องราวมีที่มาที่ไปและจบด้วยข้อเสนอ
(C) Criteria บอกหัวข้อแต่ละสไลด์ ประเด็นหลักของสไลด์นั้น และข้อมูลที่ควรใส่ เรียงให้ลื่นเหมาะกับเวลาที่มี
(E) Example อยากได้โครงที่เปิดด้วยประเด็นที่ผู้บริหารสนใจ ไม่ใช่เริ่มจากระเบียบวิธีวิจัยที่น่าเบื่อ
ผลลัพธ์คือโครงสไลด์ที่พร้อมเอาไปลงเนื้อหา ย่นเวลาทำพรีเซนต์จากครึ่งวันเหลือไม่นาน และเพราะวางโครงให้เล่าเป็นเรื่อง ผู้บริหารจึงเข้าใจและอนุมัติง่ายกว่าการยัดข้อมูลดิบลงสไลด์
20. ตั้งระบบติดตามคู่แข่งและตลาดเป็นประจำ
ปัญหาคือเราส่องคู่แข่งทีเดียวตอนทำแผน แล้วก็ไม่ได้อัปเดตอีกเลยทั้งปี พอตลาดเปลี่ยนเราเลยรู้ทีหลังเสมอ Prompt นี้ช่วยวางระบบติดตามที่ทำสม่ำเสมอได้
Scenario สมมติคุณทำเครื่องสำอางแบรนด์เล็ก มีคู่แข่งอินดี้ 4-5 เจ้าต้องจับตา แต่คุณส่องเขาแค่ตอนทำแผนปีละครั้ง พอตลาดเปลี่ยนเลยรู้ทีหลังเสมอ
(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] คู่แข่งที่ต้องจับตาคือ [ลิสต์คู่แข่ง] เรามีเวลาทำเรื่องนี้ราว [เช่น สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางระบบที่ทำให้งานติดตามตลาดเป็นกิจวัตรที่ยั่งยืน
(I) Instruction ออกแบบระบบติดตามคู่แข่งและตลาดที่ทำได้จริงในเวลาที่เรามี
(C) Criteria บอกว่าควรติดตามอะไรบ้าง ดูจากที่ไหน ความถี่เท่าไหร่ และทำเป็น Checklist ที่หยิบไปใช้ได้เลย
(E) Example อยากได้ระบบที่เบาพอจะทำได้จริงทุกสัปดาห์ ไม่ใช่ระบบในฝันที่ทำได้แค่เดือนแรกแล้วเลิก
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์เครื่องสำอางขนาดเล็ก)
(S) Situation แบรนด์เราคือเครื่องสำอางแบรนด์เล็กขายออนไลน์ คู่แข่งที่ต้องจับตาคือแบรนด์อินดี้ 4-5 เจ้าในกลุ่มราคาเดียวกัน เรามีเวลาทำเรื่องนี้ราวสัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักวางระบบที่ทำให้งานติดตามตลาดเป็นกิจวัตรที่ยั่งยืน
(I) Instruction ออกแบบระบบติดตามคู่แข่งและตลาดที่ทำได้จริงในเวลาที่เรามี
(C) Criteria บอกว่าควรติดตามอะไรบ้าง ดูจากที่ไหน ความถี่เท่าไหร่ และทำเป็น Checklist ที่หยิบไปใช้ได้เลย
(E) Example อยากได้ระบบที่เบาพอจะทำได้จริงทุกสัปดาห์ ไม่ใช่ระบบในฝันที่ทำได้แค่เดือนแรกแล้วเลิก
ผลลัพธ์คือระบบติดตามที่ออกแบบมาให้ทำได้จริงในเวลาที่เรามี เปลี่ยนการส่องคู่แข่งจากงานปีละครั้งเป็นกิจวัตรที่ทำให้เรารู้ความเคลื่อนไหวก่อนใคร ซึ่งคือข้อได้เปรียบที่สะสมไปเรื่อยๆ ในระยะยาว
Evidence สรุปบทเรียนการทำ Research ด้วย ChatGPT ที่นักการตลาดต้องรู้
ถ้าตอนแรกของซีรีส์คำสำคัญคือ Context ตอนนี้คำสำคัญคือ Evidence หรือหลักฐาน เพราะงาน Research ที่ดีไม่ได้วัดกันที่ได้ข้อมูลมาเยอะแค่ไหน แต่วัดกันที่ข้อมูลนั้นเชื่อถือได้และตรวจสอบได้แค่ไหน
Deep Research ทำให้การหาข้อมูลที่เคยใช้เวลาเป็นวันเหลือไม่กี่นาทีก็จริง แต่มันก็เปิดช่องให้ข้อมูลผิดไหลเข้ามาง่ายขึ้นเท่ากัน ถ้าเราไม่ตั้งการ์ดไว้ นี่คือเหตุผลที่เครื่องปรุง Criteria เป็นพระเอกของตอนนี้ เพราะทุก Prompt ที่ผมแจกไปจะมีบรรทัด Criteria ที่บังคับให้บอกแหล่งที่มาและปีของข้อมูลเสมอ เพื่อให้เราตามไปตรวจสอบต่อได้ ขอย้ำอีกครั้งว่า ChatGPT หาข้อมูลให้ได้ แต่คนที่รับผิดชอบความถูกต้องก่อนเอาไปใช้ตัดสินใจคือตัวเราเอง
ในตอนหน้าของซีรีส์นี้ เราจะขยับจากการหาข้อมูลไปสู่การลงมือสร้างจริง นั่นคือหมวด Content and Creative Development การใช้ ChatGPT ช่วยผลิตคอนเทนต์และงานครีเอทีฟ ซึ่งจะเป็นตอนที่เครื่องปรุง Persona และ Example ได้ออกโรงเต็มที่
คำถามที่ผมอยากฝากไว้ก่อนปิดตอนนี้คือ ครั้งล่าสุดที่คุณเอาตัวเลขหรือข้อมูลจาก AI ไปใช้ คุณได้กดเข้าไปดูแหล่งที่มาจริงหรือเปล่า ถ้ายัง ลองเริ่มจากการเติมบรรทัด Criteria ที่ขอแหล่งอ้างอิงในทุก Prompt ดูสักครั้ง แล้วคุณจะพบว่า ChatGPT กลายเป็นนักวิเคราะห์ที่เชื่อถือได้มากขึ้นอย่างที่คุณวางใจให้ทำงานสำคัญด้วยได้จริงครับ
อ่านบทความตอนต่อไป: https://everydaymarketing.co/data-ai/chatgpt-content-creative-development-prompts/