เวลาผมเลื่อนฟีดแล้วเจอโพสต์ของแบรนด์ ทุกวันนี้ผมเดาได้แทบจะทันทีว่าอันไหนให้ AI เขียนแล้วก๊อปมาวางตรงๆ มันมีกลิ่นบางอย่างที่บอกได้เลยครับ ทั้งประโยคที่ดูดีเกินไป คำเชื่อมแบบเดียวกันหมด และน้ำเสียงที่ไม่มีตัวตน อ่านจบแล้วจำไม่ได้ว่าเป็นของแบรนด์ไหน เพราะมันเอาไปแปะกับแบรนด์ไหนก็ได้
ปัญหานี้ไม่ได้แปลว่า ChatGPT เขียนไม่เก่ง แต่ตรงกันข้าม มันเขียนเก่งมากด้วยซ้ำครับ แต่ที่งานออกมาจืดเพราะคนส่วนใหญ่สั่งมันแค่ว่าช่วยเขียนโพสต์ขายของให้หน่อย โดยไม่เคยบอกว่าใครเป็นคนเขียน เสียงแบรนด์เป็นแบบไหน และงานที่ดีในสายตาเราหน้าตาเป็นยังไง พอไม่มีข้อมูลพวกนี้ มันก็เลยเขียนด้วยเสียงกลางๆ ของคนทั้งโลก ซึ่งคือเสียงที่ไม่ใช่ใครเลย
บทความตอนนี้ของซีรีส์สอนใช้ ChatGPT สำหรับนักการตลาด เราจะเข้าสู่หมวดที่สนุกที่สุดหมวดหนึ่ง นั่นคือ Content and Creative Development การใช้ ChatGPT ช่วยผลิตคอนเทนต์และงานครีเอทีฟ พร้อมแจก 20 Prompt ที่ทำให้คอนเทนต์ออกมาเป็นเสียงแบรนด์คุณจริงๆ ไม่ใช่น้ำเสียงกลางๆ ที่ใครก็ใช้กัน
ในบทความตอนแรกที่ผมแนะนำสูตร SPICE Framework ไปแล้ว ซึ่งย่อมาจาก Situation บริบท, Persona บทบาท, Instruction คำสั่ง, Criteria เงื่อนไข และ Example ตัวอย่าง ตอน Campaign Planning พระเอกคือ Situation ตอน Research พระเอกคือ Criteria ส่วนตอนนี้พระเอกคือสองเครื่องปรุงที่จับคู่กันได้ทรงพลังที่สุดในงานคอนเทนต์ นั่นคือ Persona กับ Example เพราะ Persona บอกว่าใครเป็นคนเขียนและเสียงเป็นแบบไหน ส่วน Example คือการยื่นตัวอย่างงานที่เราชอบให้ดู สองอย่างนี้คือกุญแจที่เปลี่ยนคอนเทนต์กลิ่น AI ให้กลายเป็นเสียงแบรนด์
Projects และ Custom Instructions ตั้งเสียงแบรนด์ครั้งเดียวใช้ได้ตลอด
ถ้าตอน Campaign Planning เราใช้โหมด Thinking และตอน Research เราใช้ Deep Research งานคอนเทนต์ก็มีฟีเจอร์ที่ควรใช้คู่กันเหมือนกัน นั่นคือ Projects และ Custom Instructions
ปัญหาของงานคอนเทนต์คือมันเป็นงานที่ทำซ้ำทุกวัน ถ้าต้องพิมพ์บอกเสียงแบรนด์ใหม่ทุกครั้งที่เปิดแชต นอกจากเสียเวลาแล้ว เสียงแบรนด์ยังเพี้ยนไปมาในแต่ละครั้งด้วย ทางแก้คือใช้ Custom Instructions ที่เป็นการตั้งค่าระดับบัญชี
ใส่ข้อมูลว่าเราเป็นใคร แบรนด์เสียงแบบไหน เพื่อให้ทุกแชตเริ่มต้นด้วยบริบทนี้เสมอ ส่วนใครที่ดูแลหลายแบรนด์หรือหลายลูกค้า ฟีเจอร์ Projects จะเหมาะกว่า เพราะมันคือพื้นที่ทำงานแยกที่ตั้งคำสั่งเฉพาะของแต่ละแบรนด์ได้
และแนบไฟล์อ้างอิงอย่างคู่มือแบรนด์หรือตัวอย่างงานเก่าไว้ให้ทุกแชตในโปรเจกต์นั้นหยิบไปใช้ได้ ตั้งเสียงแบรนด์ครั้งเดียว คอนเทนต์ทุกชิ้นในโปรเจกต์ก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน โดยที่เราไม่ต้องพิมพ์ Persona ซ้ำทุกครั้ง
แต่มีข้อควรระวังที่ต้องเตือนไว้คือ ต่อให้ตั้งไว้ดีแค่ไหน พอคุยกันยาวๆ AI ก็มีโอกาสหลุดเสียงไปได้ และมันไม่มีทางบอกเราเองว่างานที่เขียนออกมาตรงแบรนด์กี่เปอร์เซ็นต์ มีผลสำรวจปี 2026 ที่พบว่า AI เขียนตามไกด์ไลน์แบรนด์ได้ราว 87 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ย แต่พอมีคนตรวจซ้ำอีกชั้นจะขยับขึ้นไปถึง 94 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าขั้นตอนสุดท้ายที่คนอ่านทวนและขัดเกลายังจำเป็นเสมอ
แม้ AI จะร่างให้เร็วได้ แต่คนคือผู้ที่ทำให้มันเป็นแบรนด์จริงๆ ก่อนปล่อยคอนเทนต์ออกมาครับ
Content Ideation รวม Prompt หาไอเดียและหัวข้อคอนเทนต์
Prompt กลุ่มแรกคือช่วงที่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำคอนเทนต์อะไรดี เครื่องปรุงที่ทำงานหนักในกลุ่มนี้คือ Persona เพราะมุมคิดของไอเดียจะคมหรือจืดขึ้นอยู่กับว่าเราให้ ChatGPT สวมบทบาทเป็นใครครับ
1. Monthly Content Ideation ระดมหัวข้อคอนเทนต์ทั้งเดือน
ปัญหาคือพอถึงต้นเดือนทีไรก็ต้องมานั่งคิดว่าเดือนนี้จะโพสต์อะไรบ้าง คิดเองได้ไม่กี่อันก็ตัน วนกลับไปทำแบบเดิม Prompt นี้ช่วยระดมหัวข้อทั้งเดือนให้ในรอบเดียว
Scenario สมมติคุณดูแลเพจร้านกาแฟ Specialty เล็กๆ ต้นเดือนมาถึงแล้วแต่ปฏิทินคอนเทนต์ยังว่างเปล่า คุณนั่งคิดเองได้ไม่กี่หัวข้อก็เริ่มวนกลับไปโพสต์เมนูใหม่กับโปรโมชันเหมือนทุกเดือน
(S) Situation แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์และจุดเด่น] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] ช่องทางหลักคือ [ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Creator ที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายนี้และทำคอนเทนต์ให้แบรนด์คล้ายๆ กันมาเยอะ
(I) Instruction ช่วยระดมหัวข้อคอนเทนต์สำหรับ 1 เดือน ที่หลากหลายทั้งให้ความรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และขายของ
(C) Criteria จัดเป็นตารางรายสัปดาห์ บอกหัวข้อ รูปแบบคอนเทนต์ และเป้าหมายของแต่ละชิ้น สัดส่วนคอนเทนต์ขายของไม่เกิน 1 ใน 3
(E) Example แนวที่ผมชอบคือหัวข้อที่ผูกกับชีวิตประจำวันของลูกค้า ไม่ใช่พูดถึงแต่ตัวสินค้าตลอด
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านกาแฟ Specialty)
(S) Situation แบรนด์เราคือร้านกาแฟ Specialty ที่คั่วเมล็ดเอง กลุ่มเป้าหมายคือคนทำงานสายคาเฟ่อายุ 25-35 ช่องทางหลักคือ Instagram
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Creator ที่เข้าใจกลุ่มเป้าหมายนี้และทำคอนเทนต์ให้แบรนด์คล้ายๆ กันมาเยอะ
(I) Instruction ช่วยระดมหัวข้อคอนเทนต์สำหรับ 1 เดือน ที่หลากหลายทั้งให้ความรู้ สร้างการมีส่วนร่วม และขายของ
(C) Criteria จัดเป็นตารางรายสัปดาห์ บอกหัวข้อ รูปแบบคอนเทนต์ และเป้าหมายของแต่ละชิ้น สัดส่วนคอนเทนต์ขายของไม่เกิน 1 ใน 3
(E) Example แนวที่ผมชอบคือหัวข้อที่ผูกกับชีวิตประจำวันของลูกค้า เช่นวิธีเลือกกาแฟให้เข้ากับช่วงเวลาของวัน ไม่ใช่พูดถึงแต่ตัวสินค้าตลอด
ผลลัพธ์คือปฏิทินคอนเทนต์ทั้งเดือนที่หัวข้อหลากหลายและมีจังหวะ เอาไปลงรายละเอียดต่อได้เลย จากที่เคยนั่งคิดหัวข้อจนปวดหัวทุกต้นเดือน ก็เหลือแค่เลือกและปรับให้เป็นเสียงเรา
2. From Pain Point to Content Ideas หาไอเดียคอนเทนต์จากปัญห ของลูกค้า
ปัญหาคือคอนเทนต์ที่เราทำมักพูดเรื่องที่แบรนด์อยากพูด ไม่ใช่เรื่องที่ลูกค้าอยากรู้ เลยไม่มีคนสนใจ Prompt นี้ช่วยพลิกจากปัญหาของลูกค้ามาเป็นหัวข้อคอนเทนต์
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์อาหารเสริม คอนเทนต์ที่ผ่านมาเอาแต่พูดถึงส่วนผสมและงานวิจัยของสินค้า แต่ยอดมีส่วนร่วมเงียบมาก เพราะลูกค้าจริงๆ อยากรู้วิธีแก้ปัญหาของตัวเองมากกว่าสรรพคุณของขวด
(S) Situation สินค้าของเราคือ [สินค้า] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] Pain Point หลักของลูกค้าคือ [ปัญหาที่ลูกค้าเจอ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เก่งเรื่องการเปลี่ยนปัญหาลูกค้าให้เป็นคอนเทนต์ที่คนอยากอ่าน
(I) Instruction แตก Pain Point ของลูกค้าเป็นหัวข้อคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาเขาได้จริง โดยเชื่อมกับสินค้าแบบเนียนๆ
(C) Criteria เสนอ 10 หัวข้อ แต่ละหัวข้อบอกว่าตอบ Pain Point ข้อไหน และควรเป็นคอนเทนต์รูปแบบไหน
(E) Example อยากได้หัวข้อที่ให้คุณค่าก่อนขาย ไม่ใช่เอาปัญหามาเป็นข้ออ้างเพื่อยัดขายของทันที
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์อาหารเสริม)
(S) Situation สินค้าของเราคืออาหารเสริมบำรุงสมองสำหรับวัยทำงาน กลุ่มเป้าหมายคือคนออฟฟิศอายุ 30-45 Pain Point หลักของลูกค้าคือรู้สึกสมองล้า ความจำสั้น และเหนื่อยง่ายตอนบ่าย
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เก่งเรื่องการเปลี่ยนปัญหาลูกค้าให้เป็นคอนเทนต์ที่คนอยากอ่าน
(I) Instruction แตก Pain Point ของลูกค้าเป็นหัวข้อคอนเทนต์ที่ช่วยแก้ปัญหาเขาได้จริง โดยเชื่อมกับสินค้าแบบเนียนๆ
(C) Criteria เสนอ 10 หัวข้อ แต่ละหัวข้อบอกว่าตอบ Pain Point ข้อไหน และควรเป็นคอนเทนต์รูปแบบไหน
(E) Example อยากได้หัวข้อที่ให้คุณค่าก่อนขาย เช่นวิธีจัดตารางงานลดอาการสมองล้าตอนบ่าย ไม่ใช่เอาปัญหามาเป็นข้ออ้างเพื่อยัดขายของทันที
ผลลัพธ์คือคลังหัวข้อที่ตั้งต้นจากสิ่งที่ลูกค้าอยากรู้จริง ทำให้คอนเทนต์มีคนอ่านและแชร์มากขึ้น เพราะมันช่วยเขาก่อนจะขายเขา ซึ่งเป็นวิธีสร้างความไว้ใจที่ยั่งยืนกว่าการตะโกนขายของอย่างเดียว
3. Turn On Big Topic into a Series แตกหัวข้อใหญ่เป็นซีรีส์คอนเทนต์
ปัญหาคือเรามีเรื่องใหญ่ที่อยากเล่า แต่พอยัดลงโพสต์เดียวมันยาวเกินจนไม่มีใครอ่านจบ Prompt นี้ช่วยซอยเรื่องใหญ่เป็นซีรีส์ที่ติดตามได้
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์เสื้อผ้าวินเทจมือสอง คุณมีเรื่องราวการคัดเสื้อแต่ละตัวที่อยากเล่าเต็มไปหมด แต่พอเขียนรวมในโพสต์เดียวมันยาวจนคนเลื่อนผ่าน
(S) Situation หัวข้อใหญ่ที่เราอยากเล่าคือ [หัวข้อ] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] ช่องทางคือ [ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Creator ที่เก่งเรื่องการวางซีรีส์คอนเทนต์ให้คนอยากติดตามตอนต่อไป
(I) Instruction แตกหัวข้อใหญ่นี้เป็นซีรีส์คอนเทนต์หลายตอนที่ร้อยเรียงกัน
(C) Criteria บอกจำนวนตอนที่เหมาะสม แต่ละตอนมีประเด็นหลักและจุดที่ทำให้คนอยากดูตอนต่อไป
(E) Example อยากได้ซีรีส์ที่แต่ละตอนดูจบในตัวได้ แต่ต่อกันแล้วเป็นเรื่องเดียว ไม่ใช่หั่นท่อนมั่วๆ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์เสื้อผ้าวินเทจ)
(S) Situation หัวข้อใหญ่ที่เราอยากเล่าคือเบื้องหลังการคัดและซ่อมเสื้อวินเทจกว่าจะมาถึงลูกค้า แบรนด์เราคือร้านเสื้อผ้าวินเทจมือสองคัดพิเศษ ช่องทางคือ Instagram และ TikTok
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Creator ที่เก่งเรื่องการวางซีรีส์คอนเทนต์ให้คนอยากติดตามตอนต่อไป
(I) Instruction แตกหัวข้อใหญ่นี้เป็นซีรีส์คอนเทนต์หลายตอนที่ร้อยเรียงกัน
(C) Criteria บอกจำนวนตอนที่เหมาะสม แต่ละตอนมีประเด็นหลักและจุดที่ทำให้คนอยากดูตอนต่อไป
(E) Example อยากได้ซีรีส์ที่แต่ละตอนดูจบในตัวได้ แต่ต่อกันแล้วเป็นเรื่องเดียว ไม่ใช่หั่นท่อนมั่วๆ
ผลลัพธ์คือโครงซีรีส์คอนเทนต์ที่ทำให้คนติดตามแบรนด์เพื่อรอตอนต่อไป ช่วยเปลี่ยนคนที่เลื่อนผ่านให้กลายเป็นผู้ติดตามที่กลับมาดูซ้ำ ซึ่งมีค่ากว่ายอดวิวครั้งเดียวแล้วหายไป
4. Find a Fresh Content Angle หา Content มุมใหม่ที่ยังไม่มีใครเล่า
ปัญหาคือเรื่องที่เราอยากทำคอนเทนต์ คนอื่นก็ทำกันหมดแล้ว เล่าออกไปก็จมหายไปในกองเดิมๆ Prompt นี้ช่วยหามุมเล่าที่ฉีกออกมา
Scenario สมมติคุณทำร้านอาหารมังสวิรัติ อยากทำคอนเทนต์เรื่องกินเจให้สนุก แต่พอค้นดูก็พบว่าทุกเพจเล่าเหมือนกันหมด คือสุขภาพดีและรักษ์โลก จนหามุมใหม่ไม่เจอ
(S) Situation หัวข้อที่เราอยากเล่าคือ [หัวข้อ] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] มุมที่คนส่วนใหญ่ในวงการมักเล่าคือ [มุมเดิมๆ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative ที่เก่งเรื่องการหามุมเล่าใหม่จากเรื่องเดิม
(I) Instruction เสนอ 5 Content Angle ที่ฉีกออกจากมุมที่คนส่วนใหญ่เล่า แต่ยังเชื่อมกับแบรนด์เรา
(C) Criteria แต่ละมุมบอกว่าน่าสนใจเพราะอะไร เหมาะกับคนกลุ่มไหน และมีความเสี่ยงอะไร
(E) Example อยากได้มุมที่ทำให้คนหยุดเลื่อนเพราะไม่เคยเห็นใครเล่าแบบนี้ ไม่ใช่มุมแปลกจนไม่เกี่ยวกับแบรนด์
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านอาหารมังสวิรัติ)
(S) Situation หัวข้อที่เราอยากเล่าคือการกินมังสวิรัติให้สนุกและเข้าถึงง่าย แบรนด์เราคือร้านอาหารมังสวิรัติสไตล์โมเดิร์น มุมที่คนส่วนใหญ่ในวงการมักเล่าคือเรื่องสุขภาพดีและรักษ์โลก
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Creative ที่เก่งเรื่องการหามุมเล่าใหม่จากเรื่องเดิม
(I) Instruction เสนอ 5 Content Angle ที่ฉีกออกจากมุมที่คนส่วนใหญ่เล่า แต่ยังเชื่อมกับแบรนด์เรา
(C) Criteria แต่ละมุมบอกว่าน่าสนใจเพราะอะไร เหมาะกับคนกลุ่มไหน และมีความเสี่ยงอะไร
(E) Example อยากได้มุมที่ทำให้คนหยุดเลื่อนเพราะไม่เคยเห็นใครเล่าแบบนี้ เช่นเล่าผ่านมุมคนกินเนื้อที่มาลองครั้งแรก ไม่ใช่มุมแปลกจนไม่เกี่ยวกับแบรนด์
ผลลัพธ์คือมุมเล่าที่ทำให้คอนเทนต์ของเราโดดออกจากกองเดิมๆ ในหมวดเดียวกัน ช่วยให้คนหยุดดูและจำแบรนด์ได้ แทนที่จะเล่าเรื่องเดียวกับคนอื่นจนไม่มีใครแยกออก
Writing and Drafting รวม Prompt เขียน Draft จริง
กลุ่มที่สองคือลงมือเขียนจริง ทั้งแคปชัน บทความ และสคริปต์ เครื่องปรุงพระเอกคือ Persona และ Example เพราะนี่คือจุดที่เสียงแบรนด์จะปรากฏชัดที่สุด ยิ่งให้ตัวอย่างงานที่ชอบ ผลยิ่งตรงเสียงเรา
5. Multiple Social Caption Versions เขียนแคปชันโซเชียลหลายเวอร์ชัน
ปัญหาคือเขียนแคปชันเองทีละโพสต์กินเวลามาก พอรีบก็ได้แคปชันที่จืดและซ้ำเดิม Prompt นี้ช่วยร่างหลายเวอร์ชันให้เลือกในครั้งเดียว
Scenario สมมติคุณดูแลแบรนด์น้ำดื่มผสมวิตามิน ต้องโพสต์ทุกวันจนหมดมุกในการเขียนแคปชัน เริ่มเขียนวนคำเดิม สดชื่นทุกวัน ดื่มเพื่อสุขภาพ จนคนเริ่มเลื่อนผ่าน
(S) Situation สินค้าคือ [สินค้า] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] โพสต์นี้อยากสื่อสารว่า [ประเด็น] เสียงแบรนด์เราเป็นแบบ [โทน]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เขียนแคปชันให้แบรนด์ไลฟ์สไตล์จนมีลายเซ็นของตัวเอง
(I) Instruction เขียนแคปชันสำหรับโพสต์นี้ 5 เวอร์ชันที่ต่างกันทั้งมุมเปิดและจังหวะ
(C) Criteria แต่ละเวอร์ชันยาวไม่เกิน 3 บรรทัด มี Hook ในประโยคแรก และจบด้วยการชวนคุยหรือชวนทำอะไรสักอย่าง
(E) Example นี่คือแคปชันเก่าที่ผมชอบและอยากได้โทนแบบนี้ [วางตัวอย่างแคปชันที่ชอบ]
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์น้ำดื่มผสมวิตามิน)
(S) Situation สินค้าคือน้ำดื่มผสมวิตามินรสผลไม้ กลุ่มเป้าหมายคือคนรุ่นใหม่ที่อยากดูแลสุขภาพแบบไม่เคร่ง โพสต์นี้อยากสื่อสารว่าดื่มง่ายกว่ากินวิตามินเม็ด เสียงแบรนด์เราเป็นแบบสดใส เป็นกันเอง แอบกวน
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เขียนแคปชันให้แบรนด์ไลฟ์สไตล์จนมีลายเซ็นของตัวเอง
(I) Instruction เขียนแคปชันสำหรับโพสต์นี้ 5 เวอร์ชันที่ต่างกันทั้งมุมเปิดและจังหวะ
(C) Criteria แต่ละเวอร์ชันยาวไม่เกิน 3 บรรทัด มี Hook ในประโยคแรก และจบด้วยการชวนคุยหรือชวนทำอะไรสักอย่าง
(E) Example นี่คือแคปชันเก่าที่ผมชอบและอยากได้โทนแบบนี้ [วางตัวอย่างแคปชันที่ชอบ]
ผลลัพธ์คือแคปชันหลายเวอร์ชันที่มีโทนตรงแบรนด์ให้เลือกหรือผสมกัน ย่นเวลาเขียนจากครึ่งชั่วโมงเหลือไม่กี่นาที และเพราะวางตัวอย่างที่ชอบไว้ให้ดู ผลที่ได้จึงไม่ใช่แคปชันกลางๆ แต่เป็นเสียงที่คนคุ้นว่าเป็นแบรนด์เรา
6. Draft a Blog from Topic ร่างบทความหรือบล็อกจากหัวข้อ
ปัญหาคือมีหัวข้อบทความในใจแล้ว แต่กว่าจะนั่งเขียนให้จบเป็นเรื่องเป็นราวกินเวลาทั้งวัน Prompt นี้ช่วยร่างโครงและเนื้อหาตั้งต้นให้
Scenario สมมติคุณทำคลินิกกายภาพบำบัด อยากเขียนบทความให้ความรู้เรื่องออฟฟิศซินโดรมเพื่อดึงคนเข้าเว็บ แต่ไม่มีเวลานั่งเขียนยาวๆ จนบทความค้างในหัวมาหลายเดือน
(S) Situation หัวข้อบทความคือ [หัวข้อ] กลุ่มผู้อ่านคือ [กลุ่ม] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] เสียงที่อยากได้คือ [โทน]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักเขียนที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่ายโดยไม่ลดความน่าเชื่อถือ
(I) Instruction ร่างบทความจากหัวข้อนี้ ที่ให้คุณค่ากับผู้อ่านจริงและเชื่อมกับบริการของเราอย่างเป็นธรรมชาติ
(C) Criteria เปิดด้วย Hook ที่ตรงใจผู้อ่าน แบ่งหัวข้อย่อยชัดเจน จบด้วยสิ่งที่ผู้อ่านเอาไปทำต่อได้ ความยาวราว [กำหนด]
(E) Example อยากได้โทนที่เหมือนผู้เชี่ยวชาญที่คุยกับเราดีๆ ไม่ใช่ตำราวิชาการที่อ่านยาก
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นคลินิกกายภาพบำบัด)
(S) Situation หัวข้อบทความคือ 5 สัญญาณออฟฟิศซินโดรมที่ไม่ควรปล่อยผ่าน กลุ่มผู้อ่านคือคนทำงานออฟฟิศที่ปวดคอบ่าไหล่ แบรนด์เราคือคลินิกกายภาพบำบัด เสียงที่อยากได้คืออบอุ่นและน่าเชื่อถือ
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักเขียนที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่ายโดยไม่ลดความน่าเชื่อถือ
(I) Instruction ร่างบทความจากหัวข้อนี้ ที่ให้คุณค่ากับผู้อ่านจริงและเชื่อมกับบริการของเราอย่างเป็นธรรมชาติ
(C) Criteria เปิดด้วย Hook ที่ตรงใจผู้อ่าน แบ่งหัวข้อย่อยชัดเจน จบด้วยสิ่งที่ผู้อ่านเอาไปทำต่อได้ ความยาวราว 800 คำ
(E) Example อยากได้โทนที่เหมือนผู้เชี่ยวชาญที่คุยกับเราดีๆ ไม่ใช่ตำราวิชาการที่อ่านยาก
ผลลัพธ์คือบทความร่างแรกที่มีโครงครบและโทนตรงแบรนด์ เอาไปขัดเกลาต่อได้เลย เปลี่ยนบทความที่เคยค้างในหัวเป็นเดือนให้กลายเป็นงานที่เสร็จได้ในวันเดียว แต่อย่าลืมอ่านทวนและเติมประสบการณ์จริงของเราเข้าไป เพราะนั่นคือสิ่งที่ AI ให้ไม่ได้ การเล่าเรื่องแบรนด์ให้คนอินต่อยอดได้จากแนวทางใน การสร้าง Brand Storytelling ที่ผมเคยเขียนไว้
7. Short-form Video Script เขียนสคริปต์วิดีโอสั้น
ปัญหาคือคลิปสั้นต้องดึงคนใน 3 วินาทีแรก แต่เรามักเปิดคลิปแบบเนือยๆ จนคนเลื่อนผ่านก่อนถึงเนื้อหา Prompt นี้ช่วยเขียนสคริปต์ที่ Hook ตั้งแต่วินาทีแรก
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์เทียนหอม อยากทำคลิปสั้นโชว์กลิ่นและบรรยากาศ แต่คลิปที่ผ่านมาเปิดด้วยการแนะนำสินค้าเฉยๆ จนคนเลื่อนผ่านตั้งแต่ 2 วินาทีแรก
(S) Situation สินค้าคือ [สินค้า] แพลตฟอร์มคือ [เช่น TikTok หรือ Reels] ความยาวคลิปราว [กี่วินาที] อยากสื่อสารว่า [ประเด็น]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นครีเอเตอร์คลิปสั้นที่เข้าใจจังหวะการเล่าเรื่องบนแพลตฟอร์มนี้
(I) Instruction เขียนสคริปต์คลิปสั้น พร้อมบอกภาพที่ควรเห็นและคำพูดหรือข้อความบนจอในแต่ละช่วง
(C) Criteria เปิดด้วย Hook ใน 3 วินาทีแรก เล่าให้กระชับ และจบด้วยการชวนให้ทำอะไรต่อ
(E) Example อยากได้สคริปต์ที่เปิดด้วยคำถามหรือภาพที่ทำให้คนหยุดนิ้ว ไม่ใช่เปิดด้วยการแนะนำแบรนด์
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์เทียนหอม)
(S) Situation สินค้าคือเทียนหอมกลิ่นไทยร่วมสมัย แพลตฟอร์มคือ TikTok ความยาวคลิปราว 20 วินาที อยากสื่อสารว่ากลิ่นช่วยเปลี่ยนบรรยากาศห้องให้ผ่อนคลาย
(P) Persona สวมบทบาทเป็นครีเอเตอร์คลิปสั้นที่เข้าใจจังหวะการเล่าเรื่องบนแพลตฟอร์มนี้
(I) Instruction เขียนสคริปต์คลิปสั้น พร้อมบอกภาพที่ควรเห็นและคำพูดหรือข้อความบนจอในแต่ละช่วง
(C) Criteria เปิดด้วย Hook ใน 3 วินาทีแรก เล่าให้กระชับ และจบด้วยการชวนให้ทำอะไรต่อ
(E) Example อยากได้สคริปต์ที่เปิดด้วยคำถามหรือภาพที่ทำให้คนหยุดนิ้ว เช่นภาพห้องรกๆ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นห้องผ่อนคลาย ไม่ใช่เปิดด้วยการแนะนำแบรนด์
ผลลัพธ์คือสคริปต์คลิปสั้นที่วางจังหวะ Hook ไว้ตั้งแต่ต้น พร้อมไกด์ภาพให้ถ่ายตามได้เลย ช่วยให้คลิปมีโอกาสถูกดูจนจบมากขึ้น แทนที่จะโดนเลื่อนผ่านตั้งแต่ยังไม่ทันเข้าเนื้อหา
8. Soft Sell Copy เขียนข้อความขายแบบไม่ฮาร์ดเซล
ปัญหาคือพอจะเขียนข้อความขาย มักออกมาเป็นการยัดเยียดจนลูกค้ารู้สึกถูกตื๊อ Prompt นี้ช่วยเขียนข้อความที่ขายได้โดยไม่ทำให้คนอึดอัด
Scenario สมมติคุณทำร้านขายอุปกรณ์ตั้งแคมป์ อยากส่งข้อความหาลูกค้าเก่าเพื่อแนะนำเต็นท์รุ่นใหม่ แต่กลัวว่าจะดูเหมือนสแปมขายของจนลูกค้าบล็อก
(S) Situation สินค้าคือ [สินค้า] กลุ่มที่จะส่งถึงคือ [กลุ่ม เช่น ลูกค้าเก่า] ช่องทางคือ [เช่น อีเมล หรือ LINE] สิ่งที่อยากให้เขาทำคือ [เป้าหมาย]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักเขียนที่ขายของโดยทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแล ไม่ใช่ถูกตื๊อ
(I) Instruction เขียนข้อความที่แนะนำสินค้านี้แบบเป็นธรรมชาติ เริ่มจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าก่อน
(C) Criteria กระชับ น้ำเสียงเหมือนเพื่อนแนะนำ ไม่ใช้คำกดดันให้รีบซื้อ และมีทางเลือกให้ลูกค้าไม่รู้สึกถูกบังคับ
(E) Example อยากได้ข้อความที่อ่านแล้วรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเรา ไม่ใช่แค่อยากได้เงินเรา
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านอุปกรณ์ตั้งแคมป์)
(S) Situation สินค้าคือเต็นท์รุ่นใหม่ที่กางง่ายใน 1 นาที กลุ่มที่จะส่งถึงคือลูกค้าเก่าที่เคยซื้ออุปกรณ์แคมป์ ช่องทางคือ LINE สิ่งที่อยากให้เขาทำคือแวะดูรุ่นใหม่ที่หน้าร้านหรือเว็บ
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักเขียนที่ขายของโดยทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้รับการดูแล ไม่ใช่ถูกตื๊อ
(I) Instruction เขียนข้อความที่แนะนำสินค้านี้แบบเป็นธรรมชาติ เริ่มจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าก่อน
(C) Criteria กระชับ น้ำเสียงเหมือนเพื่อนแนะนำ ไม่ใช้คำกดดันให้รีบซื้อ และมีทางเลือกให้ลูกค้าไม่รู้สึกถูกบังคับ
(E) Example อยากได้ข้อความที่อ่านแล้วรู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเรา เช่นเริ่มจากทริกตั้งแคมป์หน้าฝนก่อนค่อยแนะนำเต็นท์ ไม่ใช่แค่อยากได้เงินเรา
ผลลัพธ์คือข้อความขายที่ลูกค้าอ่านแล้วไม่รู้สึกถูกตื๊อ ช่วยรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวไปพร้อมกับสร้างยอด แทนที่จะได้ยอดครั้งเดียวแลกกับการโดนปิดการแจ้งเตือนหรือบล็อก
Brand Voice and Tone รวม Prompt คุมเสียงแบรนด์
กลุ่มที่สามคือหัวใจของตอนนี้ คือการทำให้ทุกคอนเทนต์เป็นเสียงเดียวกัน เครื่องปรุง Persona และ Example ทำงานเต็มที่ที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะการคุมเสียงต้องอาศัยทั้งการกำหนดบทบาทและการให้ตัวอย่างที่ชัด
9. สร้าง Brand Voice Guide จากตัวอย่างงานเก่า
ปัญหาคือเรารู้สึกได้ว่าแบรนด์ควรพูดแบบไหน แต่เขียนเป็นกฎให้คนอื่นหรือ AI ทำตามไม่ได้ Prompt นี้ช่วยถอดเสียงแบรนด์ออกมาเป็นไกด์ที่จับต้องได้
Scenario สมมติคุณทำแอปเรียนภาษา ที่ผ่านมาคุณเขียนคอนเทนต์เองคนเดียวจนมีโทนที่เป็นเอกลักษณ์ แต่พอจะให้ทีมหรือ AI ช่วยเขียน งานกลับออกมาคนละเสียง เพราะเสียงแบรนด์อยู่แค่ในหัวคุณ ยังไม่เคยถูกเขียนเป็นกฎ
(S) Situation นี่คือตัวอย่างคอนเทนต์ที่เป็นเสียงแบรนด์เราชัดที่สุด [วางตัวอย่าง 3-5 ชิ้น] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Brand Voice Strategist ที่เก่งเรื่องการถอดลายเซ็นการเขียนออกมาเป็นกฎ
(I) Instruction วิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านี้แล้วถอดออกมาเป็น Brand Voice Guide ที่คนอื่นหรือ AI ใช้เขียนตามได้
(C) Criteria ระบุบุคลิกเสียง คำที่ชอบใช้ คำที่ห้ามใช้ ความยาวประโยค และตัวอย่างประโยคแบบใช่กับไม่ใช่
(E) Example อยากได้ไกด์ที่ละเอียดพอจะวางใน Custom Instructions แล้วได้งานตรงเสียงเลย
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแอปเรียนภาษา)
(S) Situation นี่คือตัวอย่างคอนเทนต์ที่เป็นเสียงแบรนด์เราชัดที่สุด [วางตัวอย่าง 3-5 ชิ้น] แบรนด์เราคือแอปเรียนภาษาอังกฤษที่เน้นใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เสียงเป็นกันเองและให้กำลังใจ
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Brand Voice Strategist ที่เก่งเรื่องการถอดลายเซ็นการเขียนออกมาเป็นกฎ
(I) Instruction วิเคราะห์ตัวอย่างเหล่านี้แล้วถอดออกมาเป็น Brand Voice Guide ที่คนอื่นหรือ AI ใช้เขียนตามได้
(C) Criteria ระบุบุคลิกเสียง คำที่ชอบใช้ คำที่ห้ามใช้ ความยาวประโยค และตัวอย่างประโยคแบบใช่กับไม่ใช่
(E) Example อยากได้ไกด์ที่ละเอียดพอจะวางใน Custom Instructions แล้วได้งานตรงเสียงเลย
ผลลัพธ์คือ Brand Voice Guide ที่เปลี่ยนเสียงแบรนด์จากความรู้สึกในหัวให้กลายเป็นกฎที่ส่งต่อได้ เอาไปวางใน Custom Instructions หรือให้ทีมใช้ก็ได้ ทำให้ทุกคนและ AI เขียนเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งเป็นรากฐานของแบรนด์ที่คนจำได้
10. Edit Content to Match Brand Voice ปรับคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้เข้ากับแบรนด์
ปัญหาคือบางทีได้คอนเทนต์จากทีมหรือจาก AI มาที่เนื้อหาดี แต่โทนไม่ใช่แบรนด์เรา ต้องมานั่งแก้เองทุกประโยค Prompt นี้ช่วยปรับโทนให้เข้าแบรนด์โดยไม่เสียเนื้อหา
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์ชุดนอน น้องในทีมเขียนแคปชันมาให้ เนื้อหาครบดี แต่โทนทางการเกินไปจนไม่เหมือนเสียงแบรนด์ที่อบอุ่นนุ่มนวล คุณไม่อยากแก้เองทีละคำ
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ที่อยากปรับ [วางคอนเทนต์] นี่คือเสียงแบรนด์เรา [วาง Brand Voice Guide หรือตัวอย่าง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Editor ที่รักษาเนื้อหาเดิมไว้แต่ปรับเสียงให้ตรงแบรนด์
(I) Instruction ปรับคอนเทนต์นี้ให้เข้าเสียงแบรนด์ โดยคงสาระและข้อมูลเดิมไว้ครบ
(C) Criteria บอกด้วยว่าแก้ตรงไหนและเพราะอะไร เพื่อให้เราเรียนรู้และทำเองได้ในครั้งต่อไป
(E) Example อยากได้เสียงที่อบอุ่นเป็นกันเองตามแบรนด์ ไม่ใช่ทางการแข็งๆ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ชุดนอน)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ที่อยากปรับ [วางแคปชันที่น้องในทีมเขียน] นี่คือเสียงแบรนด์เรา อบอุ่น นุ่มนวล เหมือนเพื่อนชวนพักผ่อน [วางตัวอย่างเสียงแบรนด์]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Editor ที่รักษาเนื้อหาเดิมไว้แต่ปรับเสียงให้ตรงแบรนด์
(I) Instruction ปรับคอนเทนต์นี้ให้เข้าเสียงแบรนด์ โดยคงสาระและข้อมูลเดิมไว้ครบ
(C) Criteria บอกด้วยว่าแก้ตรงไหนและเพราะอะไร เพื่อให้เราเรียนรู้และทำเองได้ในครั้งต่อไป
(E) Example อยากได้เสียงที่อบอุ่นเป็นกันเองตามแบรนด์ ไม่ใช่ทางการแข็งๆ
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์ที่เนื้อหาเดิมยังครบแต่โทนเข้าแบรนด์แล้ว พร้อมคำอธิบายว่าแก้อะไรเพราะอะไร ช่วยให้ทีมค่อยๆ เขียนเป็นเสียงแบรนด์ได้เองในระยะยาว ไม่ใช่ต้องให้เราแก้ทุกชิ้นตลอดไป
11. เขียนคอนเทนต์ใหม่โดยเลียนแบบสไตล์ที่ให้
ปัญหาคือเราเจอคอนเทนต์สไตล์ที่ชอบ อยากได้งานแนวนั้นบ้าง แต่บอก AI เป็นคำไม่ถูกว่าชอบตรงไหน Prompt นี้ใช้ตัวอย่างเป็นตัวสอนแทนคำอธิบาย
Scenario สมมติคุณทำร้านเบเกอรีโฮมเมด คุณชอบวิธีเล่าเรื่องขนมของเพจดังเพจหนึ่งที่อ่านแล้วน้ำลายสอ อยากได้คอนเทนต์แนวนั้นให้ร้านตัวเอง แต่อธิบายไม่ถูกว่าเสน่ห์มันอยู่ตรงไหน
(S) Situation นี่คือตัวอย่างคอนเทนต์ที่ผมชอบและอยากได้แนวนี้ [วางตัวอย่าง] สินค้าที่จะเขียนถึงคือ [สินค้า]
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักเขียนที่จับสไตล์จากตัวอย่างได้ไวโดยไม่ลอกเนื้อหา
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าตัวอย่างนี้มีเสน่ห์ตรงไหน แล้วเขียนคอนเทนต์ใหม่ให้สินค้าเราด้วยสไตล์เดียวกัน
(C) Criteria เขียนใหม่ทั้งหมดด้วยเนื้อหาของเรา ไม่ลอกประโยค และบอกสั้นๆ ว่าจับสไตล์อะไรมาใช้บ้าง
(E) Example เน้นจับโครงและจังหวะการเล่า ไม่ใช่ก๊อปคำหรือมุกของตัวอย่างมาตรงๆ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านเบเกอรีโฮมเมด)
(S) Situation นี่คือตัวอย่างคอนเทนต์ที่ผมชอบและอยากได้แนวนี้ [วางโพสต์เล่าเรื่องขนมที่ชอบ] สินค้าที่จะเขียนถึงคือครัวซองต์เนยสดอบใหม่ทุกเช้า
(P) Persona สวมบทบาทเป็นนักเขียนที่จับสไตล์จากตัวอย่างได้ไวโดยไม่ลอกเนื้อหา
(I) Instruction วิเคราะห์ว่าตัวอย่างนี้มีเสน่ห์ตรงไหน แล้วเขียนคอนเทนต์ใหม่ให้สินค้าเราด้วยสไตล์เดียวกัน
(C) Criteria เขียนใหม่ทั้งหมดด้วยเนื้อหาของเรา ไม่ลอกประโยค และบอกสั้นๆ ว่าจับสไตล์อะไรมาใช้บ้าง
(E) Example เน้นจับโครงและจังหวะการเล่า ไม่ใช่ก๊อปคำหรือมุกของตัวอย่างมาตรงๆ
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์ใหม่ที่ได้เสน่ห์แบบที่เราชอบ โดยที่เนื้อหาเป็นของเราเอง การให้ตัวอย่างทำงานแทนคำอธิบายยาวๆ ได้ดีกว่ามาก เพราะ AI จับสิ่งที่เราชอบได้ตรงกว่าการพยายามบรรยายเป็นคำ
12. Rewrite One Content in 3 Tones ปรับคอนเทนต์เดียวให้ได้หลายอารมณ์
ปัญหาคือคอนเทนต์เดียวบางทีอยากลองหลายโทนเพื่อดูว่าแบบไหนได้ผล แต่เขียนใหม่ทุกโทนเองเสียเวลา Prompt นี้ช่วยแตกหลายอารมณ์จากเนื้อหาเดียว
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์สกินแคร์ผู้ชาย มีข้อความขายเซรั่มตัวใหม่อยู่หนึ่งเวอร์ชัน แต่ไม่แน่ใจว่ากลุ่มผู้ชายจะตอบสนองกับโทนจริงจัง โทนกวน หรือโทนตรงไปตรงมามากกว่ากัน อยากลองหลายแบบไปเทสต์
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ตั้งต้น [วางคอนเทนต์] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] สินค้าคือ [สินค้า]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เล่นกับโทนอารมณ์ได้หลากหลายในเนื้อหาเดียว
(I) Instruction เขียนคอนเทนต์นี้ใหม่ใน 3 โทนที่ต่างกัน เพื่อเอาไปเทสต์ว่าโทนไหนได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
(C) Criteria แต่ละเวอร์ชันบอกว่าเป็นโทนอะไร เหมาะกับสถานการณ์ไหน และคงสาระหลักไว้เหมือนกัน
(E) Example อยากได้สามโทนที่ต่างกันชัดจริง ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ไม่กี่คำแล้วบอกว่าคนละโทน
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์สกินแคร์ผู้ชาย)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ตั้งต้น [วางข้อความขายเซรั่ม] กลุ่มเป้าหมายคือผู้ชายวัยทำงานที่เพิ่งเริ่มดูแลผิว สินค้าคือเซรั่มลดสิวและรอยสำหรับผู้ชาย
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เล่นกับโทนอารมณ์ได้หลากหลายในเนื้อหาเดียว
(I) Instruction เขียนคอนเทนต์นี้ใหม่ใน 3 โทนที่ต่างกัน เพื่อเอาไปเทสต์ว่าโทนไหนได้ผลกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
(C) Criteria แต่ละเวอร์ชันบอกว่าเป็นโทนอะไร เหมาะกับสถานการณ์ไหน และคงสาระหลักไว้เหมือนกัน
(E) Example อยากได้สามโทนที่ต่างกันชัดจริง เช่นโทนจริงจังให้ข้อมูล โทนกวนเป็นกันเอง และโทนตรงไปตรงมาแบบผู้ชายคุยกัน ไม่ใช่เปลี่ยนแค่ไม่กี่คำ
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์หลายโทนจากเนื้อหาเดียวที่เอาไปเทสต์จริงได้ ช่วยให้เราเจอโทนที่ใช่กับกลุ่มเป้าหมายด้วยข้อมูล ไม่ใช่เดาเอาว่ากลุ่มนี้น่าจะชอบโทนไหน
Repurposing and Adaptation รวม Prompt แปลงและต่อยอดคอนเทนต์
กลุ่มที่สี่คือการรีดคุณค่าจากคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้คุ้มที่สุด ด้วยการแปลงข้ามรูปแบบและข้ามแพลตฟอร์ม เครื่องปรุง Situation กลับมาทำงานหนักร่วมกับ Persona เพราะต้องป้อนคอนเทนต์ต้นทางให้ครบ
13. Turn a Lone Article into Multiple Content แปลงบทความยาวเป็นคอนเทนต์ย่อยหลายชิ้น
ปัญหาคือกว่าจะเขียนบทความยาวได้หนึ่งชิ้นเหนื่อยมาก แต่โพสต์ครั้งเดียวแล้วจบ ไม่ได้ใช้ซ้ำให้คุ้ม Prompt นี้ช่วยรีดบทความเดียวออกมาเป็นคอนเทนต์หลายชิ้น
Scenario สมมติคุณทำสตูดิโอโยคะ เพิ่งเขียนบทความยาวเรื่องประโยชน์ของการหายใจ ลงเว็บไปแล้วก็จบ ทั้งที่เนื้อหาดีพอจะแตกเป็นโพสต์ได้อีกหลายชิ้น แต่ไม่มีเวลานั่งแยก
(S) Situation นี่คือบทความต้นทาง [วางบทความ] ช่องทางที่อยากกระจายต่อคือ [ช่องทาง] เสียงแบรนด์คือ [โทน]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Repurposing Specialist ที่รีดคุณค่าจากคอนเทนต์ชิ้นเดียวได้เต็มที่
(I) Instruction แตกบทความนี้เป็นคอนเทนต์ย่อยหลายชิ้นสำหรับช่องทางที่บอก
(C) Criteria บอกว่าได้คอนเทนต์กี่ชิ้น แต่ละชิ้นเป็นรูปแบบไหน ลงช่องทางใด และดึงประเด็นไหนจากบทความมาใช้
(E) Example อยากได้คอนเทนต์ย่อยที่ดูจบในตัวได้ ไม่ใช่แค่ตัดบทความเป็นท่อนๆ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นสตูดิโอโยคะ)
(S) Situation นี่คือบทความต้นทาง [วางบทความเรื่องการหายใจ] ช่องทางที่อยากกระจายต่อคือ Instagram และ TikTok เสียงแบรนด์คือสงบ อบอุ่น ไม่กดดัน
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Repurposing Specialist ที่รีดคุณค่าจากคอนเทนต์ชิ้นเดียวได้เต็มที่
(I) Instruction แตกบทความนี้เป็นคอนเทนต์ย่อยหลายชิ้นสำหรับช่องทางที่บอก
(C) Criteria บอกว่าได้คอนเทนต์กี่ชิ้น แต่ละชิ้นเป็นรูปแบบไหน ลงช่องทางใด และดึงประเด็นไหนจากบทความมาใช้
(E) Example อยากได้คอนเทนต์ย่อยที่ดูจบในตัวได้ เช่นคลิปสอนหายใจ 1 นาที หรือการ์ดคำคม ไม่ใช่แค่ตัดบทความเป็นท่อนๆ
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์ย่อยหลายชิ้นจากบทความเดียว ทำให้งานหนึ่งชิ้นทำงานได้หลายรอบหลายช่องทาง คุ้มกับแรงที่ลงไปเขียน และช่วยให้มีของลงต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง
14. Adapt Content Across Platform แปลงคอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์มให้เข้ากับนิสัยคนดู
ปัญหาคือเราชอบเอาคอนเทนต์เดียวลงทุกแพลตฟอร์มแบบก๊อปวาง ทั้งที่คนดูแต่ละที่เสพต่างกัน เลยได้ผลไม่เท่ากัน Prompt นี้ช่วยปรับให้เข้ากับแต่ละที่
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์กระเป๋าเดินทาง มีคอนเทนต์รีวิวกระเป๋ารุ่นใหม่ที่ทำไว้สำหรับ Facebook แต่พอเอาไปลง TikTok กับ LinkedIn แบบเดิมเป๊ะ กลับเงียบทั้งคู่ เพราะคนดูสองที่นี้ไม่ได้เสพแบบเดียวกัน
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ต้นทางที่ทำไว้สำหรับ [แพลตฟอร์มเดิม] [วางคอนเทนต์] อยากนำไปลงที่ [แพลตฟอร์มอื่นๆ]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เข้าใจว่าคนดูแต่ละแพลตฟอร์มเสพคอนเทนต์ต่างกัน
(I) Instruction ปรับคอนเทนต์นี้ให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์มที่บอก โดยคงสารหลักไว้
(C) Criteria แยกเป็นเวอร์ชันของแต่ละแพลตฟอร์ม บอกว่าปรับอะไรและเพราะอะไรถึงเหมาะกับคนดูที่นั่น
(E) Example อยากได้เวอร์ชันที่ปรับจริงตามนิสัยคนดู ไม่ใช่แค่เปลี่ยนความยาวหรือแฮชแท็ก
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์กระเป๋าเดินทาง)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ต้นทางที่ทำไว้สำหรับ Facebook [วางรีวิวกระเป๋ารุ่นใหม่] อยากนำไปลงที่ TikTok และ LinkedIn
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่เข้าใจว่าคนดูแต่ละแพลตฟอร์มเสพคอนเทนต์ต่างกัน
(I) Instruction ปรับคอนเทนต์นี้ให้เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์มที่บอก โดยคงสารหลักไว้
(C) Criteria แยกเป็นเวอร์ชันของแต่ละแพลตฟอร์ม บอกว่าปรับอะไรและเพราะอะไรถึงเหมาะกับคนดูที่นั่น
(E) Example อยากได้เวอร์ชันที่ปรับจริงตามนิสัยคนดู เช่น TikTok เน้นเดโมกระเป๋าจุของได้เยอะใน 15 วินาที ส่วน LinkedIn เล่ามุมการเดินทางเพื่อธุรกิจ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนความยาวหรือแฮชแท็ก
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์เวอร์ชันที่เหมาะกับคนดูของแต่ละแพลตฟอร์มจริง ทำให้คอนเทนต์เดียวได้ผลดีในหลายที่ แทนที่จะก๊อปวางแล้วเวิร์กแค่ที่เดียว ส่วนที่เหลือเงียบ
15. Turn Customer Reviews into Content แปลงรีวิวลูกค้าเป็นคอนเทนต์
ปัญหาคือเรามีรีวิวดีๆ จากลูกค้าเยอะ แต่ปล่อยให้มันจมอยู่ในแชต ไม่ได้เอามาใช้สร้างความน่าเชื่อถือ Prompt นี้ช่วยเปลี่ยนเสียงลูกค้าเป็นคอนเทนต์
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์อาหารสุนัขโฮมเมด มีลูกค้าส่งรูปหมาที่กินแล้วขนสวยขึ้นพร้อมรีวิวยาวๆ มาให้เต็มแชต แต่คุณได้แค่กดหัวใจตอบ ทั้งที่มันคือวัตถุดิบคอนเทนต์ชั้นดีที่ยังไม่ได้ใช้
(S) Situation นี่คือรีวิวจากลูกค้า [วางรีวิว] แบรนด์เราคือ [บริบทแบรนด์] อยากทำเป็นคอนเทนต์ลง [ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Creator ที่เปลี่ยนเสียงลูกค้าให้เป็นคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือโดยไม่ดูโอ้อวด
(I) Instruction เปลี่ยนรีวิวนี้เป็นคอนเทนต์ที่เล่าได้น่าสนใจ โดยให้ลูกค้าเป็นพระเอกของเรื่อง
(C) Criteria เสนอ 2-3 รูปแบบให้เลือก คงความจริงของรีวิวไว้ ไม่เติมแต่งเกินจริง และขออนุญาตลูกค้าก่อนใช้เสมอ
(E) Example อยากได้คอนเทนต์ที่ฟังดูเหมือนเรื่องจริงของลูกค้า ไม่ใช่โฆษณาที่ยกรีวิวมาแปะ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์อาหารสุนัขโฮมเมด)
(S) Situation นี่คือรีวิวจากลูกค้า [วางรีวิวพร้อมรูปหมาขนสวยขึ้น] แบรนด์เราคืออาหารสุนัขโฮมเมดวัตถุดิบสด อยากทำเป็นคอนเทนต์ลง Facebook และ Instagram
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Creator ที่เปลี่ยนเสียงลูกค้าให้เป็นคอนเทนต์ที่น่าเชื่อถือโดยไม่ดูโอ้อวด
(I) Instruction เปลี่ยนรีวิวนี้เป็นคอนเทนต์ที่เล่าได้น่าสนใจ โดยให้ลูกค้าเป็นพระเอกของเรื่อง
(C) Criteria เสนอ 2-3 รูปแบบให้เลือก คงความจริงของรีวิวไว้ ไม่เติมแต่งเกินจริง และขออนุญาตลูกค้าก่อนใช้เสมอ
(E) Example อยากได้คอนเทนต์ที่ฟังดูเหมือนเรื่องจริงของลูกค้า ไม่ใช่โฆษณาที่ยกรีวิวมาแปะ
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์จากเสียงลูกค้าจริงที่สร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่าแบรนด์พูดเอง วิธีนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า ลูกค้าคือฮีโร่ของเรื่อง ไม่ใช่แบรนด์ และเปลี่ยนรีวิวที่เคยจมในแชตให้กลายเป็นสินทรัพย์การตลาด
16. Recyele Old Content That Worked รีไซเคิลคอนเทนต์เก่าที่เคยเวิร์กให้กลับมาใหม่
ปัญหาคือเรามีคอนเทนต์เก่าที่เคยได้ผลดี แต่ปล่อยให้มันหายไปตามฟีด ทั้งที่ยังเอากลับมาใช้ได้ Prompt นี้ช่วยชุบชีวิตคอนเทนต์เก่า
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์เครื่องเขียนและสมุดโน้ต มีโพสต์เก่าเมื่อปีก่อนเรื่องวิธีจดโน้ตที่เคยยอดดีมาก แต่ตอนนี้คนใหม่ที่เพิ่งตามไม่เคยเห็น และคุณก็ไม่อยากโพสต์ซ้ำแบบเดิมเป๊ะ
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์เก่าที่เคยเวิร์ก [วางคอนเทนต์] มันเวิร์กเพราะ [เหตุผลถ้ารู้] ตอนนี้อยากเอากลับมาใช้บน [ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่รู้วิธีชุบชีวิตคอนเทนต์เก่าให้สดใหม่
(I) Instruction เสนอวิธีรีไซเคิลคอนเทนต์นี้ให้กลับมาใช้ได้ใหม่ในมุมหรือรูปแบบที่ต่างจากเดิม
(C) Criteria เสนอ 3 วิธี แต่ละวิธีบอกว่าเปลี่ยนอะไรจากของเดิม และเหมาะกับช่องทางไหน
(E) Example อยากได้วิธีที่ทำให้คอนเทนต์รู้สึกใหม่จริง ไม่ใช่แค่โพสต์เดิมซ้ำอีกรอบ
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์เครื่องเขียนและสมุดโน้ต)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์เก่าที่เคยเวิร์ก [วางโพสต์วิธีจดโน้ต] มันเวิร์กเพราะใช้ได้จริงและมีภาพประกอบสวย ตอนนี้อยากเอากลับมาใช้บน Instagram และ TikTok
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Content Strategist ที่รู้วิธีชุบชีวิตคอนเทนต์เก่าให้สดใหม่
(I) Instruction เสนอวิธีรีไซเคิลคอนเทนต์นี้ให้กลับมาใช้ได้ใหม่ในมุมหรือรูปแบบที่ต่างจากเดิม
(C) Criteria เสนอ 3 วิธี แต่ละวิธีบอกว่าเปลี่ยนอะไรจากของเดิม และเหมาะกับช่องทางไหน
(E) Example อยากได้วิธีที่ทำให้คอนเทนต์รู้สึกใหม่จริง เช่นทำเป็นคลิปสาธิตจดโน้ตจริง ไม่ใช่แค่โพสต์เดิมซ้ำอีกรอบ
ผลลัพธ์คือวิธีเอาคอนเทนต์เก่าที่พิสูจน์แล้วว่าเวิร์กกลับมาใช้ใหม่ในมุมที่สดขึ้น ช่วยให้ไม่ต้องคิดของใหม่ตลอดเวลา และต่อยอดจากสิ่งที่รู้แล้วว่าได้ผล ซึ่งเสี่ยงน้อยกว่าเริ่มจากศูนย์
Optimization and Refinement รวม Prompt ขัดเกลาคอนเทนต์ให้คม
กลุ่มสุดท้ายคือการขัดเกลาคอนเทนต์ที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ทั้งพาดหัว ความกระชับ และคำชวนให้ลงมือ เครื่องปรุง Criteria กลับมาช่วยอีกครั้ง เพราะการขัดเกลาต้องมีเกณฑ์ชัดว่าดีขึ้นในแง่ไหน
17. เขียนพาดหัวและ Hook หลายแบบให้เลือกเทสต์
ปัญหาคือเนื้อหาดีแค่ไหน ถ้าพาดหัวไม่ดึง คนก็ไม่กดเข้ามาอ่าน แต่เรามักคิดพาดหัวได้แบบเดียวแล้วใช้เลย Prompt นี้ช่วยระดมพาดหัวให้เลือกเทสต์
Scenario สมมติคุณทำร้านต้นไม้ในกระถางขายออนไลน์ เขียนบทความวิธีเลือกต้นไม้สำหรับมือใหม่ไว้ดีมาก แต่ตั้งชื่อว่า วิธีเลือกต้นไม้ ซึ่งจืดจนไม่มีใครกดอ่าน ทั้งที่เนื้อหาข้างในมีประโยชน์
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ของเรา [วางคอนเทนต์หรือสรุปประเด็น] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม] ช่องทางคือ [ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เชี่ยวชาญการเขียนพาดหัวที่ทำให้คนหยุดและกดเข้ามา
(I) Instruction เขียนพาดหัวหรือ Hook 10 แบบสำหรับคอนเทนต์นี้ ที่ต่างกันทั้งวิธีดึงความสนใจ
(C) Criteria แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น แบบตั้งคำถาม แบบให้ประโยชน์ชัด แบบสร้างความอยากรู้ และบอกว่าแต่ละแบบเหมาะกับช่องทางไหน
(E) Example อยากได้พาดหัวที่ดึงโดยไม่ Clickbait เกินจริงจนเนื้อหาไม่ตรงกับที่พาดไว้
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นร้านต้นไม้ในกระถาง)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ของเรา บทความวิธีเลือกต้นไม้ในกระถางสำหรับมือใหม่ที่กลัวเลี้ยงไม่รอด กลุ่มเป้าหมายคือคนเมืองที่อยากเริ่มปลูกต้นไม้ ช่องทางคือ Facebook และเว็บ
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เชี่ยวชาญการเขียนพาดหัวที่ทำให้คนหยุดและกดเข้ามา
(I) Instruction เขียนพาดหัวหรือ Hook 10 แบบสำหรับคอนเทนต์นี้ ที่ต่างกันทั้งวิธีดึงความสนใจ
(C) Criteria แบ่งเป็นกลุ่ม เช่น แบบตั้งคำถาม แบบให้ประโยชน์ชัด แบบสร้างความอยากรู้ และบอกว่าแต่ละแบบเหมาะกับช่องทางไหน
(E) Example อยากได้พาดหัวที่ดึงโดยไม่ Clickbait เกินจริงจนเนื้อหาไม่ตรงกับที่พาดไว้
ผลลัพธ์คือพาดหัวหลากหลายแบบที่เอาไปเทสต์จริงได้ ช่วยให้คอนเทนต์ดีๆ ไม่ถูกฝังเพราะพาดหัวจืด การมีตัวเลือกพาดหัวเยอะคือจุดที่เพิ่มยอดคนกดอ่านได้มากที่สุดโดยไม่ต้องแก้เนื้อหาเลย
18. Make Content Shorter and Easier to Read ปรับคอนเทนต์ให้กระชับและอ่านง่ายขึ้น
ปัญหาคือเราเขียนยาวเพราะอยากใส่ให้ครบ แต่คนอ่านสมัยนี้ใจร้อน ยาวไปก็เลื่อนผ่าน Prompt นี้ช่วยตัดให้กระชับโดยไม่เสียสาระ
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์กาแฟแคปซูล เขียนโพสต์อธิบายจุดเด่นของแคปซูลรุ่นใหม่ไว้ยาวเหยียดเพราะอยากใส่ข้อมูลให้ครบ แต่พออ่านเองยังรู้สึกว่ายาวจนน่าจะมีคนอ่านไม่จบ
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ที่อยากให้กระชับขึ้น [วางคอนเทนต์] ช่องทางคือ [ช่องทาง] กลุ่มเป้าหมายคือ [กลุ่ม]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Editor ที่ตัดคำฟุ่มเฟือยได้เฉียบโดยไม่ทำให้เนื้อหาขาด
(I) Instruction ปรับคอนเทนต์นี้ให้กระชับและอ่านง่ายขึ้น โดยคงสาระสำคัญและเสียงแบรนด์ไว้
(C) Criteria ตัดให้สั้นลงอย่างน้อย 1 ใน 3 บอกด้วยว่าตัดอะไรออกและเพราะอะไร และคงข้อมูลที่จำเป็นไว้ครบ
(E) Example อยากได้เวอร์ชันที่กระชับแต่ยังอุ่นและเป็นแบรนด์ ไม่ใช่ห้วนจนแข็ง
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์กาแฟแคปซูล)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ที่อยากให้กระชับขึ้น [วางโพสต์อธิบายแคปซูลรุ่นใหม่] ช่องทางคือ Instagram กลุ่มเป้าหมายคือคนทำงานที่ชงกาแฟดื่มเองที่บ้าน
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Editor ที่ตัดคำฟุ่มเฟือยได้เฉียบโดยไม่ทำให้เนื้อหาขาด
(I) Instruction ปรับคอนเทนต์นี้ให้กระชับและอ่านง่ายขึ้น โดยคงสาระสำคัญและเสียงแบรนด์ไว้
(C) Criteria ตัดให้สั้นลงอย่างน้อย 1 ใน 3 บอกด้วยว่าตัดอะไรออกและเพราะอะไร และคงข้อมูลที่จำเป็นไว้ครบ
(E) Example อยากได้เวอร์ชันที่กระชับแต่ยังอุ่นและเป็นแบรนด์ ไม่ใช่ห้วนจนแข็ง
ผลลัพธ์คือคอนเทนต์ที่กระชับขึ้นแต่ยังครบและเป็นเสียงแบรนด์ ช่วยให้คนอ่านจนจบมากขึ้นในยุคที่ทุกคนใจร้อน และยังได้เรียนรู้ว่าตัวเองมักเขียนเยิ่นเย้อตรงไหนเพื่อปรับในครั้งต่อไป
19. เขียน CTA ที่กระตุ้นให้คนลงมือ
ปัญหาคือคอนเทนต์ดี คนอ่านจบ แต่ไม่เกิดอะไรต่อ เพราะเราจบแบบลอยๆ หรือใช้ CTA ซ้ำเดิมที่คนชินจนไม่ขยับ Prompt นี้ช่วยเขียนคำชวนที่ทำให้คนลงมือจริง
Scenario สมมติคุณทำฟู้ดทรัคขายเบอร์เกอร์ โพสต์รูปเบอร์เกอร์สวยๆ ทุกวัน คนกดหัวใจเยอะ แต่ไม่ค่อยมีใครทักมาถามพิกัดหรือสั่งจริง เพราะจบโพสต์แค่ว่า อร่อยมาก โดยไม่ได้บอกว่าให้ทำอะไรต่อ
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ของเรา [วางคอนเทนต์] สิ่งที่อยากให้คนทำหลังอ่านจบคือ [เป้าหมาย] ช่องทางคือ [ช่องทาง]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เขียน CTA ให้คนอยากลงมือโดยไม่รู้สึกถูกบังคับ
(I) Instruction เขียน CTA หรือประโยคปิดหลายแบบที่กระตุ้นให้คนทำสิ่งที่เราอยากให้ทำ
(C) Criteria เสนอ 5 แบบ ต่างกันทั้งระดับความกดดัน บอกว่าแต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ไหน
(E) Example อยากได้ CTA ที่ทำให้คนอยากทำเพราะเห็นประโยชน์ ไม่ใช่เพราะถูกเร่ง
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นฟู้ดทรัคเบอร์เกอร์)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ของเรา โพสต์รูปเบอร์เกอร์เมนูใหม่ประจำสัปดาห์ สิ่งที่อยากให้คนทำหลังอ่านจบคือทักมาถามพิกัดวันนี้หรือสั่งล่วงหน้า ช่องทางคือ Instagram
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Copywriter ที่เขียน CTA ให้คนอยากลงมือโดยไม่รู้สึกถูกบังคับ
(I) Instruction เขียน CTA หรือประโยคปิดหลายแบบที่กระตุ้นให้คนทำสิ่งที่เราอยากให้ทำ
(C) Criteria เสนอ 5 แบบ ต่างกันทั้งระดับความกดดัน บอกว่าแต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ไหน
(E) Example อยากได้ CTA ที่ทำให้คนอยากทำเพราะเห็นประโยชน์ เช่นบอกว่าวันนี้จอดที่ไหนถึงกี่โมง ไม่ใช่เพราะถูกเร่ง
ผลลัพธ์คือชุด CTA ที่เปลี่ยนคนอ่านเฉยๆ ให้กลายเป็นคนที่ลงมือจริง ช่วยให้คอนเทนต์ที่มีคนดูเยอะแปลงเป็นยอดหรือการกระทำที่วัดผลได้ ไม่ใช่จบที่ยอดหัวใจแล้วเงียบ
20. Reviews and Improve Before Posting ตรวจและปรับคอนเทนต์ก่อนโพสต์
ปัญหาคือพอเขียนเสร็จเรามักรีบโพสต์เลย แล้วค่อยมาเจอทีหลังว่าพิมพ์ผิด สื่อสารไม่ชัด หรือหลุดเสียงแบรนด์ Prompt นี้ช่วยตรวจขั้นสุดท้ายก่อนปล่อย
Scenario สมมติคุณทำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้านออร์แกนิก กำลังจะโพสต์เปิดตัวน้ำยาถูพื้นสูตรใหม่ คุณเขียนเสร็จแล้วอยากกดโพสต์เลย แต่ก็แอบกังวลว่าจะมีอะไรหลุดที่ทำให้ดูไม่โปร
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ที่กำลังจะโพสต์ [วางคอนเทนต์] เสียงแบรนด์เราคือ [โทน] เป้าหมายของโพสต์คือ [เป้าหมาย]
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Editor ที่ตรวจงานละเอียดทั้งความถูกต้อง ความชัด และความตรงเสียงแบรนด์
(I) Instruction ตรวจคอนเทนต์นี้ก่อนโพสต์ แล้วชี้จุดที่ควรแก้พร้อมเหตุผล
(C) Criteria ตรวจทั้งคำผิด ความชัดของสาร ความตรงเสียงแบรนด์ และความแรงของ Hook กับ CTA จัดเป็นรายการที่แก้ตามได้ทีละข้อ
(E) Example อยากได้การตรวจที่ตรงไปตรงมา บอกจุดอ่อนจริง ไม่ใช่ชมว่าดีแล้วทั้งที่ยังปรับได้
ตัวอย่างของจริง (สมมติว่าเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดออร์แกนิก)
(S) Situation นี่คือคอนเทนต์ที่กำลังจะโพสต์ [วางโพสต์เปิดตัวน้ำยาถูพื้นสูตรใหม่] เสียงแบรนด์เราคือสะอาด เป็นมิตร ใส่ใจสุขภาพครอบครัว เป้าหมายของโพสต์คือให้คนกดสั่งลองในราคาเปิดตัว
(P) Persona สวมบทบาทเป็น Editor ที่ตรวจงานละเอียดทั้งความถูกต้อง ความชัด และความตรงเสียงแบรนด์
(I) Instruction ตรวจคอนเทนต์นี้ก่อนโพสต์ แล้วชี้จุดที่ควรแก้พร้อมเหตุผล
(C) Criteria ตรวจทั้งคำผิด ความชัดของสาร ความตรงเสียงแบรนด์ และความแรงของ Hook กับ CTA จัดเป็นรายการที่แก้ตามได้ทีละข้อ
(E) Example อยากได้การตรวจที่ตรงไปตรงมา บอกจุดอ่อนจริง ไม่ใช่ชมว่าดีแล้วทั้งที่ยังปรับได้
ผลลัพธ์คือรายการจุดที่ควรแก้ก่อนโพสต์ ช่วยให้คอนเทนต์ออกไปแบบเนียนและตรงเสียงแบรนด์ ลดความเสี่ยงที่จะต้องมาลบโพสต์หรือแก้ทีหลังจนเสียความน่าเชื่อถือ นี่คือขั้นตอนที่ทำให้คอนเทนต์จาก AI กลายเป็นงานที่พร้อมใช้จริง
Voice สรุปบทเรียนการผลิตคอนเทนต์ด้วย ChatGPT ที่นักการตลาดต้องรู้
ถ้าตอน Campaign Planning คำสำคัญคือ Context และตอน Research คือ Evidence ตอนนี้คำสำคัญคือ Voice หรือเสียง เพราะสิ่งที่แยกคอนเทนต์ที่คนจำแบรนด์ได้ออกจากคอนเทนต์ที่มีกลิ่น AI ไม่ใช่ความสวยของภาษา แต่คือการมีเสียงที่เป็นตัวเองชัดเจน
ลองสังเกต 20 Prompt ที่ผมแจกไปดีๆ จะเห็นว่าบรรทัดที่ทำให้คอนเทนต์เป็นเสียงแบรนด์เราคือบรรทัด Persona ที่บอกว่าใครเป็นคนเขียน และบรรทัด Example ที่ยื่นตัวอย่างงานที่เราชอบให้ดู สองเครื่องปรุงนี้แหละที่เปลี่ยนคอนเทนต์กลางๆ ให้กลายเป็นของเรา ยิ่งคุณป้อนตัวอย่างงานที่เป็นเสียงแบรนด์ชัดเท่าไหร่ ผลที่ได้ก็ยิ่งใช่เท่านั้น และอย่าลืมว่าขั้นตอนสุดท้ายที่คนอ่านทวนและขัดเกลาคือสิ่งที่ทำให้คอนเทนต์เป็นเสียงแบรนด์จริงๆ ก่อนปล่อย
ในตอนหน้าของซีรีส์นี้ เราจะขยับไปสู่หมวด Data Analysis การใช้ ChatGPT ช่วยอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด ซึ่งจะกลับมาเป็นตาของเครื่องปรุง Situation และ Criteria อีกครั้ง และเป็นทักษะที่ทำให้นักการตลาดตัดสินใจด้วยตัวเลขได้เร็วขึ้นมาก
คำถามที่ผมอยากฝากไว้ก่อนปิดตอนนี้คือ คอนเทนต์ชิ้นล่าสุดที่คุณให้ ChatGPT ช่วยเขียน คุณได้บอกมันไหมว่าใครเป็นคนเขียนและเสียงแบรนด์เป็นแบบไหน ถ้ายัง ลองเติม Persona กับ Example เข้าไปดูสักครั้ง แล้วคุณจะเห็นว่าคอนเทนต์ที่เคยมีกลิ่น AI กลับกลายเป็นเสียงที่ลูกค้าจำได้ว่าเป็นแบรนด์คุณจริงๆ อย่างที่คุณภูมิใจจะปล่อยมันออกไปได้เต็มที่ครับ