การจะเก็บ Behavioral Data นั่นง่ายกว่าอดีตมาก สมัยก่อนอาจเป็นการถามผ่านการทำรีเสิร์จ สมัยนี้เราสามารถทำได้ผ่านการปล่อยฟีเจอร์บางอย่างให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายได้ใช้เพิ่ม อาจจะทำผ่าน A/B Testing เพื่อหาว่าระหว่าง Idea A กับ B อันไหนเวิร์คกว่ากัน หรือสรุปแล้วแบบเดิมที่ใช้อยู่ดีกว่า
Behavioral Data จากการใช้งานแอพจะต่างจาก Web Analytics ตรงที่เน้นเรื่องของ Journey เป็นหลัก
เพราะถ้าเราทำแอพ เราก็ย่อมอยากรู้ว่าลูกค้าหรือ User ใช้งานแอพเราอย่างไร เข้าบ่อยแค่ไหน เข้ามาใช้อะไร ใช้ถึงตรงไหน หรือที่สำคัญคือตรงจุดไหนที่มักทำให้ User เลิกใช้ไป
Likes, Comments, Shares หรือการกด Emoji รูปต่างๆ พวกนี้ถือเป็น Behavioral Data ที่เกิดขึ้นบน Social Media ซึ่งเป็นช่องทางปกติในการสื่อสารกับคนอื่นๆ ของคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชนชั้นไปเรียบร้อยแล้ว
ซึ่งการจะเข้าถึง Social Media Data ก็จะมีเครื่องมือที่ชื่อว่า Social Listening ทำให้การ Analytics เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเครื่องมือวันนี้ก็มีมากมายในบ้านเรา ไม่ว่าจะ Zanroo, Wisesight, Real Smart, Melt Water, Talk Walker หรือ Mandala ที่กำลังมาแรงก็ตาม
ที่ผ่านมาผมเองก็มีประสบการณ์ทำ Data Research จาก Social Listening ให้มากมายหลายแบรนด์ ตั้งแต่บริษัทที่เกี่ยวกับไฟแนนซ์ บริษัทที่จะเข้า IPO ธุรกิจที่เกี่ยวกับความสวยความงาม โรงพยาบาลชื่อดัง แบรนด์อสังหาหมู่บ้านจัดสรรที่จับลูกค้าระดับ Premium ไปจนถึงหน่วยงายภาครัฐ ที่ต้องการใช้ Data-Driven Decision
เทคโนโลยีการเก็บ Behavioral Data วันนี้ก้าวหน้าไปไกลมาก ถ้าการอ้างอิงข้อมูลจาก Cursor Tracking Data ยังไม่พอ ขอแนะนำให้คุณข้ามไปสู่การติดตามการมองหรือ Eye Tracking เลยครับ
ในการ Test Digital Product บางที่ลงทุนติดตั้งกล้องตรวจจับสายตาที่หน้าจออุปกรณ์ เพื่อดูว่าจริงๆ แล้วคนมองตรงไหน แล้วคนขยับเม้าส์ไปทางไหน บวกกับ Interaction Data การคลิ๊กหรือกดเลือก ทำให้การวิเคราะห์ Behavioural นั้นเป็นไปอย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น
สื่อออฟไลน์ Out of Home บางที่ก็มีการติดตั้งกล้องตรวจจับสายตาดูว่า มีสักกี่คนที่เดินผ่านมองป้ายโฆษณาในช่วงเวลาไหนบ้าง เพื่อนำข้อมูลไปปรับปรุงหรือแนะนำลูกค้าที่ลงโฆษณาต่อ
หรืออย่าง Case Study หนึ่งในหนังสือ Contextual Marketing การตลาดแบบฉวยโอกาสรอบตัวมาเป็นยอดขาย ที่พูดถึงตู้เย็น Cooler Screen ที่มีกล้องจับหน้าตู้ว่าคนที่เดินผ่านไปมามองสินค้าไหนในตู้บ้าง
แต่ในโลกยุคใหม่ ยุค Technology ก้าวหน้า การจะเก็บ Offline data หรือ Physical data นั้นสะดวกสบายกว่าเดิมมาก บางหน้างใช้กล้องวงจรปิด ใส่ AI เข้าไป ทำให้สามารถนับคนเดินเข้าออกแต่ละประตูได้อย่างแม่นยำ ใครเดินเข้าซ้ำสองก็ไม่นับซ้ำ ใครเป็น Rider ใส่เสื้อสีเขียวก็สามารถ Exclude ออกได้
ดูได้ว่าเข้าประตูไหน ออกประตูไหน เข้ามาแล้วใช้เวลานานเท่าไหร่ นี่คือ Behavioral Data ที่ล้ำค่ามากๆ สำหรับนักการตลาดที่ต้องการ Deep Data เอาไปทำ Analytics ต่อครับ
นี่อาจต้องเรียกว่า Emotional Data มากกว่า Behavioral Data ก็ว่าได้ เพราะใบหน้าของเราน่าจะสื่อถึงอารมณ์ก่อนจะเป็นการกระทำ จากเดิมการสังเกตสีหน้าต้องใช้มนุษย์ผู้เชี่ยวชาญสุดๆ แต่นั่นก็ยังมีความไม่แม่นยำสม่ำเสมอ เพราะขึ้นชื่อว่ามนุษย์ อย่างไรก็ต้องมี Human Error แน่นอน
ซึ่งอารมณ์บนใบหน้าของคนเรานั้นแสดงออกเพียงแค่เสี้ยววินาทีด้วยซ้ำ แต่ด้วย AI ที่ฉลาดล้ำ ก็สามารถเก็บทุกอารมณ์ที่เรารู้สึกและแสดงออกทางใบหน้าได้อย่างครบถ้วน
สรุป 12 Behavioral Data ที่นักการตลาดสามารถเอาไปทำ Analytics ได้ดี
จะเห็นว่าเราอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วย Data มากมาย ตั้งแต่ Web Analytics, Journey Analytics, Search Trends, Ad Clicks Data, Review Data, Customer Feedback Data, Social Listening, Cursor Tracking, Eye Tracking, Offline Data, Facial Expression และ Transaction Data
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เริ่มต้นจาก Data ที่มี และตั้งคำถามให้เป็นว่า เรารู้อะไรได้บ้างจาก Data ที่มีอยู่ในมือ และจะวางแผนเก็บ Data อะไรมาเพิ่มเติมในวันหน้าครับ
FacebookFacebookXXLINELineถ้าเราลองสังเกตเครื่องมือ AI ที่ออกมาในช่วงหลัง ๆ เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งครับ คือเมื่อก่อน AI ส่วนใหญ่ถูกสร้างมาเพื่อช่วยทำคอนเทนต์ เช่น เขียนโพสต์ สร้างภาพ หรือช่วยคิดแคปชัน แต่ตอนนี้ AI หลายตัวเริ่มขยับไปอีกขั้น คือไม่ได้ช่วยแค่สร้างชิ้นงาน แต่เริ่มช่วยคิดการตลาดทั้งกระบวนการ อย่างเครื่องมือใหม่จาก Google ที่ชื่อว่า Pomelli ก็อยู่ในกลุ่มนี้ บทความนี้เราเลยจะพามาทำความรู้ Pomelli AI จาก Google เครื่องมือที่ทำให้ SME มีทีมการตลาด AI อยู่หลังบ้าน ทำความรู้จัก Pomelli AI จาก Google ต้องบอกว่า Pomelli เป็นเครื่องมือ AI จาก Google Labs ที่พัฒนาร่วมกับทีม Google DeepMind โดยถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ธุรกิจ โดยเฉพาะ SME สามารถสร้างแคมเปญการตลาดบนโซเชียลมีเดียที่สอดคล้องกับแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายสเกลได้ง่ายขึ้นครับ เพราะหนึ่งในปัญหาที่ธุรกิจขนาดเล็กเจอเสมอ คือการทำคอนเทนต์ให้ สอดคล้องกับแบรนด์ ของตนเอง […]