ในวันที่เราผ่านยุค Data-Driven Marketing มาสู่ยุค AI-Driven Age อย่างเต็มตัว ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการออกแบบและสร้าง AI ให้ทำงานแทนเราจึงเป็นทักษะสำคัญที่ไม่ใช่แค่นักการตลาดในยุค AI ต้องมี แต่สำหรับผมมองว่าคนทำงานในยุค AI ที่ไม่อยากตกงานทุกคนต้องมีครับ
หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า Design AI Thinking ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากเรื่อง Data Thinking ที่ผมเขียนถึงเมื่อหลายปีก่อน โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง Design Thinking ที่โด่งดังมานานกับการสร้าง AI ของตัวเองที่เพิ่งจะทำได้ง่ายขึ้นมากในไม่กี่ปีมานี้ ลองมาทำความเข้าใจกันนะครับว่าหลักคิด Design AI Thinking คืออะไร และสำคัญอย่างไรในโลกยุค AI ครับ
AI-Driven Everything เมื่อทุกสิ่งรอบตัวเริ่มถูกขับเคลื่อนด้วย AI โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว
บางคนอาจคิดว่าการสร้าง AI เป็นเรื่องไกลตัว ฟังดูเป็นเรื่องของสาย Developer หรือ Data Science มากกว่าจะเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ SME อย่างเรา แต่รู้มั้ยครับว่าวันนี้ AI ได้เข้ามาอยู่ในงานและชีวิตประจำวันของเราจนแทบจะแยกไม่ออกแล้ว ยกตัวอย่างง่ายๆ ทุกฟีดในเฟซบุ๊กหรือทุกคลิปบน TikTok ที่เราเห็น ก็ล้วนถูกคัดเลือกมาด้วย AI ทั้งนั้น และตอนนี้นักการตลาดเกือบทุกคนก็เปิด ChatGPT Gemini หรือ Claude ขึ้นมาช่วยทำงานแทบทุกวันจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ลองนึกถึงเช้าวันทำงานของเรา เราเปิดแอปสั่งกาแฟที่จำเมนูโปรดของเราได้ เลื่อนฟีดเจอโฆษณาสินค้าที่เพิ่งคุยกับเพื่อนเมื่อวาน พอถึงออฟฟิศก็เปิด ChatGPT ช่วยร่างแคปชัน ทั้งหมดนี้คือ AI ที่แทรกอยู่ในทุกวันของเราตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ตัว
และเรื่อง AI นับจากนี้จะไม่ใช่แค่เรื่องของแบรนด์ระดับโลกอีกต่อไป เพราะจากผลสำรวจ The State of AI ของ McKinsey ในปี 2024 พบว่ากว่า 65% ขององค์กรทั่วโลกเริ่มใช้ Generative AI เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากปีก่อนหน้า โดยเฉพาะสายงานการตลาดและการขายคือกลุ่มที่มีการนำ AI มาใช้เพิ่มมากขึ้นที่สุดครับ
เห็นมั้ยครับว่าโลกทั้งใบและงานเราทุกวันล้วนเริ่มถูก AI-Driven โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว ดังนั้นคำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะใช้ AI ดีมั้ย แต่คือเราจะใช้มันให้ต่างและได้เปรียบกว่าคนอื่นได้ยังไงต่างหาก
AI Literacy ทักษะคนทำงานยุค AI ที่ไม่ใช่แค่ Prompt เป็น แต่ต้องออกแบบและสร้าง AI ได้
เมื่อเราเห็นแล้วว่างานในวันนี้ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วย AI บริษัทและคนทำงานที่อยากไปต่อได้ในยุคนี้จึงต้องแน่ใจว่าตัวเองมีทักษะการทำงานกับ AI ที่ดีพอ เหมือนที่เมื่อก่อนเราพูดถึง Data Literacy หรือทักษะการอ่านและใช้ Data ให้เป็น วันนี้เราก็ต้องพูดถึงสิ่งที่ผมขอเรียกว่า AI Literacy หรือทักษะการเข้าใจและใช้งาน AI ให้เกิดประโยชน์กับงานของเราจริงๆ ครับ
แต่จุดที่คนส่วนใหญ่ยังติดอยู่คือการมองว่าทักษะ AI เท่ากับการ Prompt เก่ง หรือการมี Prompt สำเร็จรูปที่ดี ก็เลยเอาแต่ตามหาและเซฟ Prompt เทพๆ จากอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้เป็นร้อยเป็นพัน ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับองค์กรที่ยังง่วนอยู่กับการทำ Digital Transformation ไม่เสร็จสักที คือทำในขั้นพื้นฐานวนไปแต่ไปไม่ถึงขั้นที่สร้างความได้เปรียบจริง เพราะ Prompt ที่เซฟมามันมีวันหมดอายุ พอ Model อัปเดตทีก็ใช้ไม่ค่อยได้ผลดีเหมือนเดิม และถ้าไม่เข้าใจ Logic เบื้องหลัง ก็เอาไปปรับใช้กับโจทย์ใหม่ของตัวเองไม่ได้อยู่ดีครับ
ทักษะ AI ที่แท้จริงในยุคนี้จึงไม่ใช่แค่การใช้ AI ของคนอื่นเป็น แต่คือการออกแบบและสร้าง AI ของตัวเองขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็น Custom GPT ใน ChatGPT หรือ Gem ใน Gemini หรือ Agent ใน Copilot ที่เข้าใจธุรกิจและวิธีคิดของเราโดยเฉพาะ และข่าวดีคือเครื่องมือทุกวันนี้ถูกออกแบบให้ใช้งานง่ายขึ้นมาก คุณไม่จำเป็นต้อง Coding เป็นสักภาษาก็สามารถสร้าง AI ของตัวเองได้ เหมือนวันนี้ที่ผมใช้ AI ทำ Dashboard ที่ต้องการให้โดยไม่ต้องเปิด Looker Studio แบบเดิมอีกต่อไปครับ
สรุปได้ว่าทักษะ AI Literacy ที่คนทำงานยุคนี้ต้องมี ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องของ Tech อย่างเดียว แต่คือเรื่องของ Mindset ที่มองออกว่างานไหนควรมอบให้ AI ทำแทน แล้วลงมือออกแบบสร้างมันขึ้นมาใช้งานได้เองครับ
Design AI Thinking ส่วนผสมระหว่าง Design Thinking กับการสร้าง AI ที่คนทำงานยุค AI ต้องมี
ทีนี้พอเรารู้ว่าทักษะที่ต้องมีคือการออกแบบและสร้าง AI ของตัวเองได้ คำถามต่อมาคือแล้วจะออกแบบยังไงให้เป็นระบบ ให้มันทำงานได้จริง คำตอบคือเอา Design Thinking ที่ผ่านการพิสูจน์มากว่า 20 ปีในวงการ Product Design มาประยุกต์ใช้กับการสร้าง Personalized AI ครับ
Design Thinking คือกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่เอามนุษย์เป็นศูนย์กลาง โด่งดังจาก Stanford d.school ของคุณ David Kelley และบริษัท IDEO มี 5 ขั้นคือ Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test ที่สำคัญคือมันเป็นกระบวนการที่วนซ้ำปรับแก้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ ซึ่งตรงกับธรรมชาติของการสร้าง AI พอดี
เพราะ AI ที่ใช้งานได้จริงไม่ได้เกิดจากการสร้างครั้งเดียวจบ แต่เกิดจากการค่อยๆ ปรับแก้ Optimized ไปเรื่อยๆ จนกว่า AI ที่สร้างมาจะสามารถทำงานแก้ปัญหานั้นให้เราได้จริง
ดังนั้น Design AI Thinking ก็คือส่วนผสมตรงกลางระหว่าง Design Thinking เดิมกับการสร้าง AI ยุคใหม่ครับ คนที่เป็น Design AI Thinker ได้คือคนที่เข้าใจทั้งกระบวนการคิดแบบ Design Thinking และเข้าใจวิธีสร้าง AI ไปพร้อมกัน บวกกับเอาประสบการณ์และความเข้าใจธุรกิจของตัวเองมาใส่ลงไป ผมถอดมันออกมาเป็น Framework 5 ขั้นที่จำง่ายในชื่อ MODEL โดยแต่ละขั้นถอดมาจาก 5 ขั้นของ Design Thinking ตรงๆ แค่เปลี่ยนเป้าหมายจากการออกแบบสินค้า มาเป็นการออกแบบ AI ที่คิดและทำงานได้แบบเรา
5. Loop จาก Test ใน Design Thinking ขั้นสุดท้ายคือ Test หรือการเอาไปทดสอบกับผู้ใช้จริง ส่วนในขั้น Loop ของเราคือเมื่อปรับจน AI ใช้งานได้จริง ก็เปิดใช้งานในวงกว้าง และที่เรียกว่า Loop เพราะพอใช้งานจริงไปเรื่อยๆ เราจะเจอจุดที่ปรับให้ดีขึ้นได้อีก ก็วนกลับไปเริ่มที่ Mark ใหม่ ทำให้ AI ของเราฉลาดและตรงใจขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่าง พอ AI คิดคอนเทนต์ได้สดใหม่จริง ก็ใช้เองทุกวันโดยไม่ต้อง Prompt ซ้ำ หรือส่งต่อให้น้องในทีมที่มารับช่วงดูแลสินค้า ให้เขาได้ใช้ประสบการณ์การคิดคอนเทนต์ของเราในรูปแบบของ AI
พูดอีกแบบคือ Design AI Thinker เป็นคนที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ คนที่มองงานของตัวเองออกว่าตรงไหนเอา AI มาแบ่งเบาได้ แล้วออกแบบมันขึ้นมาให้คิดในแบบที่คนทั่วไปทำไม่ได้ เพราะคนอื่นไม่มีประสบการณ์และวิธีคิดแบบเรา ใครที่อยากดูตัวอย่างจริงว่าทีมเราเอาวิธีคิดนี้ไปสร้างเป็น AI ผู้ช่วยหลายตัวที่ส่งต่อให้คนในทีมใช้ยังไง อ่านเพิ่มได้ที่ การสร้าง My GPTs ให้กลายเป็นผู้ช่วยที่ทำงานเร็วขึ้น
หรือเข้าไปลองใช้งาน AI ที่การตลาดวันละตอนสร้างขึ้นและเปิดให้เพื่อนๆ นักการตลาดทุกคนเข้าไปใช้งานผมในเวอร์ชั่น AI ผ่าน ChatGPT ได้ฟรีตามลิงก์ด้านล่างนี้ครับ
นี่คือ AI ที่ผมสร้างขึ้นมาจากแนวคิด Design AI Thinking ที่ไม่ต้องเขียน Code สักบรรทัด และไม่ต้องจำ Prompt สักประโยค เพราะผมออกแบบมาให้ผู้ใช้งานแค่ตอบคำถามแบบง่ายๆ ไม่กี่ข้อ เท่านี้ก็จะได้ชิ้นงานที่แตกต่างที่ช่วยทำให้งานการตลาดเร็วขึ้นหลายเท่าครับ
สุดท้ายนี้แม้ใครๆ จะเรียกยุคนี้ว่า AI-Driven Everything แต่สำหรับผมมองว่านี่คือยุคของ Logic-Driven AI ต่างหากครับ เพราะ AI ตัวเดียวกันที่ทุกคนเข้าถึงได้เหมือนกันหมด แต่ถ้าใครออกแบบ Logic ให้มันคิดได้ดีกว่า คนนั้นจะเป็นผู้ชนะ และคนที่มีประสบการณ์มากที่สุดก็คือคนที่ได้เปรียบที่สุด เพราะมีวิธีคิดล้ำค่าให้เอาไปออกแบบเป็น AI ได้มากกว่าใคร
สรุป ทำไมการออกแบบและสร้าง AI ของตัวเองถึงเป็นทักษะสำคัญของคนทำงานยุค AI
ทั้งหมดนี้สรุปได้ว่า การออกแบบและสร้าง AI ของตัวเองไม่ใช่แค่เรื่องของการมีเครื่องมือเท่ๆ ไว้ใช้ แต่มันคือทักษะที่จำเป็นที่สุดของคนทำงานในยุค AI ครับ เพราะหัวใจของมันไม่ได้อยู่ที่การกด Generate ให้ได้คำตอบสวยๆ แต่อยู่ที่กระบวนการคิดเบื้องหลัง คือการที่คุณต้องคิดวิเคราะห์ปัญหาในงานของตัวเองให้ออกก่อนว่าอะไรคืองานซ้ำๆ ที่กินเวลาและควรมอบให้ AI ทำแทน จากนั้นต้องลำดับขั้นตอนการทำงานเพื่อแก้ปัญหานั้นให้เป็นระบบ แล้วถึงจะนำไปสู่การลงมือสร้าง AI ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหางานนั้นโดยเฉพาะ ก่อนจะทดสอบจนมั่นใจว่าใช้ได้จริง แล้วส่งต่อให้ทุกคนในองค์กรได้ใช้ร่วมกัน
และนั่นหมายความว่าต่อให้ AI จะฉลาดขึ้นอีกแค่ไหน คนที่วิเคราะห์ปัญหางานของตัวเองเป็น ลำดับขั้นตอนการแก้ได้อย่างเป็นระบบ และออกแบบ AI ขึ้นมาแก้มันได้จริง จะยังเป็นคนที่ได้เปรียบและใช้ AI ได้คุ้มค่าที่สุดเสมอ เพราะสิ่งที่หายากไม่ใช่ตัว AI แต่คือคนที่รู้ว่าจะเอา AI ไปแก้ปัญหาอะไรและแก้ยังไงต่างหาก
ถ้าเพื่อนๆ อยากลงมือออกแบบและสร้าง AI เวอร์ชันตัวเองอย่างเป็นระบบ ผมกำลังจะเปิดคลาส Design AI Thinking ออกแบบและสร้าง AI ของตัวเองกับการตลาดวันละตอน ที่จะพาคุณเดินครบทั้ง 5 ขั้นของ MODEL เพื่อสร้าง AI ที่เอาไปต่อยอดเองได้อีกไม่จำกัด เรียนผ่าน ChatGPT หรือ Gemini และเอาไปประยุกต์กับ Claude ได้ คำถามสุดท้ายที่ผมอยากฝากให้คุณคิดต่อคือ วันนี้คุณยังเสียเวลาไปกับการตามหาและเซฟ Prompt ของคนอื่นอยู่ หรือเริ่มลงมือออกแบบ AI ที่คิดแบบคุณเองแล้ว ถ้ายังไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ คนที่เริ่มก่อนก็จะทิ้งห่างคุณไปเรื่อยๆ อย่างน่าเสียดายครับ
สนใจเรียนคลาส Design AI Thinking สร้าง AI ของตัวเองใน 1 วัน