กลับมาอีกครั้งเป็นประจำทุกปีกับบทความสรุป 18 Thai Digital Behavior Stat & Insight 2023 ข้อมูลพฤติกรรมการออนไลน์ของคนไทยล่าสุดจาก We Are Social มาให้นักการตลาดไทยได้อัพเดทกลยุทธ์การตลาดกันได้ดีขึ้นครับ
บทความก่อนหน้านี้ที่สรุปมาเป็นข้อมูลของส่วนที่เป็น Global Report นั่นหมายความอาจมีบางส่วนที่ไม่ได้ลงรายละเอียดมากเท่ากับรายงานฉบับนี้ ดังนั้นใครที่ต้องการเอาข้อมูลไปใช้งานต่อก็สามารถเลื่อนลงไปยังลิงก์ที่ท้ายบทความได้เลย
ตัวรายงาน Thai Digital Behavior Stat & Insight 2023 ของ We Are Social ฉบับนี้นั้นมีความยาวกว่า 125 หน้า ผมขอเลือกแต่หน้าที่คิดว่าน่าสนใจจากมุมมองส่วนตัว พร้อมกับสรุปและแชร์บริบทเพิ่มเติมว่าเพื่อนๆ ในการตลาดวันละตอนควรเตรียมพร้อมรับมือ หรือปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างไรครับ
1. ปี 2023 คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ต 61 ล้านคน
จากภาพรวมจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศในต้นปี 2023 พบว่ามีมากถึง 71.75 ล้านคนครับ แต่จำนวนโทรศัพท์มือถือที่มีนั้นเกิน 101 ล้านเครื่องเข้าไปแล้ว และจากคนไทยทั้งหมดมีคนที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตไดสูงถึง 61.2 ล้านคน หรือคิดเป็น 85.3% ส่วนจำนวนคนไทยที่ใช้งานโซเชียลมีเดียก็มีมากกว่า 52.25 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 72.8% ของคนไทยทั้งประเทศครับ
จากนั้นถ้าดูในแง่ของอัตราการเติบโตของทั้งประชากรไทย กับคนไทยที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตพบว่ามีอัตราการเติบโตที่เท่ากัน อยู่ที่ 0.2% เมื่อเทียบจากปี 2022 ดูเหมือนตลาดออนไลน์บ้านเราจะเริ่มนิ่ง ไม่ได้มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหน้าใหม่เข้ามาอย่างก้าวกระโดดเหมือนเดิมอีกต่อไป
2. ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยขั้นหนัก เตรียมธุรกิจเพื่อคนกลุ่ม 40+ ไว้ตั้งแต่ปีนี้เลย
ดูทรงสถานการณ์ธุรกิจออนไลน์จะไปได้ยาก คนที่ทำการตลาดดิจิทัลบอกได้เลยว่านับจากนี้น่าจะเป็นการเผาจริงที่จริงยิ่งกว่าทุกปีที่เคยเป็นมาครับ
เพิ่มเติมค่าเฉลี่ยอายุของคนไทยในปี 2023 นั้นสูงถึง 40.1 ปีไปเรียบร้อยแล้ว เราเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มตัวมาพักใหญ่ๆ แล้ว และถ้าดูข้อมูลของสัดส่วนประชากรในแต่ละช่วงวัยพบว่ามีความเป็นทรงกระบอก ไม่ใช่เจดีย์หรือฐานกว้างอีกต่อไป
เพราะจากช่วงตัวเลขของสัดส่วนแต่ละช่วงวัยที่อยู่ที่ประมาณ 14% ไม่ทิ้งหนีกันมาก บอกได้เลยว่านโยบายต่างๆ ของภาครัฐต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับสังคมสูงวัยของประเทศไทยมากกว่านี้ ส่วนภาคธุรกิจก็บอกให้รู้ว่าเราต้องมีสินค้าและบริการเพื่อคนที่สูงวัยที่หลากหลายกว่าทุกวันนี้ครับ
3. VR และ Smart Watch สองกลุ่มอุปกรณ์ดิจิทัลที่มีการเติบโต ส่วนโทรศัพท์มือถือเริ่มหดตัว
ไม่น่าเชื่อว่าจำนวนโทรศัพท์มือถือในบ้านเราจะเริ่มลดน้อยลงเมื่อเทียบจากปีก่อน แต่ในภาพรวมคือโทรศัพท์กว่า 98.1% เป็นสมาร์ทโฟน แต่ก็ยังมีโทรศัพท์ประเภท Feature Phone หลงเหลืออยู่ถึง 4.9% ทีเดียว
ส่วนคอมพิวเตอร์ Notebook หรือ Laptop เองก็มีสัดส่วนลดลงจากปีก่อนถึง 9.1% แต่ที่โตกลับมาอุปกรณ์แค่สองชนิด
Smart Watch เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 4.1% หรือคิดเป็น 23.1% ของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตมีอุปกรณ์ชิ้นนี้ติดตัว
VR Device มีอัตราการเติบโตจากปีก่อนถึง 26.7% แต่สัดส่วนในภาพรวมยังมีคนไทยที่เป็นเจ้าของแค่ 3.8% เท่านั้น
ดูเหมือนว่าแม้กระแส Blockchain หรือ Metaverse จะเริ่มซาไปเพราะตลาดคริปโทที่ซบเซา แต่ก็ดูเหมือนมีคนไทยกลุ่มหนึ่งที่ยังสนใจในอุปกรณ์อย่างชุด VR มาก จนทำให้มีการเพิ่มขึ้นจากปีก่อนได้มาถึง 26.7% เลยทีเดียวครับ
ดังนั้นใครยังอยู่ในกลุ่มธุรกิจนี้ก็ขอให้อดทนจนถึงวันฟ้าใส แม้ตอนนี้ฟ้าจะค่อนข้างมืดหม่นก็ตาม
4. ปี 2023 คนไทยใช้เวลาออนไลน์ลดลง 1 ชั่วโมง!!
น่าจะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ดิจิทัลไทย ที่คนไทยใช้เวลาออนไลน์ลดลง และไม่ใช่แค่หลักนาที แต่ยังมากถึง 1 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าจากเดิมที่เราทำการตลาดแทบตายยังจากจะถึงกลุ่มเป้าหมายได้ พอเวลาที่ออนไลน์น้อยลงแต่คู่แข่งในตลาดกลับไม่เคยน้อยตาม นั่นหมายความว่าเรายิ่งต้องแย่งชิงเวลาบนหน้าจอลูกค้าให้ได้มากที่สุดครับ
ไม่ต้องแปลกใจทำไมค่าแอดโฆษณาออนไลน์ถึงแพงขึ้นทุกวันๆ อย่างที่ผมเคยบอกว่าตอนนี้เราอยู่ในตลาด Blood Ocean ที่ยิ่งกว่า Red Ocean หลายเท่าครับ
และที่สำคัญคือเวลาในสื่อช่องทางอื่นๆ ก็ไม่มีช่องทางไหนเพิ่มขึ้น ล้วนลดลงเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะทีวี โซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การอ่านข่าวสารออนไลน์ การฟังเพลงก็ลดลง วิทยุก็ลดตาม ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วคนไทยเอาเวลาไปทำอะไรหมด?!
กราฟจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตของไทย ดูจากเส้นกราฟจะเห็นว่าจำนวนคนที่ออนไลน์ของไทยนั้นเริ่มนิ่งตั้งแต่ปี 2021 แล้วครับ นั่นเลยเป็นเหตุผลว่าทำไมการตลาดออนไลน์ถึงดุดเดือดมากขึ้นทุกวัน ค่าแอดแพงขึ้น ขายได้น้อยลง เพราะลูกค้ามีเท่าเดิม แต่คู่แข่งเรากลับมีเพิ่มขึ้นทุกวัน
และเมื่อแบ่งเวลาการออนไลน์ทั้งหมดจากวันละ 8 ชั่วโมง 6 นาทีพบว่าเป็นการออนไลน์ด้วยมือถือวันละ 5 ชั่วโมง 5 นาที และออนไลน์ด้วยคอมพิวเตอร์วันละ 3 ชั่วโมง 1 นาที รวมแล้วมือถือครองสัดส่วนช่วงเวลาออนไลน์ไปได้กว่า 62.8% คิดเร็วๆ ก็สองในสามครับ
5. 15 เหตุผลการออนไลน์ของคนไทยในปี 2023
แม้เราคนไทยจะออนไลน์กันลดลงถึงวันละ 1 ชั่วโมง แต่เวลาในการออนไลน์รวมก็ยังมากกว่า 8 ชั่วโมงต่อวันอยู่ดีครับ ถ้าอย่างนั้นเรามีดูเหตุผลการออนไลน์ของคนไทยสักหน่อยดีไหมว่า เราออนไลน์กันไปทำไม เราทำอะไรกันบนออนไลน์ 15 อันดับแรกครับ
64.9% ออนไลน์เพื่อหาข้อมูล
58.1% อัพเดทข่าวสาร
54.8% ดูหนัง ทีวี หรือวิดีโอต่างๆ
54.4% หาไอเดียใหม่ๆ หรือแรงบันดาลใจ
50.6% หาข้อมูลในเรื่องที่ตัวเองกำลังทำอยู่
50.1% ฟังเพลงออนไลน์
48% ติดต่อกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว
45.1% เล่นเกม
43.6% ฆ่าเวลาว่าง
40.7% หาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์หรือสินค้าที่ตัวเองกำลังสนใจ
37.7% หาข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ และสินค้าสุขภาพ
36.9% จัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ ทางออนไลน์
33.6% หาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจที่ตัวเองสนใจ
33% แชร์ความเห็นลงบนออนไลน์
32.9% หาเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ คอนเนคชั่นใหม่ๆ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 15 เหตุผลในการออนไลน์ของคนไทย ดูเหมือนสินค้ากลุ่มสุขภาพจะเป็นเทรนด์ใหม่ในปีนี้ และก็เรื่องการจัดการเงินๆ ทองๆ ทางออนไลน์ที่จริงจังมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ ด้วยครับ
6. 10 อุปกรณ์ที่คนไทยใช้ต่ออินเทอร์เน็ตมีอะไรบ้าง
วันนี้เราไม่ได้ใช้แค่คอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือในการใช้งานอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่มันยังมีอุปกรณ์มากมายหลากหลายกว่าที่คิด ลองมาดูชนิดของอุปกรณ์ต่างๆ ที่คนไทยใช้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตกันดีกว่าครับ เพื่อที่จะได้เอาไปปรับแผนการตลาดให้เข้ากับบริบทของแต่ละอุปกรณ์ หรือที่เรียกว่า Contextual Marketing นั่นเอง
โทรศัพท์มือถือทุกชนิด 95.3%
โทรศัพท์สมาร์ทโฟน 94.1%
คอมพิวเตอร์ Notebook ทุกชนิด 47.6%
คอมพิวเตอร์ Notebook ส่วนตัว 43.2%
ทีวี 26.7% (อันนี้เซอร์ไพรส์นะ)
Tablet เช่น iPad 25.6%
คอมพิวเตอร์ Notebook ของบริษัท 17.8%
เครื่องเล่นเกม 7.5%
อุปกรณ์ Smart Home IoT 6.7% (อันนี้น่าสนใจมาก)
โทรศัพท์มือถือยุคเก่า Feature Phone 4.9%
ตอนนี้เรารู้แล้วว่า Trafiic website เรามาจากอุปกรณฺแบบไหน เรามาดูกันต่อที่ Source of Web Traffic ไทยกันดีกว่าครับว่ามาจากมือถือเป็นสัดส่วนเท่าไหร่
7. โทรศัพท์มือถือครองอันดับ 1 ส่งคนเข้าเว็บมากที่สุดถึง 68% ในปี 2023
แม้จะเป็นที่คาดเดากันได้ว่าโทรศัพท์มือถือจะต้องเป็นอุปกรณ์ที่ส่ง Web Traffic ส่งคนเข้าเว็ปมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ก็อย่าชะล่าใจไปครับ เพราะถ้าดูภาพเปรียบเทียบย้อนหลังไปไม่กี่ปีก่อนจะเห็นว่าในช่วงปี 2019 โทรศัพท์มือถือไม่ได้ส่งคนเข้าเว็บเยอะมากอย่างที่คิดเสมอไป
เหมือนประเทศไทยเราจะมีช่วงการเข้าเว็บผ่านโทรศัพท์มืออถือดรอปลงตั้งแต่ปลายปี 2018 ไปจนถึง 2021 แต่ทราฟฟิคจากโทรศัพท์มือถือเพิ่งจะขยับมาเยอะเหมือนเดิมเอาก็ตอนเดือนพฤศจิกายน 2022 นี้เอง ในฐานะคนทำเว็บบอกได้เลยว่า Purpose ของการใช้คอมพิวเตอร์กับมือถือในการเข้าเว็บนั้นต่างกันมาก
เพราะถ้าคนเข้าผ่านคอมนั้นเขาสะดวกในการอ่านเนื้อหาเยอะๆ แน่นๆ เป็นเวลานานๆ เพราะเค้าตั้งใจในการหาข้อมูลอะไรบางอย่างที่จริงจัง ส่วนการเข้าผ่านมือถือนั้นก็มีความจริงจังเหมือนกัน แต่อาจไม่สะดวกในการอ่านอะไรนานๆ สักเท่าไหร่ วิธีการทำคอนเทนต์ก็ต้องปรับรูปแบบกันออกไป
แอบแชร์ Data Insight เล็กน้อย รู้ไหมครับว่า Conversion Rate ของคอมพิวเตอร์นั้นสูงกว่าโทรศัพท์มือถือมาก ดังนั้นถ้ามีลูกค้าเข้าเว็บเราผ่านคอมพิวเตอร์ บอกให้รู้เลยว่าโอกาสปิดการขายของคุณสูงกว่าคนที่เข้าผ่านมือถือเยอะนัก
ดังนั้นอย่าพลาดเรื่องง่ายๆ ปิดการขายให้ได้โดยปรับ Contextual Marketing ให้เข้ากับ Device ด้วยครับ
8. Google Chrome ครองอันดับ 1 Share web traffic ไทยเหมือนเดิม ที่เพิ่มเติมคือได้สัดส่วนแชร์เพิ่มขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า Google Chrome ครองอันดับ 1 ของ Web Browser ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลกมาหลายปีจนจำไม่ได้แล้ว และในไทยก็คงเป็นไปตามนั้น แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือปีนี้ได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอีก 2.6% ไปอยู่ที่ 73.71% อันดับสองคือ Safari ได้ส่วนแบ่ง 18.51% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2%
ส่วนอันดับ 3 กลับเป็น Samsung Internet น่าสนใจตรงได้ส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.7% ปีนี้ได้ Share Web Traffic อยู่ที่ 2.89%
แต่ที่ตกลงอย่างน่าตกใจคืออันดับ 4 และ 5 นั่นก็คือ Microsoft Edge ได้ส่วนแบ่งแชร์ Web Traffic ของคนไทยไปแค่ 2.55% ลดลงจากปีก่อนถึง 18% ทางด้าน Firefox เองก็เหลือส่วนแบ่งแค่ 1.09% ลดลงจากปีก่อนถึง 51.3%
ความน่ายินดีคือไม่มี Microsoft Explorer อีกต่อไป ต่อไปนี้เวลาหน่วยงานภาครัฐจัดจ้างให้ทำเว็บ เลิกเขียน Browser ตัวนี้ลงไปใน TOR ได้แล้วนะครับ
9. 20 เว็บไซต์ที่คนไทยเข้าเยอะที่สุดในปี 2023
มาสำรวจ 20 เว็บไซต์ที่คนไทยเข้าเยอะที่สุดถึงต้นปี 2023 กันครับ ซึ่งเป็นข้อมูลจากสองสำนักดัง SEMRush กับ Similarweb
YouTube 1,250 ล้านครั้ง
Google 652 ล้านครั้ง
Facebook 139 ล้านครั้ง
XVIDEO.com 85.2 ล้านครั้ง (18+)
Spankbang.com 83.7 ล้านครั้ง (18+)
Twitter 51.8 ล้านครั้ง
Lazada 48.2 ล้านครั้ง
Pantip 41.6 ล้านครั้ง
Hentaithai.com 39.7 ล้านครั้ง (18+)
Shopee 38.1 ล้านครั้ง
Google.co.th 37.8 ล้านครั้ง
Miku-Doujin.com 33.8 ล้านครั้ง (18+)
XNXX.com 33.3 ล้านครั้ง (18+)
Javmost.com 32.3 ล้านครั้ง (18+)
MissAV.com 29.9 ล้านครั้ง (18+)
PornHub 28.5 ล้านครั้ง (18+)
Wikipedia 28.1 ล้านครั้ง
Javhdporn.net 27.5 ล้านครั้ง (18+)
Nekopost.net 26.6 ล้านครั้ง
Line.me 24.8 ล้านครั้ง
สรุปได้ว่า 9 ใน 20 ของเว็บยอดนิยมที่คนไทยเข้าเยอะที่สุดเป็นเว็บ 18+ หรือภาษาชาวบ้านเรียกเว็บโป๊ครับ ลองมาดูข้อมูลจากฝั่ง Similarweb กันดูบ้างว่าเว็บ 18+ จะติดอันดับ Top 20 กี่เว็บ
Google.com 899 ล้านครั้ง
YouTube 502 ล้านครั้ง
Facebook 415 ล้านครั้ง
Twitter 128 ล้านครั้ง
Line.me 104 ล้านครั้ง
Google.co.th 93.6 ล้านครั้ง
Pgiazz.com (เว็บพนันออนไลน์) 67.6 ล้านครั้ง มีคนเข้ากว่า 2.64 ล้านคน ใช้เวลาแต่ละครั้งนานกว่า 7 นาที 44 วินาที เข้ามาทีกดไป 8.1 หน้า ไม่รู้นะครับว่าสูบเงินจากคนไทยไปได้เท่าไหร่ แล้วเจ้าของเว็บเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่
Shopee 59.3 ล้านครั้ง
Sanook 58.6 ล้านครั้ง
Pantip 56.3 ล้านครั้ง
XVIDEO.com 45.5 ล้านครั้ง (18+)
TrueID.net 41.9 ล้านครั้ง
XNXX.com 40 ล้านครั้ง (18+)
Lazada 39.4 ล้านครั้ง
Instagram 38.2 ล้านครั้ง
Kapook 35 ล้านครั้ง
Thairath 33.2 ล้านครั้ง
Wikipedia 27.8 ล้านครั้ง
Netflix 25.8 ล้านครั้ง
Live.com 25.7 ล้านครั้ง
ข้อมูลจากทาง Similarweb ดูเหมือนจะช่วยกู้หน้าคนไทยได้หน่อยครับ มีเว็บ 18+ ติดมาแค่สองเว็บ แต่ที่น่าเศร้าคือมีเว็บพนันติดมา 1 เว็บ และติดถึงอันดับ 7 ด้วยครับ
10. Google ยังคงครองอันดับ 1 Search Engine ของไทยต่อไป
ข้อมูลหน้านี้ดูไม่น่ามีอะไรแปลกใจ เพราะ Google ครองอันดับ 1 Search Enginge ของคนไทยและทั่วโลกมายาวนานมาก ซึ่งในปีล่าสุดคนไทยก็ใช้ Google ในการค้นหาข้อมูลเป็นสัดส่วนกว่า 98.92% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนอีก 0.6% เป็นผลลัพธ์ที่เดาได้ทุกปี
Bing อันดับสองเองกลับได้ส่วนแบ่งการใช้งานไปแค่ 0.57 เท่านั้นในปีล่าสุด แต่เราต้องจับตาดู Bing หลังจากนี้ปีว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นบ้างไหม เพราะล่าสุด Microsoft ได้ทำการเข้าลงทุนใน ChatGPT ของ Open.ai แล้วก็เอามาผนวกกับ Bing Search Engine ของ Microsoft แล้ว ไม่แน่ปีหน้าสัดส่วนของ Bing อาจขยายขึ้นจนเรามองข้ามไม่ได้อีกต่อไปก็ได้ครับ
11. 20 คำค้นหายอดนิยมของคนไทยในปี 2023 คำว่า 888 ติดอันดับเข้ามาด้วยปีนี้
น่าสนใจตรงคำว่า 888 ติดอันดับใน 20 คำค้นหายอดนิยมของคนไทยในปี 2023 ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางสังคมไทยกับเว็บพนันออนไลน์ และยิ่งเมื่อดูจากกลุ่มคำที่เกี่ยวข้องกับ “บอล” เยอะมากจนทำให้คำที่เกี่ยวกับ “เพลง” หายไปหมดจากหน้าแรก อาจสะท้อนถึงการเล่นพนันออนไลน์ที่เกี่ยวกับฟุตบอลของคนไทย ที่ดูจะกระจายไปไกลกว่าที่เราคิด
แต่ยังดีตรงที่คำค้นหาอันดับหนึ่งคือคำว่า “แปล” ก็สะท้อนถึงบริบทของคนที่ต้องการแปลภาษาอังกฤษ หรือภาษาชาติอื่นเพื่อต้องการจะเข้าใจในเรื่องนั้นมากขึ้น ส่วนคำว่า “หนัง” ก็ยังคงติดในอันดับที่ 2 และ 16
ดูเป็นห่วงสังคมไทยเหมือนกันนะครับ ดูธุรกิจ 888 จะไปได้สวยในบ้านเรา ไม่รู้เจ้าหน้าที่รัฐอย่างตำรวจทำอะไรกันอยู่ อ้อ เห็นในข่าวก็เป็นเจ้าของเว็บเสียเองไม่น้อย
12. คนไทยกว่า 1 ใน 3 เสิร์จหาข้อมูลด้วยภาพในปี 2023
คนไทยใช้การถ่ายรูป หรือการอัพโหลดรูปภาพเพื่อหาข้อมูลแทนการพิมพ์ในปีนี้อยู่ที่ 34.8% หรือจะตีตัวเลขกลมๆ เป็น 1 ใน 3 ก็ได้ครับ ส่วนที่ใช้การพูดกับ Siri หรือ Google ในการค้นหาข้อมูล ก็มีมากถึง 18.4% ส่วนการใช้เครื่องมือแปลภาษาออนไลน์ก็สูงถึง 41.8% และใช้โซเชียลมีเดียเพื่อหาข้อมูลสินค้าหรือแบรนด์ที่ตัวเองสนใจก็มากถึง 45.5% ครับ
นั่นหมายความว่าการทำ Voice Search Optimization นั้นมีความสำคัญสำหรับนักการตลาดดิจิทัลบ้านเราแล้ว
13. 10 Video Content คนไทยชอบดูคลิปวิดีโอออนไลน์แบบไหนในปี 2023
เมื่อวิดีโอคอนเทนต์กลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่คนไทยชอบดูออนไลน์หรือผ่านเน็ตกันเยอะมาก งั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าคนไทยชอบดูคลิปวิดีโอออนไลน์แบบไหนกัน
วิดีโอทุกชนิด 94.3%
เพลง 56%
ตลก 42.1%
เกม 33.1%
Live Streaming 30.9% (อย่าลืมดู การตลาดสัปดาห์ละตอน และ The Next Level ด้วยนะ)
รีวิวสินค้า 29.6%
กีฬา 27.8%
วิดีโอ How-To 21.2%
การเรียนรู้ออนไลน์ และ Influencer 20.9% เท่ากัน
มีคอนเทนต์วิดีโอประเภทไหนบ้างที่เหมาะกับสินค้าหรือบริการของคุณจะเข้าไปทำในปีนี้ครับ และที่น่าสนใจคือการดูวิดีโอคอนเทนต์ทุกประเภทนั้นลดลงจากปีก่อน มีแต่การดูวิดีโอแบบ Vlog จาก Influencer เท่านั้นที่เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 6.1%
14. Insight TV Streaming การดูทีวีออนไลน์ของคนไทย 2023
การดูทีวีออนไลน์ของคนไทยวันนี้ไปไกลมาก เพราะกว่า 95.4% ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้นล้วนดูทีวีออนไลน์กันทั้งนั้น คิดเป็นสัดส่วน 97.3% ของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด และในแต่ละวันก็ใช้เวลาดูทีวีออนไลน์ไปกว่า 1 ชั่วโมง 44 นาที คิดเป็นสัดส่วนเวลา 49.3% หรือเกือบครึ่งหนึ่งของการดูทีวีทั้งหมดครับ
ไม่รู้ว่าคนดูทีวีทางออนไลน์เยอะขึ้นแบบนี้ การวัด TV Rating แบบเดิมจะยังแม่นยำอยู่หรือเปล่า
15. Insight การฟังเพลงออนไลน์ของคนไทย 2023
36.9% คนไทยฟังเพลงออนไลน์หรือที่เรียกว่า Music Streaming
20.8% นั้นฟังวิทยุทางออนไลน์
21.8% ยังคงฟัง Podcasts อยู่ และเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 14.1% ด้วย
17% ฟัง Audio Book หรือหนังสือเสียง ว่าแล้วหนังสือของการตลาดวันละตอนก็มี Audio Book ออกมาแล้วนะครับ ไปเสิร์จหาฟังกันได้หละ
16. Insight คนไทยเล่นเกมออนไลน์อย่างไร 2023
จากจข้อมูลล่าสุดตั้งแต่ปีก่อนๆ บอกให้รู้ว่าคนไทยนั้นเล่นเกมออนไลน์เยอะมาก อย่างปีนี้ก็ยังมากถึง 93% ของคนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ตนั้นเล่นเกมออนไลน์ (ผมเป็นแค่ 7% ที่เหลือครับ) เรามาดูกันดีกว่าว่าคนไทยเล่นเกมออนไลน์อย่างไร และใช้อะไรในการเล่นเกมครับ
86.7% เล่นเกมด้วยโทรศัพท์มือถือ
28.8% เล่นเกมด้วยคอมพิวเตอร์
18.6% ใช้ Tablet หรือ iPad ในการเล่นเกม (คิดถึงเด็กๆ เวลาพ่อแม่ให้กินข้าวเลยต้องเล่นเกมไปด้วย)
15.9% เล่นด้วยเครื่องเล่นเกมมันจริงๆ จังๆ
10.4% ใช้เครื่องเล่นเกมพกพา
8.8% ใช้ VR ในการเล่นเกม
6.3% ใช้อุปกรณ์ Streaming ในการเล่นเกม
17. Insight ตลาดบ้านอัจฉริยะ Smart Home หรืออุปกรณ์ IoT ภายในบ้านคนไทย 2023
จากการเติบโตของอุปกรณ์ประเภท Smart Home IoT ดูเป็นที่น่าสนใจอย่างมากในปีนี้ ท่ามกลางอุปกรณ์อื่นๆ ล้วนยอดหดมีสัดส่วนลดลง งั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่ามีอะไรของ IoT ที่ขายดีขึ้นอย่างมากในปีที่ผ่านมา
2.92 ล้านคือจำนวนบ้านคนไทยที่มีเจ้าอุปกรณ์ Smart Home IoT เหล่านี้ แบบที่บ้านผมมีหุ่นยนต์ดูฝุ่นของ Roborock มากถึง 3 เครื่องในบ้านหลังเดียว ซึ่งเพิ่มขึ้น 11.9% จากปีก่อน หรือคิดเป็นจำนวนกว่า 311,000 หลัง บ้านคนไทยนี้แอบล้ำกว่าที่คิดนะครับ
ทำให้มูลค่าตลาดบ้านอัจฉริยะ Smart Home IoT ในบ้านเรานั้นโตกว่า 149.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 5,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 34.4% โตขึ้นกว่า 1 ใน 3
ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เป็น Smart Home IoT ก็มีมูลค่าถึง 73.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 2,500 ล้านบาท ครองส่วนแบ่งของตลาดไปถึง 50% ก็ว่าได้ ตามมาด้วยสินค้าประเภทควบคุมอุปกรณ์ภายในบ้านอีกที มีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 22.13 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสินค้าหมวดหมู่นี้นั้นมีการเติบโตมากที่สุดจากปีที่ผ่านมา เพราะโตกว่า 50.9% ครับ
ตามมาติดๆ กับอุปกรณ์ความปลอดภัยอิจฉริยะภายในบ้าน 21.20 ล้านดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 750-700 ล้านบาท
อันดับที่ 4 เป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงหรือความบันเทิงภายในบ้าน ที่มีมูลค่าตลาด 17.18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วก็เป็นอุปกรณ์ IoT ประเภทช่วยบริหารจัดการพลังงาน เพราะปีที่ผ่านมาค่าไฟบ้านเราแพงเหลือเกิน อย่างบ้านผมเองก็ติดแผง Solar cell ไว้ลดค่าไฟบนหลังคา ซึ่งตลาดนี้มีมูลค่ากว่า 9.22 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยก็สามสิบกว่าล้านบาท
และปิดท้ายด้วยอันดับที่ 6 กับอุปกรณ์ Smart Home IoT ประเภทหลอดไฟต่างๆ ภายในบ้าน มีมูลค่าตลาดถึง 6.42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็กว่า 220 ล้านบาทครับ
แล้วเมื่อดูดาต้าอีกมิติ ในแง่ของราคาที่คนไทยยอมจ่ายให้กับอุปกรณ์ Smart Home IoT ต่อชิ้นพบว่าเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20% ไปอยู่ที่ 51.19 ดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 1,700 บาทต่อหลัง แต่กลับไปกระจุกอยู่ที่สินค้าอย่างเครื่องใช้ไฟไฟ้าที่เป็น IoT มากถึง 84.33% นั่นหมายความว่ามัน Range ที่กว้างมากครับ
ส่วนสินค้า Smart Home IoT อย่างตัวควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ อีกทีก็มีการใช้จ่ายที่ราคา 24.42 ดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 830 กว่าบาท ตามมาด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ฟังเพลงหรือเพื่อความบันเทิง 12.93 ดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 440 บาท ต่อด้วยสินค้าประเภทเพื่อความปลอดภัย ได้เงินคนไทยในปีก่อนไป 11.35 ดอลลาร์ ก็ราวๆ 380 บาท
สองชนิดสุดท้ายคือสินค้าที่ช่วยประหยัดพลังงาน ได้เงินคนไทยไป 8.18 ดอลลาร์ ตีเป็นเงินไทยราว 280 บาท กับอุปกรณ์ให้ความสว่างหรือหลอดไฟ IoT คนไทยใช้เงินกับสิ่งนี้ไป 4.7 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 160 บาทครับ
ดูอุปกรณ์ที่มีการใช้เงินเยอะขึ้นจากปีก่อนมากเป็นพิเศษจะมีตัวควบคุมอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน เช่น Alexa, Google Mini แบบนี้เป็นต้น กับประเภทประหยัดพลังงานและหลอดไฟ ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 12.5-12.8% ครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับตลาดบ้านอัจฉริยะ Smart Home IoT บ้านเรา ดูมีอนาคตสดใส ยังสามารถเติบโตได้อีกมาก รีบเข้าไปคว้าโอกาสกันนะครับ
18. PDPA Insight ความกังวลเรื่อง Privacy ของคนไทย 2023
ดูเหมือนว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยจะใส่ใจเรื่อง Privacy และ Fake News มากอย่างเห็นได้ชัด เรามาดู Insight เรื่อง Privacy หรือ PDPA ของคนไทยกันดีกว่าครับว่าพวกเขากล้าแชร์ข้อมูลอะไรบ้าง และพวกเขากังวลการถูกติดตามเก็บดาต้ามากขนาดไหน
22.4% กล้าแชร์ข้อมูลสุขภาพ หรือลงพวกแอป Tracking นับก้าวเดิน (ถือว่าน้อยนะครับ)
22.9% ไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองเป็นใครเมื่อออนไลน์
27.3% กังวลว่าบริษัทต่างๆ จะเอา Personal Data ของตัวเองไปทำอะไรไม่ดีหรือไม่ถูกต้อง
41.2% กดปฏิเสธ Web Cookies (เว็บการตลาดวันละตอนมีคนกดรับ All Cookies มากถึง 95%+ ครับ เพื่อนๆ ใจดีจัง)
62.5% ใส่ใจเรื่อง Fake News ไม่ได้เชื่อทุกสิ่งที่อ่านเสมอไป แถมยังตั้งคำถามกลับด้วยว่ามันจริงไหม
เห็นแบบนี้แล้วก็น่าภูมิใจกับคนไทย ที่ใส่ใจเรื่อง Privacy เป็นอย่างดีครับ
ภาพรวมของ 18 Thai Digital Behavior Stat & Insight 2023
ผ่านไปแล้วกับภาพรวมของ 18 หัวข้อหลักของ Thai Digital Behavior Stat & Insight 2023 จากรายงาน Digital Report ของ We Are Social เป็นอย่างไรกันบ้างครับ
คนไทย 61 ล้านคนมีอินเทอร์เน็ตใช้
เทรนด์ธุรกิจเพื่อวัยกลางคนไปจนถึงสูงวัยกำลังมาในบ้านเรา
Smart Watch และ VR โตมาก ที่เหลือลดหมดแม้แต่โทรศัพท์มือถือ
คนไทยออนไลน์น้อยลง 1 ชั่วโมง!!
15 เหตุผลที่คนไทยออนไลน์ 2023
10 อุปกรณ์ที่คนไทยใช้ต่ออินเทอร์เน็ต พร้อมสัดส่วนการใช้งาน
คนไทยเข้าเว็บผ่านมือถือ 68% เพิ่มขึ้นจากที่เคยลดลงเหลือ 47.5%
Google Chrome ยังคงครอง Web Browser อันดับหนึ่งของคนไทยและชาวโลก
9 ใน 20 เว็บไซต์ที่คนไทยเข้ามากที่สุดคือเว็บโป๊ 18+ ข้อมูลจาก SEMRush
อันดับ 7 เว็บไซต์ที่คนไทยเข้ามากที่สุดจาก 20 คือเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลจาก Similarweb
คำว่า 888 ติดหนึ่งในคำที่คนไทยค้นหามากที่สุดในปี 2022-2023
1 ใน 3 ของคนไทยใช้ภาพในการหาข้อมูล
Insight การดูวิดีโอคอนเทนต์ของคนไทย คลิป Influencer มาแรง
95.4% ของคนไทยที่ออนไลน์ดูทีวีทางออนไลน์แทนทีวีเดิม
คนไทยฟัง Podcasts เยอะขึ้น 14.1%
คนไทย 93% เล่นเกมออนไลน์
บ้านเรือนเกือบ 3,000,000 หลังในไทยใช้อุปกรณ์ Smart Home IoT
คนไทยใช้เงินกับอุปกรณ์ Smart Home IoT เพิ่มขึ้น 10.4% จากปีก่อน
41.2% ของคนไทยไม่กดรับ Web Cookies
และนี่ก็เป็น 18 Thai Digital Behavior Stat & Insight 2023 จากรายงานของ We Are Social นักการตลาดคนไหนต้องการข้อมูลพฤติกรรมการออนไลน์ของคนไทยปี 2566 ไปอัพเดทแผนการตลาดหรือกลยุทธ์ธุรกิจของตัวเองกัน ก็สามารถกดเข้าไปดาว์น์โหลดที่ลิงก์ด้านล่างต่อได้เลยครับ
ในบทความ Thai Digital Behavior Stat & Insight 2023 ตอนหน้าเราจะมาเจาะลึกในส่วนของ Social Media Behavior พฤติกรรมการโซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคมออนไลน์ของคนไทยแบบเจาะลึกกันต่อครับ
Source: https://datareportal.com/reports/digital-2023-thailand