6 Consumer Insights 2026 จาก CMMU เมื่อผู้บริโภคไทยเข้าสู่ยุค SmartSumer “คิดก่อนซื้อ” ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล

ถ้าช่วงนี้ใครรู้สึกว่า “ซื้อของยากขึ้น” ไม่ใช่เพราะเงินน้อยลงอย่างเดียวแต่อาจเป็นเพราะเราคิดมากขึ้นค่ะ เบลล์เองก็เป็นหนึ่งในนั้นนะคะที่ก่อนจะซื้ออะไรสักอย่างก็ต้องเปิดดูรีวิวเทียบราคาหรือบางครั้งก็ลองถาม AI ก่อนตัดสินใจ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่แค่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นส่วนตัวแต่กำลังเกิดขึ้นกับคนทั้งประเทศ ผลวิจัย Consumer Insights 2026 จาก CMMU ระบุว่า กว่า 90% ของผู้บริโภคไทยในทุกเจเนอเรชัน กำลังเปลี่ยนไปสู่การ “คิดก่อนซื้อ” อย่างชัดเจน ภายใต้แรงกดดันจากค่าครองชีพ รายได้ และเศรษฐกิจที่ผันผวน ผู้บริโภคไทยไม่ได้แค่ประหยัดขึ้นแต่กำลัง “ตัดสินใจอย่างมีระบบมากขึ้น” และนี่คือจุดเริ่มต้นของยุคที่เรียกว่า SmartSumer จากวิจัยของ CMMU ค่ะ

คำว่า SmartSumer ไม่ได้หมายถึงแค่คนที่เก่งเทคโนโลยีหรือใช้เครื่องมือดิจิทัลเป็นเท่านั้นค่ะ แต่หมายถึงผู้บริโภคที่ “คิด วิเคราะห์ และเลือก” อย่างมีเหตุผลก่อนใช้เงินในทุกการตัดสินใจ สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ จากเดิมที่ผู้คนมักมองหาสินค้าที่ราคาถูกที่สุดกลายมาเป็นการมองหา “ความคุ้มค่า (Value for Money)” ที่ครอบคลุมมากกว่าแค่ตัวเลขบนป้ายราคา

SmartSumer CMMU

เพราะความคุ้มค่าในมุมของผู้บริโภคยุคนี้รวมไปถึงคุณภาพสินค้า อายุการใช้งาน ประโยชน์จริงในการใช้งาน ไปจนถึงความรู้สึกหลังการซื้อว่า “ตัดสินใจไม่พลาด” หรือ “ไม่เสียดายเงิน” เบลล์มองว่าจุดเปลี่ยนนี้สำคัญมากค่ะเพราะมันทำให้เกมการตลาดเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงจากเดิมที่แบรนด์แข่งขันกันที่ใครราคาถูกกว่ากลายเป็นทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่ามากกว่าได้จริง

2. Think Before You Buy คนไทยทุกเจนเข้าสู่ยุค “คิดก่อนซื้อ” อย่างเป็นระบบ

หนึ่งในอินไซต์จากงานวิจัยนี้เผยว่าผู้บริโภคไทยถึง 90–97% ในทุกช่วงวัย มีพฤติกรรม “คิดก่อนซื้อ” อย่างจริงจังค่ะ โดยครอบคลุมครบทุกเจเนอเรชัน ได้แก่ Baby Boomer, Gen X, Gen Y และ Gen Z สะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่พฤติกรรมเฉพาะของคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภาพรวมของทั้งสังคมผู้บริโภคไทย

ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้หมายถึงแค่การคิดเยอะขึ้นเพียงเท่านั้นค่ะ แต่คือการ “คิดอย่างมีระบบ” มากขึ้น โดยผู้บริโภคจะผ่านกระบวนการตั้งแต่การค้นหาข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก ประเมินความคุ้มค่า ไปจนถึงรอจังหวะที่เหมาะสมก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งสะท้อนผ่าน 5 มิติหลัก ได้แก่

  1. Search & Compare การค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูล
  2. Maximize Value การเลือกสิ่งที่คุ้มค่าที่สุด
  3. Authentic Demand การซื้อเมื่อจำเป็นจริง
  4. Risk Reduction การลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ
  5. Timing & Patience การรอจังหวะและความอดทนในการซื้อ

โดยในรายละเอียดพบว่า Gen X เป็นกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับการคิดก่อนซื้อสูงที่สุด ขณะที่ Gen Z แม้จะดูตัดสินใจเร็วกว่า แต่ถึง 62% ให้ความสำคัญกับ “จังหวะราคาและโปรโมชัน” ซึ่งสะท้อนว่าทุกเจนมี “วิธีคิด” ที่รอบคอบเหมือนกัน เพียงแต่แสดงออกต่างกัน เบลล์มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดที่แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการซื้อแบบฉับไวลดลง และแทนที่ด้วยการตัดสินใจที่ผ่านการคิด วิเคราะห์ และรอเวลาที่เหมาะสมมากขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ

3. AI as a Shopping Assistant เมื่อคนไทยใช้ AI เป็น “ผู้ช่วยตัดสินใจซื้อ”

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญของผู้บริโภคไทยในปี 2026 คือการที่ AI ก้าวเข้ามามีบทบาทในทุกขั้นตอนของการตัดสินใจซื้อค่ะ โดยงานวิจัยระบุว่า กว่า 71% ของผู้บริโภคไทยใช้ AI เป็นเครื่องมือหลักในการหาข้อมูลสินค้า และช่วยตัดสินใจ แซงหน้าพฤติกรรมการค้นหาผ่านแพลตฟอร์มแบบเดิมอย่างเห็นได้ชัดเลยค่ะ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z ที่มีอัตราการใช้ AI สูงถึง 99% และ Gen Y ที่ 96% ซึ่งสะท้อนว่า AI ไม่ได้เป็นแค่เทคโนโลยีทางเลือกอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ผู้ช่วยส่วนตัว” ของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน

SmartSumer CMMU

ผู้บริโภคใช้ AI ในหลากหลายรูปแบบตั้งแต่การค้นหาข้อมูลสินค้า สรุปรีวิวจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเทียบราคา ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า ไปจนถึงการช่วยประเมินความคุ้มค่าในภาพรวม โดยในบางหมวดสินค้า เช่น Beauty & Personal Care ยังพบว่ามากกว่า 30% ของผู้บริโภคใช้ AI มากกว่า 1 ระบบ เพื่อวิเคราะห์ส่วนผสมและข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง

พฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่ข้อมูลแต่ต้องการ “การตีความข้อมูล” เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น เบลล์มองว่าจากเดิมที่แบรนด์แข่งขันกันในพื้นที่สื่อ ตอนนี้กำลังขยับไปสู่การแข่งขันในพื้นที่ “ข้อมูลที่ AI มองเห็นและนำไปใช้ได้” มากขึ้นอย่างชัดเจนค่ะ

4. Trust Hierarchy เมื่อความเชื่อถือย้ายจากแบรนด์สู่ “ผู้ใช้จริง”

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่เกิดขึ้นพร้อมกับยุค SmartSumer คือ “ลำดับความน่าเชื่อถือ” ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนค่ะ งานวิจัยชี้ว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อในวันนี้ไม่ใช่การสื่อสารจากแบรนด์อีกต่อไป แต่คือ รีวิวจากผู้ใช้จริงและประสบการณ์ตรง ซึ่งกลายเป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจมากที่สุด โดยเฉพาะในหมวด Beauty & Personal Care ที่พบว่า 72–86% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ “คุณภาพและผลลัพธ์จริง” มากกว่าภาพลักษณ์ของแบรนด์

SmartSumer CMMU

ขณะเดียวกันคอนเทนต์ออนไลน์ที่สะท้อนประสบการณ์ใช้งานจริง เช่น รีวิวแบบลองใช้จริง หรือการเปรียบเทียบสินค้า ก็มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตรงกันข้ามกับโฆษณาจากแบรนด์ที่มีอิทธิพลลดลงอย่างเห็นได้ชัดค่ะ พฤติกรรมนี้สะท้อนว่าในยุคที่ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการ “ข้อมูลเพิ่ม” แต่ต้องการ “ข้อมูลที่เชื่อถือได้” มากกว่า เบลล์มองว่านี่คือจุดเปลี่ยนของเกมการสื่อสาร เพราะแบรนด์ไม่สามารถเป็นผู้เล่าเรื่องเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัย “เสียงของผู้ใช้จริง” มาเป็นตัวช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว

5. Price-Based Decision พฤติกรรมการซื้อที่เปลี่ยนตามราคา

ผู้บริโภคในยุค SmartSumer ไม่ได้ใช้วิธีคิดแบบเดียวกันกับทุกสินค้าอีกต่อไปค่ะ แต่จะปรับระดับการตัดสินใจตาม “ราคาสินค้า” อย่างชัดเจน โดยงานวิจัยพบว่าถ้าสินค้าราคาต่ำกว่า 1,000 บาท ผู้บริโภคยังคงตัดสินใจค่อนข้างเร็วและใช้อารมณ์เป็นหลัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงราคา 1,000–10,000 บาท จะเริ่มมีการเปรียบเทียบคุณภาพ อ่านรีวิว และพิจารณาทางเลือกมากขึ้น ขณะที่สินค้าราคาเกิน 10,000 บาท ผู้บริโภคจะใช้เวลาค้นหาข้อมูลยาวนานถึง 1–3 เดือน และในสินค้าระดับมากกว่า 100,000 บาท จะมีการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจซื้ออย่างจริงจัง

ขอบคุณรูปภาพจาก Shutterstock Prompt: A conceptual illustration of modern consumer decision-making based on price tiers, showing a progression from impulsive buying to deep research. Visualize 4 stages: low price (quick emotional decision), mid price (comparison and reviews), high price (research and analysis), and premium (expert consultation). Include elements like smartphone with AI assistant, charts, product comparisons, reviews, and thoughtful consumer. Clean, modern, editorial style, soft lighting, minimal color palette, marketing article illustration, high resolution

โดยเฉพาะในหมวด Home & Appliances ที่สะท้อนพฤติกรรมนี้ได้ชัดที่สุด เพราะมีถึง 85.5% ของผู้บริโภคค้นหาข้อมูลก่อนซื้อ และ 90–97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก พร้อมใช้เวลาตัดสินใจเฉลี่ย 1–4 สัปดาห์ ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่ายิ่งสินค้ามีมูลค่าสูงและมีความเสี่ยงมาก ผู้บริโภคก็ยิ่งใช้เวลา “คิด วิเคราะห์ และมั่นใจ” มากขึ้นก่อนตัดสินใจอย่างชัดเจนค่ะ

6. Category-Driven Behavior พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปตามประเภทสินค้า

แม้ภาพรวมของผู้บริโภคจะมุ่งสู่ความเป็น SmartSumer แต่ในรายละเอียดกลับพบว่าพฤติกรรมการตัดสินใจแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละหมวดสินค้าค่ะ โดยสามารถสรุปเป็นรายหมวดได้ดังนี้

SmartSumer CMMU

Technology & Gadgets ผู้บริโภคถึง 90% เชื่อถือ AI ในการค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลสินค้า และใช้เวลาตัดสินใจเฉลี่ย 1–4 สัปดาห์ สะท้อนพฤติกรรมการซื้อที่เน้นข้อมูลและเหตุผลอย่างชัดเจน

Beauty & Personal Care ผู้บริโภคกว่า 72–86% เริ่มให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลลัพธ์จริงมากขึ้น และกว่า 30% พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผลิตภัณฑ์ สะท้อนการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมากกว่าภาพลักษณ์

SmartSumer CMMU

Fashion แม้การตัดสินใจยังมาจาก “ความอยากได้” เป็นหลัก แต่ผู้บริโภคเริ่มใช้ AI เป็นแหล่งค้นหาข้อมูลแทนโซเชียลมีเดียบางส่วน แสดงให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรม

Home & Appliances เป็นหมวดที่ใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด โดยมีถึง 85.5% ค้นหาข้อมูลก่อนซื้อและ 90–97% ศึกษาข้อมูลเชิงลึก ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ Video Review และ Demo เพื่อสร้างความเข้าใจก่อนซื้อ สะท้อนความต้องการความมั่นใจในสินค้าที่มีมูลค่าสูง

SmartSumer CMMU

FMCG เป็นหมวดที่มีความไวต่อราคาสูง โดยหากราคาปรับขึ้นเพียง 11–20% ผู้บริโภคก็พร้อมเปลี่ยนแบรนด์ทันที สะท้อนการแข่งขันที่ยังคงยึดโยงกับราคาและโปรโมชันอย่างเข้มข้น

สรุป 6 Consumer Insights 2026 จาก CMMU เมื่อผู้บริโภคไทยเข้าสู่ยุค SmartSumer “คิดก่อนซื้อ” ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล

จากภาพรวมทั้งหมดของพฤติกรรมผู้บริโภคในยุค SmartSumer จะเห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่แค่การที่คนระวังการใช้เงินมากขึ้นแต่คือการเปลี่ยนไปสู่การ “ตัดสินใจอย่างมีระบบ” โดยมีข้อมูลและ AI เป็นตัวช่วยสำคัญค่ะ ผู้บริโภคไม่ได้ซื้อเพราะอยากได้ทันที แต่จะค้นหา เปรียบเทียบ และรอจังหวะที่เหมาะสมก่อนเสมอ ดังนั้นแบรนด์จะต้องออกแบบการสื่อสารและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ซึ่งสามารถสรุปเป็นกลยุทธ์สำคัญที่แบรนด์ต้องปรับได้ดังนี้ค่ะ

  • AI-Ready Content ทำข้อมูลสินค้าให้ครบและมีโครงสร้างชัด เพื่อให้ AI สามารถค้นหา เปรียบเทียบ และแนะนำสินค้าได้ง่ายขึ้น
  • Sincerity Marketing สื่อสารอย่างโปร่งใส ใช้รีวิวจริงและข้อมูลเชิงลึก เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว
  • Value-Based Pricing โฟกัสความคุ้มค่าโดยรวม ไม่ใช่แค่ราคาถูก แต่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ซื้อแล้วคุ้มจริง”
  • Promotion Strategy ใช้โปรโมชันอย่างมีจังหวะ โดยเฉพาะส่วนลด 11–20% ที่กระตุ้นการตัดสินใจได้ดีที่สุด
  • Video Content สร้างคอนเทนต์รีวิวหรือ Demo ที่แสดงการใช้งานจริง เพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและมั่นใจก่อนซื้อ
  • Omni-Channel Experience เชื่อมทุกช่องทางให้ไร้รอยต่อ ใช้หน้าร้านเป็นพื้นที่ทดลอง และใช้ออนไลน์เป็นช่องทางปิดการขาย

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *