ในยุคที่สมาร์ทโฟน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนเรามากขึ้น ภาคีธุรกิจบางส่วนอาจได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่างเช่น แวดวงหนังสือ ทำให้แบรนด์ร้านหนังสือสัญชาติญี่ปุ่นชื่อดัง Kinokuniya ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านี้ด้วยจนก่อให้เกิดเป็น แคมเปญการตลาด ที่มีชื่อว่า Time To Read ขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอันน่าปวดหัวนี้
ผู้เขียนมองว่าแคมเปญนี้เป็นหนึ่งในแคมเปญจาก Cannes ที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังและมีแนวคิดในการแก้ไขปัญหาที่น่าสนใจ แถมยังเป็นการปรับใช้ Data มาทำเป็น Data Storytelling ให้คนเห็นภาพง่าย ๆ กระตุ้นความคิดและสร้างการรับรู้ได้ดีเป็นอย่างมาก
ท่านใดที่กังวลว่าธุรกิจของตัวเองกำลังประสบปัญหาการถูก Distrub จากปัจจัยต่าง ๆ หวังว่าแคมเปญ Time To Read ในบทความนี้จะจุดประกายไอเดีย เปิดโลกทัศน์ในการทำการตลาดนะคะ
Kinokuniya ผู้ค้าปลีกหนังสือสัญชาติญี่ปุ่นรายใหญ่ จึงไม่นิ่งดูดายต่อกระแสพฤติกรรมของคนสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างน่าใจหายนี้ จึงร่วมมือกับ Saatchi & Saatchi ME ในดูไบออกเป็น แคมเปญการตลาด ที่มีชื่อว่า Time To Read เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาสนใจในการอ่านหนังสือมากขึ้น
เพื่อดักทางเหตุผลที่คนมักชอบหยิบยกขึ้นมาอ้างเกี่ยวกับการอ่านหนังสืออย่าง ‘ไม่มีเวลาอ่าน’ แต่ Kinokuniya มีความเชื่อที่ว่า ‘Everyone has time to read’ จึงนำผู้นำ คนดังที่มีงานยุ่งอย่าง Mark Zuckerberg, Oprah Winfrey และ Bill Gates ต่างก็เป็นนักอ่านที่คลั่งไคล้เช่นกัน แบรนด์จึงสร้างโฆษณาสิ่งพิมพ์และโฆษณากลางแจ้งที่แสดงภาพคนเหล่านี้ด้วยใบหน้าของพวกเขาในหนังสือ
แคมเปญ Time To Read ได้รับรางวัล Grands Prix ในด้านกลยุทธ์เชิงสร้างสรรค์และสื่อในงาน Dubai Lynx Awards 2023 จากกรณีศึกษาของแคมเปญนี้ ร้านหนังสือมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้น 16% ซึ่งบรรลุเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 4% ถึง 4 เท่า
Time To Read ยังดึงผู้คนเข้ามาในร้านในช่วงหลายเดือนหลังรอมฎอน ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีอัตราการเข้าร้านต่ำ ทั้งยังสร้างปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วซึ่งเกินกว่าเป้าหมายปริมาณการขายที่ 12% แคมเปญนี้ยังช่วยเพิ่มการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมถึง 50% และเพิ่มปริมาณการค้นหาคำหลักและการรับรู้ถึงแบรนด์สำหรับ ‘Kinokuniya’ และ ‘หนังสือภาษาอาหรับ’
สรุป แคมเปญการตลาด Kinokuniya ส่งเสริมให้คนอ่านหนังสือจนคว้า Grands Prix
จะเห็นได้ว่าแคมเปญ Time To Read เป็นการผสมผสานหลักความคิดและทฤษฎีต่าง ๆ เข้ามาจนประกอบออกมาเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับใช้ Data, Authority principle of persuasion (ที่นำคนดังมีชื่อเสียงมาทำการโปรโมท เพื่อดึงดูดให้คนเห็นว่ายุ่งขนาดนี้ยังอ่านหนังสือ และมีการแนะนำหนังสือที่คนดังเหล่านี้อ่านเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหนังสือ)
และกลยุทธ์ของการวางพื้นที่สื่อก็ยังเป็นการปรับใช้ Guerrilla marketing น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ เป็นการปรับใช้ Data มาทำ Data Storytelling ได้อย่างชาญฉลาด คนเห็นปุ๊บเข้าใจได้เลยทันที
ใบเตย หรือเรียกว่าเตยก็ได้ค่ะ ทำ Data Research Insight เป็นอาชีพเสริม อาชีพหลักเลี้ยงแมว ทุกบทความเขียนออกมาด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจเพื่อหาเงินเลี้ยงแมวค่ะ😺🫶🏻