ถอด 4 กลยุทธ์ Monchhichi จากตุ๊กตายุค 70s สู่แฟชั่นไอคอนของ Gen Z

ช่วงนี้มีภาพหนึ่งที่เบลล์เห็นแล้วสะดุดใจอยู่บ่อย ๆ คือผู้ใหญ่ในวัยทำงานเดินเข้าร้านของเล่นด้วยสีหน้าจริงจัง เลือกของอย่างตั้งใจราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ ทั้งที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ ซึ่งภาพแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะกระแสของเล่นใหม่แปลกตา แต่เกิดจากการกลับมาของความทรงจำบางอย่างที่ผูกพันกับวัยเด็ก เคยสังเกตมั้ยคะว่า ช่วงปีสองปีที่ผ่านมา กระเป๋าของหลายคนไม่ได้มีแค่โลโก้แบรนด์ แต่มี “ตัวละคร” ห้อยอยู่เต็มไปหมด และหนึ่งในตัวละครที่โผล่ขึ้นมาบ่อยมากจนกลายเป็นกระแสระดับโลก ก็คือ Monchhichi ตุ๊กตาลิงหน้ากลมจากญี่ปุ่นที่มีอายุเกิน 50 ปีแล้ว คำถามคือแล้วอะไรทำให้แบรนด์เก่าแก่กลับมาฮิตได้อีกครั้ง วันนี้เบลล์อยากชวนคุยลึก ๆ ถึง กลยุทธ์ Monchichi

ความน่าสนใจคือ Monchichi สามารถเปลี่ยนความทรงจำให้กลายเป็นพลังทางธุรกิจได้จริง จากตุ๊กตาธรรมดา กลายเป็นสินค้าที่สร้างกระแสในโซเชียล มีคอมมูนิตี้ของนักสะสม และต่อยอดเป็นยอดขายที่จับต้องได้ แล้วแบรนด์วางกลยุทธ์อย่างไรถึงทำให้ของชิ้นเดิมกลับมามีคุณค่าในบริบทใหม่ของผู้ใหญ่ยุคนี้ ซึ่งเบลล์ต้องขอยอมรับตรง ๆ ว่าเป็นหนึ่งในคนที่แพ้ทางเจ้าน้องลิงตัวนี้มาก ทุกครั้งที่ไปญี่ปุ่น ถ้าไม่ได้แวะดู Monchichi จะรู้สึกเหมือนไปไม่ครบสูตร และหลายครั้งก็เผลอหิ้วกลับมาเต็มกระเป๋าแบบไม่ต้องมีเหตุผลอะไรมารองรับเลย และเบลล์คิดว่าทุกคนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ก็คงชื่นชอบน้องเหมือนกันใช่มั้ยคะ

Monchhichi เปิดตัวครั้งแรกในปี 1974 โดยบริษัท Sekiguchi Corporation ประเทศญี่ปุ่น คาแรกเตอร์ของน้องเป็นลิงขนฟูนุ่ม ดวงตากลมโต และจุกนมในปาก ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นจำได้ทันที แบรนด์ได้รับความนิยมสูงในช่วงปลายยุค 1970s–ต้น 1980s และเคยขยายตลาดไปยุโรปและสหรัฐฯ พร้อมแอนิเมชันและพาร์ตเนอร์ด้านการจัดจำหน่ายระดับสากล

กลยุทธ์ Monchhichi
รูปภาพจาก: Sekiguchi

หลังจากกระแสซาลงในช่วงกลางยุค 1980s Monchhichi มีการกลับมาฮิตเป็นระยะในหลายประเทศ เช่น เยอรมนีและจีน ก่อนจะเติบโตอีกครั้งในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเอเชียและต่อเนื่องสู่ตลาดตะวันตก บริษัทเปิดเผยว่ายอดขายที่เกี่ยวข้องกับ Monchhichi เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัว แตะประมาณ 4.6 พันล้านเยน โดยรายได้จากต่างประเทศคิดเป็นราว 40% ซึ่งปัจจัยสนับสนุนหลักมาจาก กระแสโซเชียลมีเดีย ความนิยมสินค้าแบบ collectible และการขยายสินค้า licensing รวมถึงพวงกุญแจและรุ่นลิมิเต็ด

วันนี้ Monchhichi จึงไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตาเด็ก แต่คือ IP คาแรกเตอร์ที่ถูกบริหารอย่างจริงจังในเชิงธุรกิจ และกำลังเติบโตอีกครั้งในตลาดโลกอย่างมีระบบ

1.Cultural Timing Strategy ไม่ได้สร้างเทรนด์ แต่ “เข้าในจังหวะที่เทรนด์เปิดประตู”

สิ่งที่น่าสนใจมากคือ Monchhichi ไม่ได้เป็นคนจุดกระแส bag charm ห้อยกระเป๋าเลย แต่เทรนด์นี้ค่อย ๆ เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยเฉพาะ Gen Z ที่เริ่มใช้ของชิ้นเล็ก ๆ อย่างตุ๊กตาเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งตัว และทุกวันนี้กระเป๋าไม่ได้มีไว้แค่ใส่ของ แต่กลายเป็นพื้นที่แสดงตัวตนแล้วนั่นเองค่ะ เบลล์มองว่ามันเป็นความสุขเล็ก ๆ อย่างนึงนะคะที่เราได้พกอะไรน่ารัก ๆ ไว้ติดตัว

รูปภาพจาก: NANIKA

และก่อนที่ Monchhichi จะกลับมา กระแส “ของสะสม” และ “ตุ๊กตา” กำลังโตขึ้นมากอยู่แล้ว ในตอนนี้ที่คนรุ่นใหม่ให้คุณค่ากับของที่น่ารัก พกพาง่าย และถ่ายรูปขึ้นโซเชียลได้ สิ่งที่แบรนด์ทำจึงไม่ใช่การสร้างความหมายใหม่ แต่คือการมองให้ออกว่า “ตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยัง” และเมื่อจังหวะมาถึง Monchhichi ก็มีต้นทุนที่พร้อมอยู่แล้ว ทั้งตัวละครที่คนจำได้ทันที และความทรงจำจากคนรุ่นก่อนที่เติบโตมากับมัน

เวลาที่เราพูดถึงแบรนด์ที่อยู่มานาน หลายคนมักเผลอคิดว่ามันคงเชยไปแล้วโดยอัตโนมัติใช่มั้ยคะ แต่ความจริงแล้ว อายุของแบรนด์ไม่เคยเป็นตัวตัดสินภาพลักษณ์ แต่สิ่งที่ตัดสินคือ “มันไปอยู่ตรงไหนในชีวิตผู้คนต่างหาก” กรณีของ Monchhichi ทำให้เห็นชัดมาก ตัวละครและความน่ารักยังคงเดิม แต่พอย้ายจากชั้นวางของเล่น ไปอยู่บนกระเป๋าแฟชั่นของคนรุ่นใหม่ ความรู้สึกที่คนมีต่อมันก็เปลี่ยนทันที น่าสนใจใช่มั้ยคะที่ของชิ้นเดียวกัน แต่ให้ความหมายคนละแบบ ซึ่งสิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นว่าการปรับตัวไม่ได้แปลว่าต้องเปลี่ยนทุกอย่าง หรือทิ้งสิ่งที่เคยเป็นมา แต่คือ การเข้าใจว่าพฤติกรรมผู้คนเปลี่ยนไปอย่างไร นั่นเองค่ะ

2.Strategic Repositioning ย้ายสนามจาก Kids Market ไป Adult Identity Market

หนึ่งในจังหวะสำคัญของ Monchhichi คือการตัดสินใจไม่เล่นเกมเดิมต่อไป อย่างที่รู้กันใช่มั้ยคะว่าตลาดของเล่นเด็กเป็นพื้นที่ที่แข่งขันสูงมาก เต็มไปด้วยตัวละครระดับโลกที่มีทั้งงบประมาณ สื่อ และพลังแฟรนไชส์หนุนหลัง หากจะสู้ให้ชนะในสนามนั้น ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลและเล่นเกมระยะยาวแบบหนักหน่วงเลยค่ะ

กลยุทธ์ Monchhichi
รูปภาพจาก: By Samii Ryan

Monchhichi จึงเลือกมองต่างออกไป แบรนด์ขยับตัวเองจากสินค้าสำหรับเด็ก กลายเป็นแฟชั่นไอเท็มและของสะสมของผู้ใหญ่ การขยับครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนหมวดการแข่งขันทั้งหมด เมื่ออยู่ในตลาดของเล่นแบรนด์จะต้องแข่งกับกระแสตัวละครใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในหมวดแฟชั่น มันไม่ได้ถูกวัดด้วยความดังของเรื่องหรือยอดวิวแอนิเมชันอีกต่อไป แต่กลับถูกวัดจากว่า “มันเข้ากับสไตล์ไหม” และ “มันช่วยสะท้อนตัวตนได้แค่ไหน” แทนนั่นเองค่ะ การที่แบรนด์เปลี่ยนจากผู้เล่นรายเล็กในตลาดที่แข่งขันหนัก มาเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นในหมวดใหม่ ทำให้คนมองเห็นคุณค่าในมุมที่ต่างออกไป และพร้อมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นโดยไม่รู้สึกว่ากำลังซื้อ “ของเล่น” อีกต่อไป

3.Scarcity as Value Creation ความขาดแคลนไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นมูลค่า

จากการถอด กลยุทธ์ Monchhichi อีกจุดที่เบลล์มองว่าน่าสนใจ คือการไม่รีบเร่งผลิตตามกระแส ทั้งที่ความต้องการสูง สินค้าบางรุ่นขาดตลาด มีการจำกัดจำนวนซื้อ และปล่อยสินค้าแบบค่อยเป็นค่อยไป ในสถานการณ์แบบนี้ หลายแบรนด์มักเลือกเร่งกำลังผลิตเพื่อเก็บยอดขายให้ได้มากที่สุด แต่ Monchhichi ไม่เดินเกมนั้น แบรนด์ค่อย ๆ ควบคุมจังหวะการปล่อยสินค้าอย่างระมัดระวัง

รูปภาพจาก: yawataya

ผลที่ตามมาคือ สินค้าไม่ได้ถูกมองว่าเป็นของที่หาได้ทั่วไป แต่เริ่มถูกมองเป็น “ของสะสม” และเมื่อสถานะเปลี่ยนเป็นของสะสม วิธีประเมินมูลค่าก็เปลี่ยนตาม มันไม่ได้ถูกตัดสินแค่จากต้นทุนการผลิตอีกต่อไป แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการและความหายาก นี่คือการใช้ความขาดแคลนเป็นทรัพย์สินของแบรนด์เอง เปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นแรงส่ง และทำให้คุณค่าของสินค้าเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องลดราคาแข่งขันเลย

ในมุมของเบลล์ นี่คือมุมคิดของแบรนด์ที่มองไกลกว่ายอดขายระยะสั้น ความขาดตลาดในบางช่วงอาจดูเหมือนเสียโอกาส แต่ถ้ามันช่วยรักษาความพิเศษของแบรนด์ไว้ได้ ระยะยาวมันคือกำไรที่มองไม่เห็นในตัวเลขทันที แต่สะท้อนในภาพลักษณ์และความต้องการที่ยั่งยืนกว่านั่นเองค่ะ

4.IP-Centric Growth Model โตจากตัวละคร ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า

อีกกลยุทธ์ที่สำคัญของ Monchhichi คือการมองตัวเองให้ชัดว่าไม่ได้เป็นแค่ผู้ผลิตตุ๊กตา แต่เป็นเจ้าของ “ตัวละคร”

บริษัทมีการบริหาร IP อย่างจริงจัง ทั้งแยกโครงสร้างดูแลลิขสิทธิ์ ทำแอนิเมชัน ขยาย licensing และทำ collaboration กับพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ และนี่คือวิธีคิดแบบ Media Franchise ที่ไม่ผูกอนาคตไว้กับยอดขายสินค้าชิ้นเดียว ลองนึกภาพตามนะคะถ้าแบรนด์มองตัวเองเป็นโรงงานผลิตตุ๊กตา การเติบโตจะขึ้นอยู่กับจำนวนชิ้นที่ผลิตและขายได้ แต่ถ้าแบรนด์มองตัวเองเป็นเจ้าของคาแรกเตอร์ จะทำให้รายได้สามารถแตกแขนงได้หลายทาง ทั้งสินค้า สื่อ พาร์ตเนอร์ และตลาดใหม่ ๆ นั่นเองค่ะ

กลยุทธ์ Monchhichi
รูปภาพจาก: J-BIG

ผลคือ โมเดลรายได้ไม่กระจุกอยู่ที่ SKU เดียว แต่กระจายความเสี่ยง และเปิดโอกาสให้ตัวละครเดียวสร้างมูลค่าได้ซ้ำในหลายบริบท ในมุมของเบลล์ นี่คือการ “ยกระดับวิธีคิด” จากการขายของ เป็นการบริหารสินทรัพย์ระยะยาว เพราะตัวละครที่แข็งแรงสามารถต่อยอดได้เรื่อย ๆ แม้รูปแบบสินค้าจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัยก็ตาม นี่จึงไม่ใช่แค่การเพิ่มไลน์สินค้า แต่คือการคูณมูลค่าจากสิ่งที่แบรนด์มีอยู่แล้วให้ทำงานได้เต็มศักยภาพมากที่สุดค่ะ

สรุป ถอด 4 กลยุทธ์ Monchichi จากตุ๊กตายุค 70s สู่แฟชั่นไอคอนของ Gen Z

การกลับมาของ Monchhichi ไม่ได้เกิดจากการสร้างสิ่งใหม่ทั้งหมด แต่เกิดจากการวางตำแหน่งใหม่อย่างมีกลยุทธ์ แบรนด์เลือกขยับจาก “ของเล่นเด็ก” ไปสู่พื้นที่แฟชั่นและวัฒนธรรมการสะสม พร้อมใช้โมเดล IP เป็นแกนกลางในการต่อยอด ทั้ง collaboration, licensing และการสร้างคอนเทนต์รอบตัวละคร ผลลัพธ์ที่ได้คือ Monchhichi ไม่ได้ถูกมองเป็นแค่สินค้า 1 SKU แต่กลายเป็นทรัพย์สินทางแบรนด์ที่สร้างมูลค่าได้หลายทาง การเติบโตจึงไม่ได้ผูกกับยอดขายชิ้นเดียว แต่กระจายรายได้และภาพลักษณ์ไปในหลาย ecosystem

ในมุมของเบลล์ นี่คือบทเรียนเรื่อง “การบริหารคุณค่า” มากกว่าการไล่ล่ากระแส แบรนด์ไม่ได้โตเพราะไวรัล แต่โตเพราะมีโครงสร้างรองรับการขยายตัวอย่างชัดเจน ทำให้การกลับมาครั้งนี้มีฐานที่มั่นคง ไม่ใช่แค่ความนิยมชั่วคราว พอเล่ามาถึงตรงนี้ เบลล์ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวเลยนะคะ ลองนึกถึงของสะสมหรือของชิ้นเล็ก ๆ ที่เราชอบมากสักอย่างก็ได้ค่ะบางทีมันอาจไม่ได้แพง ไม่ได้หายากระดับโลก แต่เราก็รู้สึกว่ามันมีคุณค่ากับเราเป็นพิเศษ สุดท้ายแล้ว คนเราไม่ได้ซื้อแค่ “ของ” แต่ซื้อความรู้สึก ความทรงจำ หรือความเป็นตัวเองที่ได้พกติดไปด้วย แล้วของสะสมชิ้นไหนของทุกคน ที่หยิบขึ้นมาเมื่อไรแล้วยังยิ้มได้อยู่บ้างคะ สำหรับเบลล์ ก็คงเป็น Monchichi นี่แหล่ะค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *