รวมเคสการตลาดแบบรู้ใจยุคเอไอ Case Study AI-Driven Personalization 2.0 อีกระดับของ Personalized Marketing ด้วย Generative AI & Automation

รวมเคสการตลาดแบบรู้ใจยุคเอไอ Personalization 2.0


จากบทความก่อนหน้าเราคงเห็นแล้วว่าการตลาดแบบรู้ใจ Personalization นั้นถูกยกระดับด้วย AI ไปมากขนาดไหน เราได้เห็นทั้ง Personalized Marketing 1.0 ยุคแรกเริ่มที่ต้องลงมือทำเองแบบ Manual ในการเตรียมชิ้นงานมากมายไว้เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าจาก Segmentation ที่หลากหลาย มาสู่การตลาดแบบรู้ใจยุคเอไอที่ทั้งเร็ว ง่าย ไว แล้วก็ลึก หรือที่เราจะเรียกว่าเป็นการตลาดแบบรู้ใจ Personalization 2.0

เราลองมาดู Case Study ตัวอย่างการตลาดแบบรู้ใจที่ใช้ AI-Driven Personalization กันจริงๆ นะครับว่าพวกเขาทำอย่างไร หลายเคสไม่ได้ใหม่ขนาดเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา บางเคสก่อนขึ้นมาก่อนหน้า AI จะฉลาดและง่ายอย่างทุกวันนี้ แต่จุดร่วมทั้งหมดที่คุณจะเห็นตรงกันคือ “ความใส่ใจ” ที่ตั้งใจยกระดับ Customer Experience ให้ดีขึ้นด้วย Technology ไม่ได้ตั้งต้นจากการคิดว่าเราจะเอา Technology ใหม่ๆ อย่าง AI มาใช้อย่างไรให้แปลกใหม่เฉยๆ

Personalized Marketing 2.0 ด้วย Deep Fake AI จากแบรนด์ช็อคโกแลต Cadbury

ในปี 2023 ปีที่ Generative AI อย่าง ChatGPT เพิ่งถือกำเนิดขึ้นไม่นาน แต่แบรนด์ช็อคโกแลตบ้านๆ อย่าง Cadbury กลับเอา AI อย่าง Deep Fake มาประยุกต์ใช้ทำการตลาดแบบรู้ใจไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อช่วยให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของร้านค้า ผู้ค้าขายรายย่อยหรือที่เรียกว่า SME ในอินเดียสามารถเข้าถึงลูกค้าผู้ซื้อคนสุดท้ายได้ดียิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นจากเดิมทีแบรนด์ใหญ่ๆ ที่งบการตลาดสูงๆ ก็มักใช้ดาราดังๆ ที่คนทั่วประเทศรู้จักมาทำการตลาดให้ตัวเอง แต่กับ Cadbury นั้นมองต่างไป พวกเขามองว่าทำไมเราไม่ให้ร้านค้ารายย่อยในอินเดียมากมายที่ต่างก็น่าจะซื้อช็อคโกแลต Carbury ของตัวเองจากห้างค้าส่งไปขายปลีกให้ลูกค้าทั่วไปอยู่แล้ว ได้เข้าถึงดาราดังเบอร์ใหญ่ที่เราจ่ายงบการตลาดมากมายจ้างไปบ้างหละ ?

ซึ่งถ้าเป็นการตลาดยุคเดิมยังไม่มีเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย ก็คงไม่สามารถทำได้จริง คงได้เป็นแต่คอนเซปไอเดียสวยๆ ขายฝัน เพราะการจะจ้างดาราดังเขาคิดราคาค่าตัวเป็นคิว ยิ่งต้องถ่ายหลายงาน มีหลายแบรนด์ ถือสินค้าหลายชิ้น พูดถึงร้านค้าหลากหลาย ยิ่งต้องใช้เงินมหาศาลในชนิดที่ว่างบประมาณบางกระทรวงยังอาจไม่พอจ้างก็เป็นได้

แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี Deep Fake ที่เป็น AI ชนิดหนึ่ง ทีมการตลาดของ Carbury เลยมองว่าเราก็จ้างดาราด้วยคิวการถ่ายไม่ต่างจากเดิมมาก แต่เราเอาใบหน้า น้ำเสียง และท่าทางของดาราคนนั้นไปให้เอไอเรียนรู้เพื่อเลียนแบบสำหรับการเอาไปร้านค้ารายย่อยได้ใช้ดาราดังคนนี้ช่วยทำการตลาดให้ร้านค้าพวกเขาต่อหละ

และนั่นเลยเป็นที่มาของแคมเปญการตลาดที่มีชื่อว่า Shah Rukh Khan-My-Ad (Shah Rukh Khan คือชื่อดาราดังในอินเดียคนนั้น อารมณ์ก็แบบ ณเดช พี่เบิร์ด) ที่หมายความว่าดาราดังคนนี้ก็มาทำโฆษณาให้ร้านฉันด้วยหละ

พวกเขาทำเว็บไซต์ให้ร้านค้าที่สนใจจะให้ดาราดังคนนี้มาทำโฆษณาให้ แค่เจ้าของร้านเข้ามาลงทะเบียนแล้วก็กรอกข้อมูลเพื่อบอกว่าร้านคุณชื่ออะไร ร้านอยู่ที่ไหน หรือติดต่อได้ที่ไหน แล้วอยากโปรโมทโฆษณาสินค้าอะไร จากนั้น AI ก็จะ Gen Clip Video โฆษณาที่ดาราดังคนดังกล่าวจะมาพูดถึงร้านคุณ สินค้าคุณ แล้วก็บอกให้คนดูรู้ว่าจะไปซื้อได้ที่ไหนในไม่กี่นาที

ผลคือกลายเป็นไวรัลไปทั่วประเทศอินเดียเพราะทุกร้านต่างเข้ามาเจนคลิปโฆษณาจากดาราดังที่ไม่ต้องเสียเงินจ้าง เพราะทางแบรนด์ Cadbury จ่ายไว้ให้หมดแล้ว งานโฆษณาชิ้นนี้ได้รับรางวัล Grand Prix จาก Cannes Lion ถือเป็นรางวัลสูงสุดในแวดวงโฆษณาของโลก

นี่คือแคมเปญการตลาดแบบรู้ใจด้วยเอไอ Personalized Marketing 2.0 ที่น่าชื่นชมเพราะเป็นการช่วยทั้งสังคมอินเดียที่ยังซบเซาเพราะโควิด19 แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการสร้าง Brand Love ไปคู่กัน

อ่านบทความวิเคราะห์แคมเปญนี้ตัวเต็มในการตลาดวันละตอนต่อ https://everydaymarketing.co/business-and-marketing-case-study/supporting-local-retailers-this-diwali-not-just-a-cadbury-personalization-ad-marketing-campaign/

Personalized Marketing 2.0 จากแบรนด์รถยนต์ Skoda ใช้ AI ช่วยวาง Road Trip ให้รถยนต์ไฟฟ้าเปลี่ยนการต้องแวะชาร์จให้กลายเป็นเพิ่มประสบการณ์การขับรถเที่ยวแทน

รถยนต์ไฟฟ้ามักถูกบูลลี่ล้อเลียนว่า จะขับไปไหนก็ต้องคิดวางแผนหาที่ชาร์จล่วงหน้า แทนที่จะได้วางแผนเที่ยวสบายๆ แบบรถน้ำมัน จากข้อจำกัดนั้นทางแบรนด์รถยนต์ Skoda ของสวีดเดนก็เลยเกิดไอเดียว่า ถ้าเราเปลี่ยนประสบการณ์การรอชาร์จ ให้กลายเป็นการเปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวที่คนส่วนใหญ่(ขับรถน้ำมัน)ไม่เคยไปหละ

จากไอเดียนี้ที่ต้องการลดปัญหาด้วยการเพิ่ม Customer Experience ก็เลยมาสู่การเอาเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวว่า “ช่วยคิดหน่อยว่าถ้าจะขับจากบ้านไปสถานที่นี้ ต้องแวะชาร์จตรงไหนบ้าง ?”

แล้วก็ให้ AI ช่วยแนะนำสถานที่เที่ยวเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ระหว่างรอชาร์จ เรียกได้ว่าจากเดิมถ้าต้องใช้คนในการวางแผนการเดินทางล่วงหน้าให้น่าจะใช้ทั้งคนและเวลามากมาย

AI ทำให้ทุกอย่างทั้งไว ทั้งง่าย และก็ใช้งบที่น้อยกว่าการใช้คนมาก แคมเปญการตลาดนี้มีชื่อว่า Mystery Trip หรือทริปเที่ยวที่ลับ แบบลับจากคนขับรถน้ำมันจริงๆ

ผลคือถูกใจเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า Skoda มากมายจนกลายเป็นข่าวไวรัลไปทั่วประเทศ แล้วยังทำให้คนที่ขับรถน้ำมันปกติรู้สึกว่าอยากลองใช้เว็บที่ช่วยวางแผนเปิดประสบการณ์ขับรถเที่ยวแบบใหม่ๆ เหมือนที่คนใช้รถไฟฟ้า Skoda ได้ใช้บ้างจัง

ไอเดียนี้เริ่มต้นจากปัญหาของลูกค้า และข้อจำกัดของสินค้าเรา ไม่ได้เริ่มตั้งต้นจาก AI ที่นักการตลาดส่วนใหญ่มักใช้กัน AI เป็นแค่เครื่องมือในการช่วยแก้ปัญหานั้นด้วยต้นทุนที่ต่ำ และระยะเวลาที่ไวครับ

Personalized Marketing 2.0 ใช้ AI แก้ปัญหาเรื่องความจำจาก Kodak

อีกหนึ่งเคสที่ใช้ AI-Driven Personalization ได้ดีมากจากแบรนด์เก่าแก่ระดับโลกอย่าง Kodak ที่แม้จะห่างหายจากแวดวงกล้องถ่ายรูปไปนานเพราะการปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจกล้องดิจิทัลที่ช้า แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้หายไปจากโลกใบนี้ แค่เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่จากความเชี่ยวชาญเดิมนั่นก็คือเรื่องของ “ภาพถ่าย” หรือ “การวาดภาพด้วยแสง” ครับ

ในปี 2024 Kodak ได้เปิดตัวเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้คนได้สร้างภาพจากความทรงจำในอดีตของตัวเองขึ้นมา โดยเจาะกลุ่มไปยังกลุ่มผู้สูงวัยที่มีปัญหาเรื่องความจำเสื่อม

การจะทำให้ผู้ป่วยความจำเสื่อม หรือเริ่มเสื่อมมีอาการดีขึ้น มีความทรงจำที่ดีขึ้น ก็ต้องอาศัยให้พวกเขาได้ใช้เวลานึกคิดคุ้ยความทรงจำขึ้นมาเยอะๆ เพราะสมองคนเราก็เหมือนกล้ามเนื้อนี่แหละครับ ยิ่งใช้ก็ยิ่งแข็งแรง

เลยออกมาเป็นแคมเปญการตลาดที่มีชื่อว่า Memory Shorts หรือภาพสร้างจากความทรงจำ ด้วยการที่ทีมงาน Kodak จะเข้าไปพูดคุยกับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องความจำเสื่อม ด้วยการชวนคุย ชวนให้เล่าถึงความประทับใจสมัยวัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยสาว เคยทำอะไรมา เหตุการณ์ที่ประทับใจที่สุดในวันนั้นคืออะไร

จากคำพูดผ่านปากบอกเล่าถูกเอามา Gen เป็นภาพถ่ายสไตล์ Kodak ที่ดูสวยงามสมจริง เสมือนว่ามีคนนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปถ่ายรูปเหตการณ์วันนั้นกลับมาให้

ผลคือแคมเปญการตลาดนี้ช่วยกระตุ้นความทรงจำของผู้สูงอายุได้ดีขึ้นมาก เมื่อพวกเขาได้เห็นภาพถ่ายในอดีตวันวาน จากการ Gen ด้วย AI ที่ใช้ดาต้าภาพถ่ายจำนวนมหาศาลที่ Kodak มีและสะสมไว้นานยิ่งกว่าบริษัทกล้องหรือฟิล์มไหนๆ

ผลคือแคมเปญการตลาดนี้แม้จะไม่ได้ทำเงิน ทำกำไรจากการทำสิ่งนี้ตรงๆ แต่ทำให้ผู้คนที่เห็นประทับใจแบบตรงๆ และคนที่ได้รับรู้ก็รู้สึกว่าแบรนด์ Kodak เป็นแบรนด์ที่ดีจนรู้สึกว่าถ้ามีโอกาสเป็นลูกค้าอีกทีก็คงไม่ลังเล

จากจุดเริ่มต้นอยากช่วยผู้ป่วยความจำเสื่อมให้มีความจำที่ดีขึ้น มาสู่การเจอทางออกว่าต้องทำให้พวกเขาได้ฝึกคิด แล้วการฝึกคิดแบบไหนที่จะทำให้พวกเขาอยากคิดไปกับเราด้วย นั่นก็คือการคิดถึงวันวานที่แสนดี แต่วันนั้นไม่มีภาพถ่ายบันทึกความทรงจำดีๆ เก็บไว้

แต่ด้วยความสามารถของ AI ทำให้ปัญหานั้นหมดไป พวกเขาสามารถสร้างภาพในความทรงจำขึ้นมาใหม่ได้ง่ายๆ แต่กลับทำให้ผู้คนประทับใจไม่รู้ลืมครับ

อ่านบทความวิเคราะห์แคมเปญนี้ตัวเต็มในการตลาดวันละตอนต่อ: https://everydaymarketing.co/business-and-marketing-case-study/kodak-marketing-memory-shots-campaign-use-ai-to-create-images-that-recall-memories-of-alzheimer-patients/

Personalized Marketing 2.0 Dream Decoded แคมเปญการตลาดแบบฉลาดขอดาต้าลูกค้าจาก Coway

อย่างที่ผมเคยพูดไปในงาน CTC2024 ว่าหนึ่งในเทรนด์การตลาดสำคัญนับจากนี้ไปนั่นก็คือนักการตลาดยุคใหม่จะไม่ใช่แค่ต้องเก่งใช้ดาต้า แต่ยังต้องฉลาดในการหาและเก็บ Customer Data ให้ได้ด้วย

และเมื่อเราก้าวเข้าสู่ยุค AI เต็มด้วยด้วย Generative AI การทำให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการอยากมอบ Data ให้กับเราด้วยความเต็มใจกลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นกว่าวันวาน

อย่างเคสตัวอย่างจากแบรนด์ Coway ที่คุ้นกันในนามเครื่องกรองน้ำแบบไม่ต้องซื้อ แค่เสียค่าสมาชิกรายเดือนก็จะได้รับการดูแลยาวๆ ตลอดไป

Coway ที่ประเทศมาเลเซียต้องการโปรโมทสินค้าใหม่อย่างเครื่องฟอกอากาศให้คนรู้ว่าพวกเขาก็มีสินค้านี้ที่ดีไม่แพ้เครื่องกรองน้ำนะ พวกเขาก็เลยคิดหาทางว่าทำอย่างไรถึงจะทำให้คนสนใจ ในขณะเดียวกันก็อยากได้ Insight จากกลุ่มเป้าหมายเพื่อเอาไปต่อยอดทำการตลาดมากขึ้น

พวกเขาเลยทำแคมเปญการตลาดชื่อ Dream Decoded แปลเป็นไทยง่ายๆ คือ “ถอดรหัสความฝัน” ด้วยการชวนให้คนเข้ามาแชร์ข้อมูลบอกแบรนด์ว่า เมื่อคืนตัวเองฝันว่าอะไร แล้วก็มีพฤติกรรมการนอนอย่างไร

จากข้อมูลการฝันถูกเอาไปสร้างเป็นภาพด้วย Generative AI ที่ดูสวยจนคนส่วนใหญ่เห็นต้องอยากแชร์ลงโซเชียลทั้งนั้น

เด้งที่หนึ่งทางการตลาดคือแบรนด์ได้ Free PR บนโซเชียลมีเดียมากมาย ยิ่งส่งผลให้เพื่อนๆ คนเหล่านั้นรู้สึกอยากลองเอาความฝันที่เห็นเมื่อคืนส่งให้ Coway ไปสร้างเป็นภาพสวยๆ ให้ตัวเองได้แชร์และเซฟเก็บไว้อีกคน

เด้งที่สองทางการตลาดที่แบรนด์ได้คือ Sleep Data เพราะตอนกรอกข้อมูลว่าตัวเองฝันอะไร ก็ต้องให้ข้อมูลด้วยว่านอนแบบไหน นอนบนที่นอนอะไร ที่นอนนั้นมีอายุนานเท่าไหร่

จากนั้น AI ก็จะเอาไปคำนวนต่อว่าที่นอนฝันแบบนี้เพราะที่นอนเก่าไม่ดีใช่หรือไม่ หรือน่าจะส่งผลอะไรต่อสุขภาพทั้งในระยะสั้นหรือระยะยาวหรือเปล่า

นี่คือ Consumer Insight Data สำคัญที่นักการตลาดคนไหนก็อยากได้ ทำให้แบรนด์ได้สะสมดาต้าเพื่อเอาไปปรับกลยุทธ์ว่าแคมเปญการตลาดครั้งหน้าควรใช้งบกับอะไรถึงจะทำให้เกิด ROI สูงสุด

และเด้งที่สามทางการตลาดคือ แบรนด์ได้ Tie-in ทำ Personalized Marketing ขายของแบบเนียนๆ ก็ไหนๆ ได้ Data มาแล้วจะไม่เอามาใช้ตบขายของเพิ่มโอกาสขายทันทีได้อย่างไร

แต่ละคนที่เข้ามาสร้างภาพฝันให้เป็นจริงในเว็บแคมเปญ Dream Decoded ของ Coway ก็จะได้รับคำแนะนำทันทีว่าถ้าไม่อยากนอนฝันไม่ดีแบบนี้ นอนหลับๆ ตื่นๆ กลางดึกแบบนี้ ก็ควรซื้อสินค้าเหล่านี้ของ Coway ไป

ผลของแคมเปญคือมีคนเข้ามาร่วมให้ Sleep Data และกับภาพเจนจากเอไอเกือบ 6,000 คน และมีมากกว่า 4,379 คนที่ทำการซื้อสินค้าของแบรนด์จากแคมเปญนี้

นี่คือสุดยอดแคมเปญการตลาดแห่งปีที่ได้ Conversion Rate สูงกว่า 83% ยอดขายที่เกิดขึ้นจากแคมเปญนี้ไม่ต่ำกว่า 250 ล้านบาทในสองเดือนแรก เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 11% เลยทีเดียว

ซึ่งถ้าเป็นการตลาดแบบรู้ใจยุคแรก Personalized Marketing 1.0 แบรนด์ที่มีสินค้าหลากหลายอย่าง Coway จะไม่สามารถทำการตลาดแบบนี้ได้เลย เพราะไม่มีทางที่ทีมงานจะทำภาพ Artwork หรือ Design ที่รองรับความฝันของทุกคนได้มากพอ

อย่างมากก็เตรียมได้หลักร้อยชิ้น แต่จากคนเข้าร่วมแคมเปญเข้ามาป้อนดาต้าให้กว่า 6,000 คน ทุกคนได้รับภาพความฝันของตัวเองที่ไม่ซ้ำกันเลยแม้จะฝันคล้ายกันมากแค่ไหนก็ตาม

ถ้าสินค้าคุณมีหลากหลาย ลองหาทางทำให้หนึ่งในสินค้าที่คุณมีนั้นเหมาะกับ Individual Insight ของลูกค้าแต่ละคนในชนิดที่ยากจะปฏิเสธไม่ซื้อได้ เหมือนที่ Coway มาเลเซียทำได้แคมเปญ Dream Decoded แถมยังได้ Data ไปต่อยอดอีกมากมายครับ

อ่านบทวิเคราะห์แคมเปญนี้ตัวเต็มในการตลาดวันละตอนได้ที่ลิงก์นี้: https://everydaymarketing.co/business-and-marketing-case-study/coway-marketing-dreams-decoded-campaign-takes-data-from-dreams-transforms-into-generative-ai-art-raising-8-million/

Personalized Marketing 2.0 Future Me แคมเปญการตลาดแบบฉลาดขอดาต้าลูกค้าจากธนาคาร ING Bank

ธนาคารนับเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มี Data ผ่าน Transaction มากมายหลายล้านล้านรายการต่อปี ฝาก จ่าย โอน ถอน ก็ล้วนเป็นดาต้าที่สะท้อนถึง Customer Insight ไม่มากก็น้อย

แต่สิ่งที่ธนาคารอยากได้เพิ่มคือ External Data หรือข้อมูลนอกเหนือการใช้เงินหละมีอะไรบ้าง และหนึ่งในธุรกิจหลักของธนาคารก็คือการทำให้ลูกค้าวางแผนทางการเงินกับระยะยาวที่ธนาคารตัวเอง ผ่านการวางแผนเกษียณนั่นเองครับ

เพราะคนเรากว่าจะเกษียณต้องใช้เวลาหลายสิบปีเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่อาจอยู่ในช่วงอายุเข้าเลข 3 ปลายหรือ 4 ต้น ซึ่งเอาเข้าจริงก็ค่อนข้างช้า ทำให้การวางแผนเกษียณตามที่แต่ละคนฝันไว้เป็นเรื่องยาก ซึ่งมันจะดีกว่านี้มากถ้าธนาคารสามารถทำให้กลุ่มเป้าหมายที่ตัวเองต้องการ เข้ามาบอกตั้งแต่อายุยังน้อยๆ หรือเลข 2 ได้ว่าพวกเขาฝันไว้ว่าอยากใช้ชีวิตเมื่อเกษียณแบบไหน

ธนาคาร ING Bank ในต่างประเทศเลยจัดแคมเปญการตลาดที่ชื่อว่า Future Me ด้วยการใช้ Generative AI เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้ผู้คนได้เข้ามาบอกว่าตัวเองฝันอยากใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างไร อยากปลูกป่า ปลูกต้นไม้ หรืออยากใช้ชีวิตโลดโผน เที่ยวต่างประเทศดูโลกกว้าง หรืออยากแค่เล่นเกม อ่านหนังสืออยู่บ้าน หรือจะแบบไหนก็ตามสามารถเข้ามาพิมพ์บอกได้ แล้วเดี๋ยวเราจะ Gen ภาพชีวิตเกษียณในฝันให้เป็นของตอบแทน

เชื่อไหมครับว่าแค่ให้ภาพที่ Gen ด้วย AI เป็นของรางวัล Trigger Data ก็ส่งผลให้ผู้คนมากมายเข้ามาบอกความฝันของตัวเองกันยกใหญ่ รวมกันแล้วกว่า 30,000 ภาพที่แคมเปญ Future Me ได้เจนออกไป และภาพที่ถูกเจนออกไปก็มีการพูดคุยคอมเมนต์ มีส่วนร่วมกันบนโซเชียลไม่น้อยกว่า 55,000 ครั้ง

แต่ประเด็นสำคัญสุดอยู่ที่ยอดขายครับ เพราะหลังจากที่กลุ่มเป้าหมายเข้ามาป้อนดาต้าให้กับแบรนด์ แบรนด์เจนภาพด้วยเอไอกลับไปให้ จากนั้นแบรนด์ก็ทำการ Tie-in แบบ Personalized Marketing 2.0 ด้วย AI ว่าบริการทางการเงินเพื่อเตรียมพร้อมการเกษียณของ ING Bank เหมาะกับเป้าหมายการเกษียณของแต่ละคนอย่างไร จนส่งผลให้ยอดขายสินค้ากลุ่มเกษียณนี้เพิ่มขึ้นกว่าเดิมถึง 300%

เรียกได้ว่าถ้าคิดแบบเดิม ทำการตลาดแบบเดิม หรือทำการตลาดแบบรู้ใจเดิมๆ Personalized Marketing 1.0 จะไม่สามารถทำแบบนี้ได้เลย

แต่ด้วยความสามารถของ Generative AI ทำให้คุณสามารถทำ Personalized at Scale ได้ง่ายๆ คุณแค่เซ็ต AI ไว้ว่าจะให้ทำภาพออกมาในมู้ดโทนแบบไหนที่ตรงกับ CI ของแบรนด์

จากนั้นคุณก็ให้ Agent AI ช่วยแนะนำเปิดโอกาสพร้อมปิดการขายให้ทันทีภายในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องรอพนักงานคนไหนว่าง

เพราะสมัยนี้แค่ตอบช้าไปไม่กี่นาทีลูกค้าก็พร้อมเปลี่ยนใจได้ทันที และนั่นคือสิ่งที่ Generative AI เข้ามาช่วยปิดช่องว่างนี้ให้คุณได้แบบไวๆ ครับ

แน่นอนว่าแม้วันนี้ยังไม่ซื้อ แต่อย่างน้อยเราก็ได้ Data แล้วว่าแต่ละคนฝันอยากเกษียณแบบไหน คนส่วนใหญ่อยากเกษียณอย่างไร จากนั้นค่อยเอาไปทำ Personalization อีกรอบ หรือเอาดาต้าที่มีไปทำ R&D ออก Product หรือ Service ใหม่ที่ตรงกับใจ Audience Insight ให้มากขึ้นนะครับ

Personalization 2.0 กับการ Sustain รักษ์โลกมากขึ้นด้วย AI

การทำ Personalization ด้วย AI ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแง่มุมการตลาดนะครับ แต่มันยังสามารถเอาไปประยุกต์ได้อีกหลายด้าน และหนึ่งในด้านที่จะเล่าให้ฟังอีกเคสก็คือเรื่องของ Sustain หรือความยั่งยืนครับ

ESG หรือความยั่งยืนกลายเป็นหนึ่งเทรนด์สำคัญที่ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่กลายเป็นเป้าหมายและกลยุทธ์หลักของธุรกิจจำนวนมากในโลกใบนี้ เพราะเราเห็นแล้วว่าโลกมันแย่ลงทุกวันเพราะเราทุกคน ดังนั้นถ้าเราจะทำธุรกิจให้ดีขึ้นต่อโลกอีกสักนิดได้ ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่ทำมัน

Praxis เป็นธุรกิจ DIY ของประเทศเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในดินแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องความยั่งยืนอย่างมาก พวกเขาได้สร้างแอปตัวนึงขึ้นมาเพื่อช่วยให้ความรู้เจ้าของบ้านว่าจะปรับปรุงบ้านให้ประหยัดไฟกว่าเดิมได้อย่างไร เพื่อจะได้ช่วยประเทศเรื่องความยั่งยืนทางพลังงานไปพร้อมกัน

การจะมาบอกว่า “แอปที่สอนคนประหยัดไฟนี่หนะใหม่พอจะเอามาเล่าหรอ ?” ใช่ครับ ผมรู้ว่าแอปสอนคนประหยัดไฟไม่ใหม่ สอนว่าควรเปลี่ยนหลอดไฟแบบไหน อย่างไร เลือกเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบไหนถึงจะประหยัดพลังงาน เป็นเรื่องที่เก่าโบร่ำโบราณมากในแง่มุมการตลาด แต่ที่มันใหม่จนผมต้องหยิบมาเล่าก็คือ แอปตัวนี้ใช้ AI เข้ามาช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

จากเดิมผู้ใช้งานแอปเจ้าของบ้านต้องมานั่งกรอกว่าตัวเองมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง กลายเป็นแค่โหลดแอป เปิดกล้องแล้วถ่ายภาพห้องในบ้าน เท่านี้ AI ก็จะทำการประมวลผลเองว่าในภาพที่เห็นน่าจะมีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง แล้วคุณก็เติมหรือปรับความถูกต้องของข้อมูลแค่เล็กน้อย ทั้งหมดจบในไม่กี่นาที หรืออาจจะหลักวินาที จากนั้นคุณก็จะได้รับข้อมูลว่าควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ไฟในบ้านอย่างไร หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นไหนแทนที่จะทำให้ประหยัดไฟมากขึ้น

และแน่นอนว่าก็ส่งผลให้ยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าตามที่ AI ในแอปของ Praxis แนะนำเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไอเดียดีๆ แบบนี้ผมว่าถ้าห้างอย่าง HomPro ไทวัสดุ PowerBuy จะหยิบไปต่อยอดประยุกต์ใช้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีกับทุกฝ่ายนะครับ

ทางแบรนด์หรือนักการตลาดอย่างเราก็ได้ Data ภายในบ้านลูกค้าเป็นกอบเป็นกำ ไม่ใช่แค่ว่าบ้านลูกค้ามีอะไรบ้าง แต่ยังรู้ไปถึงไลฟ์สไตล์การแต่งบ้านอีกต่างหาก เชื่อว่าจาก Data เหล่านี้จะก่อให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ดีๆ ได้อีกไม่รู้จบ

Source: https://wearebrain.com/work/sustainability-check-praxis-plus-app/

Personalized Marketing 2.0 กับ IKEA เปลี่ยนห้องเปล่าเป็นห้องปังแล้วมาลุ้นรางวัลกว่าครึ่งแสน

อีกหนึ่งแคมเปญการตลาดที่ใช้ AI เข้ามาช่วยเก็บดาต้าที่อยากเล่าให้ฟังเป็นของ IKEA ที่ประเทศแคนาดา พวกเขาจัดพื้นที่ห้องว่างๆ เสมือนคอนโดเปล่าๆ หนึ่งห้องแล้วก็เชิญชวนเหล่า Influencer ไปจนถึงคนทั่วไปเข้ามาช่วยกันออกแบบดีไซน์ห้องเปล่าๆ ห้องนี้ให้กลายเป็นห้องที่สวยปังอลังการจากเฟอร์นิเจอร์ของ IKEA ครับ

@blogto

Wondering why IKEA’s latest showroom is empty? It’s to promote their AI-powered design tool called Kreativ in the IKEA app. When entering their contest make sure your design uses at least 5 IKEA products, Instagram profile is public, you’re an IKEA Family member, and don’t forget to hashtag and tag @IKEACanada #IKEAKreativContestToronto IKEAInspo. Winner will be chosen by random draw and contacted through Instagram by Sept 8. Visit http://IKEA.ca/EmptyShowroom for full details. 🛋️ #Toronto #Ikea #Empty #Showroom #Design #Furniture #FYP #ForYouPage #Ontario

♬ original sound – blogTO

ถ้าดูจากคลิปจะเห็นว่าจากพื้นที่ห้องเปล่าๆ ที่เตรียมไว้ให้ คนที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญนี้ก็แค่โหลดแอป IKEA จากนั้น AI จะเข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการจัดวางตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ที่ผู้ใช้เลือกลองวางเลย์เอาท์ห้องให้เหมือนว่าไปหยิบเฟอร์นิเจอร์จริงๆ มาวางลงไปตรงๆ

แล้วก็เซฟภาพนั้นแชร์ลงโซเชียลมีเดีย บวกกับติดแฮชแท็กแคมเปญ เพียงเท่านี้ก็รอลุ้นว่าภาพการแต่งห้อง IKEA แบบง่ายๆ ด้วย AI ของใครมีคนเข้ามาสนใจมากที่สุด ผู้ชนะก็จะได้รางวัลเป็นบัตรซื้อสินค้า IKEA มูลค่ากว่า 2,500 ดอลลาร์

ถ้าถามว่าแคมเปญการตลาดแบบนี้ในกลุ่มสินค้าตกแต่งบ้านใหม่มั้ย ? บอกเลยว่าไม่ครับ เพียงแต่เมื่อก่อนมันยากมากที่จะทำให้คนพยายามร่วมแคมเปญจนจบ เพราะต้องใช้เวลาเยอะและความตั้งใจสูง

แต่พอ AI เข้ามาก็ลดขั้นตอนความยุ่งยากให้เหลือแค่ความสนุก โหลดแอป ส่อง เลือกเฟอร์จากในแอป จากนั้น AI ก็จะคำนวนให้เองว่าถ้ามุมแบบนี้ กับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนี้ สัดส่วนควรออกมาเป็นเท่าไหร่ถึงจะสมจริงที่สุด แล้วไหนจะจัดแสงเงาให้ดูจริงแบบอัตโนมัติ

ทั้งหมดคือการลดขั้นตอนอัตโนมือแบบเดิมๆ จนทำให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามามีส่วนรวม​ Engagement มากมายขึ้นกว่าเดิมครับ

ถ้าถามว่าในเคสนี้เกี่ยวกับการใช้ AI Driven Data อย่างไร มันคือการที่แบรนด์ได้รู้ว่าจริงๆ แล้วลูกค้าแต่ละคนกำลังสนใจสินค้าชิ้นไหนของตัวเองอยู่ ทีนี้ถ้าเอาดาต้าตรงนี้ไปเช็คกับฐานข้อมูลการซื้อในอดีตก็พอจะรู้ได้ว่าควรทำการตลาดแบบรู้ใจกับลูกค้าแต่ละคนอย่างไร นี่คือการตลาดแบบรู้ใจยุคเอไอ Personalized Marketing 2.0 ครับ

บทสรุปการตลาดแบบรู้ใจยุคเอไอ Personalization 2.0

ทั้งหมดทั้งมวลเราจะเห็นว่านักการตลาดที่ดีจะไม่ได้เริ่มต้นคิดจากเทคโนโลยี แต่จะเริ่มต้นจากการคิดว่าเราจะทำให้ลูกค้ามีความสุขขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร แล้วจึงหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมเข้ามาใช้เพื่อตอบโจทย์สมการนั้น

เราได้เห็นทั้งเคสการใช้ AI อย่างเร่งรีบโดยไม่ใส่ใจลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายสักเท่าไหร่ ในขณะเดียวกันเราก็ได้เห็นเคสการใช้ AI อย่างใส่ใจจนกลายเป็นการตลาดแบบรู้ใจยุคใหม่ Personalized Marketing 2.0

ข้อดีของการใช้ AI ในวันนี้คือ “ช่วยนักการตลาดอย่างเราให้เบาขึ้นมาก” จากเดิมการจะทำ Personalization ให้รู้ใจลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกคน ทุก Segmentation ได้มากพอต้องใช้ทรัพยากรทั้งคนและเวลาอย่างสูง แต่พอ Generation AI เข้ามาบวกกับความสามารถของ Agentic AI ก็ทำให้ทุกอย่างง่ายและเร็วขึ้นหลายสิบเท่า

วันนี้เราสามารถทำการตลาดแบบรู้ใจให้ทุกคนได้จริงๆ จะเหลือก็แค่นักการตลาดคนไหนจะใส่ใจลูกค้ามากกว่าคู่แข่งเท่านั้นเอง

ในแง่ของลูกค้าเองก็ได้รับการตลาดที่ดี การตลาดที่ใช่ การตลาดที่รู้ใจจนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อที่เร็วขึ้น อย่าลืมว่าแต่ละวันเราเห็นโฆษณาเป็นพันๆ หมื่นๆ ชิ้นจนไม่สามารถประเมินได้อีกต่อไป

เราไม่ได้ต้องการแค่การตลาดที่แตกต่าง การตลาดที่ว้าว แต่เราต้องการการตลาดที่เหมือนตั้งใจคุยกับเรา เข้าอกเข้าใจเรา รู้ว่าในเวลานั้นเราน่าจะต้องการอะไร

และเดิมการจะทำแคมเปญสักอย่างเพื่อให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายที่สนใจมาร่วม Engage หรือแชร์ดาต้าให้นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรคมากมาย

เริ่มต้นไอเดียต้องดีก่อน ทำให้มันสนุกเพื่อให้คนอยากให้ดาต้ากับเรา จากนั้นต้องทำให้การป้อนดาต้าให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งจุดนี้เองแหละครับที่ทำให้นักการตลาดหลายคนตกม้าตายเพราะคนส่วนใหญ่ขี้เกียจถ้าต้องทำอะไรสักอย่าง

แต่พอ AI เข้ามาก็ทำให้ขั้นตอนการป้อนดาต้าให้นักการตลาดอย่างเราเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก เราสามารถเก็บ Customer Data ที่ต้องการได้มากมายในแบบที่เมื่อไม่กี่ปีก่อนคงไม่มีทางเป็นไปได้

แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องระวังในการใช้ AI เพื่อดึง Insight ที่เกินความจำเป็นของธุรกิจ ในวันที่เราสามารถใช้ AI ช่วยเก็บดาต้าจากลูกค้าได้ง่ายกว่าเดิมมาก นักการตลาดอย่างเรายิ่งต้องมีจริยธรรมในการทำการตลาดให้มากขึ้นกว่าเดิม

เพราะเอาจริงๆ เราสามารถ Manipulate โน้มน้าวผู้คนได้ง่ายกว่าเดิมมาก อย่าทำการตลาดที่คุณไม่อยากให้คนอื่นทำกับคนที่บ้านคุณ คิดเสียว่าพวกเขาคือครอบครัวของคุณคนหนึ่ง แล้วคุณจะเป็นนักการตลาดที่น่าชื่นชมในยุคเอไอครับ

อนาคตของเทคโนโลยี AI หรือสิ่งใหม่พัฒนาไปทุกวัน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยสักวันก็คือมนุษย์เราทุกคนล้วนต้องการให้ใครสักคนมารู้ใจ หวังว่าคุณจะเป็นนักการตลาดคนนั้น คนที่รู้ใจลูกค้าด้วย AI Personalized Marketing 2.0 ได้ดีครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *