TikTok Shopping Trends 2569 คนไทย 50% เน้นคุ้มค่า 2 ใน 3 เสิร์ชก่อนซื้อ ยอดค้นหาช็อปปิงโต 83% จาก 4,800 ล้านครั้ง Messaging Ads โต 1.9 เท่า รวม 12 อินไซต์

ถอดรหัส 12 Shopping Trends & Insights จาก TikTok เจาะพฤติกรรม Value-Driven Spending ที่คนไทยไม่ได้ใช้จ่ายน้อยลง แต่คิดหนักขึ้นก่อนควักเงินทุกบาท

ยอดการค้นหาบน TikTok ในไทยแตะ 4,800 ล้านครั้งภายในปีเดียว และเฉพาะคำว่าซื้อของ ช็อปปิง ลดราคา ก็พุ่งขึ้นถึง 83% นี่คือตัวเลขจากชุดอินไซต์ล่าสุดที่ TikTok เพิ่งเปิดเผยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2569 และมันทำให้ผมต้องหยุดคิดว่าพื้นที่ที่หลายคนยังมองว่าเป็นแค่ที่ดูคลิปสนุกๆ วันนี้กลายเป็นสมรภูมิการตัดสินใจซื้อของคนไทยไปเรียบร้อยแล้ว

ผมทำงาน Social Listening ให้ลูกค้าเป็นงานประจำ นั่งอ่านบทสนทนาของคนไทยบนโซเชียลทุกวัน สิ่งที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้คือคนไม่ได้เลิกซื้อของหรอกครับ แต่ก่อนจะกดจ่ายแต่ละครั้ง เขาถามหาเหตุผลกับตัวเองมากกว่าเดิมเยอะมาก พฤติกรรมนี้มีชื่อว่า Value-Driven Spending การใช้จ่ายที่ขับเคลื่อนด้วยความคุ้มค่า ซึ่งกลายเป็นแกนกลางที่ทำให้ทั้ง Consumer Journey เปลี่ยนไป

บทความนี้ผมเลยรวบ 12 Shopping Trends และ Insights จากอินไซต์ TikTok มาแยกเล่าทีละข้อให้เพื่อนๆ นักการตลาด พร้อมแนวทางการตลาดที่เอาไปปรับใช้ได้จริงในแต่ละข้อ ทั้งหมดนี้เป็นตัวเลขจากชุดข้อมูลเดียวกัน สรุปหัวข้อทั้ง 12 ข้อได้ดังนี้ครับ

  1. Value-Driven Mode คนไทยครึ่งประเทศเปลี่ยนมาใช้จ่ายแบบเน้นคุ้มค่า
  2. Search-First Shopping สองในสามเพิ่มขั้นตอนเสิร์ชก่อนตัดสินใจ
  3. Deal-Hunting Surge ยอดค้นหาซื้อของ ช็อปปิง ลดราคา พุ่ง 83%
  4. Chat-Before-Buy คนซื้อกว่า 80% พร้อมทักแบรนด์ผ่านแชท
  5. Trust & Credibility ความเชื่อมั่นคือด่านแรกที่ 57%
  6. Purchase Confidence หนึ่งในสองต้องมั่นใจว่าเลือกถูก
  7. Product Clarity ความเข้าใจในสินค้าชัดเจนที่ 56%
  8. User Base ฐานผู้ใช้ TikTok ในไทยกว่า 50 ล้านราย
  9. Search Volume ยอดค้นหารวมกว่า 4,800 ล้านครั้งในปีเดียว
  10. Messaging Ads Growth เครื่องมือแชทแอดโต 1.9 เท่า
  11. Three-Minute Rule ตอบใน 3 นาที เพิ่มโอกาสคุยต่อ 2.2 เท่า
  12. Price Consistency ราคาในวิดีโอกับในแชทต้องตรงกัน 100%

1. Value-Driven Mode: คนไทยครึ่งประเทศเปลี่ยนมาใช้จ่ายแบบเน้นคุ้มค่า

ข้อมูลจาก TikTok ที่ได้จากผลสำรวจของบริษัทวิจัย Kantar พบว่าผู้บริโภคไทยราว 50% เข้าสู่โหมดการใช้จ่ายที่เน้นความคุ้มค่าเป็นหลัก คนกลุ่มนี้ไม่ได้เลิกซื้อ แต่ทุกการซื้อกลายเป็นความต้องการจริงที่มีเหตุผลรองรับ ลองนึกภาพคนที่เมื่อก่อนเห็นของถูกใจก็กดเลย วันนี้เปลี่ยนเป็นหยุดคิดก่อนว่าจำเป็นแค่ไหน และจ่ายไปแล้วคุ้มจริงหรือเปล่า

แนวทางการตลาด: ปรับการสื่อสารจากการขายความอยากได้ มาเป็นการขายเหตุผลของความคุ้มค่า เช่น แสดงราคาต่อหน่วยหรือราคาต่อการใช้งานหนึ่งครั้ง และบอกให้ชัดว่าจ่ายเท่านี้แล้วลูกค้าจะได้คุณค่าอะไรกลับไปบ้าง ไม่ใช่แค่บอกว่าถูกที่สุด

2. Search-First Shopping: สองในสามเพิ่มขั้นตอนเสิร์ชก่อนตัดสินใจ

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า 2 ใน 3 ของผู้บริโภคเพิ่มขั้นตอนเสิร์ชหาข้อมูลก่อนซื้อสินค้าที่ต้องการ นั่นแปลว่าช่วงพิจารณายาวขึ้น และแบรนด์ที่ไม่โผล่มาในตอนที่ลูกค้ากำลังหาข้อมูล ก็เท่ากับหายไปจากด่านตัดสินใจที่สำคัญ ลองนึกถึงลูกค้าที่เปิดหารีวิวสามสี่รอบ เทียบราคาข้ามหลายที่ กว่าจะยอมกดจ่ายครีมสักกระปุก

แนวทางการตลาด: ลงมือทำ TikTok SEO อย่างจริงจัง วางคีย์เวิร์ดที่ลูกค้าใช้ค้นจริงไว้ทั้งในแคปชั่น เสียงพูด และข้อความบนหน้าจอ เพื่อให้แบรนด์โผล่มาให้เจอในวินาทีที่ลูกค้ากำลังเสิร์ชเปรียบเทียบ ไม่ใช่รอให้เขาไปเจอคู่แข่งใน Category ก่อน

3. Deal-Hunting Surge: ยอดค้นหาซื้อของ ช็อปปิง ลดราคา พุ่ง 83%

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่าพฤติกรรมใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าดันให้ยอดค้นหาคำว่าซื้อของ ช็อปปิง และลดราคา เพิ่มขึ้นถึง 83% การเสิร์ชแบบนี้ไม่ใช่แค่การหาข้อมูล แต่คือสัญญาณของความตั้งใจซื้อที่ชัดเจน หรือ High Intent เพราะคนที่ลงมือพิมพ์ค้นหาชื่อสินค้าหรือดีล คือคนที่ขยับจากขั้นรับรู้มาสู่ขั้นพร้อมซื้อแล้ว ลองนึกถึงคนที่พิมพ์หาโค้ดส่งฟรีหรือรุ่นไหนคุ้มสุดก่อนกดสั่ง

แนวทางการตลาด: เตรียมคอนเทนต์กลุ่มดีลและเทียบความคุ้มค่าให้ลูกค้าเจอง่ายในจังหวะที่เขากำลังล่าดีล เช่น คลิปสรุปโปร คลิปเทียบรุ่น หรือคลิปตอบว่าซื้อตอนไหนคุ้มสุด เพื่อดักคนที่มี Intent สูงให้จบการตัดสินใจกับเราแทนที่จะไปเทียบต่อที่อื่น

4. Chat-Before-Buy: คนซื้อกว่า 80% พร้อมทักแบรนด์ผ่านแชท

ข้อมูลจาก TikTok ที่ได้จากผลสำรวจของ Kantar พบว่าคนซื้อมากกว่า 80% ยินดีและพร้อมติดต่อแบรนด์ผ่านแชทเพื่อประกอบการตัดสินใจ รู้มั้ยว่าตัวเลขนี้บอกอะไรเรา มันบอกว่าคนไทยไม่ได้แชทมาเพื่อถามราคาอย่างเดียว แต่แชทมาเพื่อขอความมั่นใจก่อนจ่ายเงิน ลองนึกถึงคำถามแบบมีไซซ์นี้ไหม ส่งกี่วันถึง ผ่อนได้หรือเปล่า ทั้งหมดนี้คือการขอให้แบรนด์ช่วยยืนยันว่าตัดสินใจถูกแล้ว

แนวทางการตลาด: ออกแบบ CTA ให้พาลูกค้าเข้าสู่แชทได้ง่ายตั้งแต่ในโฆษณา และเตรียมสคริปต์ตอบคำถามคาใจที่เจอบ่อยไว้ล่วงหน้า ทั้งเรื่องไซซ์ การจัดส่ง และการผ่อน เพื่อให้ทีมตอบได้เร็วและตรงจุด เปลี่ยนคำทักทายแรกให้กลายเป็นความมั่นใจได้ทันที

5. Trust & Credibility: ความเชื่อมั่นคือด่านแรกที่ 57%

เมื่อคนคิดหนักขึ้นก่อนซื้อ ก็เกิดด่านคัดกรองแบรนด์ตามมา ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า 57% ของผู้บริโภคใช้ความเชื่อมั่นในตัวแบรนด์ ครีเอเตอร์ หรือผู้ให้บริการ เป็นปราการด่านแรกในการคัดกรอง ลองนึกภาพแบรนด์ที่มีรีวิวจริงให้เห็นเยอะๆ ย่อมผ่านด่านนี้ได้ง่ายกว่าแบรนด์ที่มีแต่ภาพสวยแต่หาคนพูดถึงจริงไม่เจอ

แนวทางการตลาด: ดันรีวิวจริงและคอนเทนต์จากผู้ใช้จริงขึ้นมาให้เห็นเด่น ทำงานกับครีเอเตอร์ที่กลุ่มเป้าหมายเชื่อถือ และสร้างตัวตนที่โปร่งใสพร้อมให้เข้าถึงได้ทันที เพราะความน่าเชื่อถือที่พิสูจน์ได้ช่วยพาลูกค้าข้ามด่านแรกได้เร็วที่สุด

6. Purchase Confidence: หนึ่งในสองต้องมั่นใจว่าตัดสินใจถูก

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่าราว 1 ใน 2 ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความมั่นใจและความรู้สึกปลอดภัยว่าตนเองกำลังตัดสินใจซื้อได้อย่างถูกต้อง จุดนี้แหละที่การโต้ตอบและตอบคำถามแบบเรียลไทม์เข้ามาช่วยทลายความลังเลได้ ลองนึกถึงตอนที่เราเกือบกดสั่งของแล้วแต่ยังไม่กล้า พอมีคนตอบคำถามคาใจให้หายสงสัย ความลังเลก็หายไปทันที

แนวทางการตลาด: ลดความเสี่ยงที่ลูกค้ารู้สึกก่อนจ่าย ด้วยการรับประกัน การคืนสินค้าได้ หรือการโชว์ผลลัพธ์ก่อนหลังที่จับต้องได้ ควบคู่กับการตอบแชทแบบเรียลไทม์เพื่อยืนยันกับลูกค้าว่าเขากำลังเลือกถูกทาง

7. Product Clarity: ความเข้าใจในสินค้าที่ชัดเจนที่ 56%

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า 56% ของผู้บริโภคต้องการความเข้าใจในตัวผลิตภัณฑ์และบริการที่ชัดเจนแม่นยำ เพราะเขาอยากรู้ว่าจะได้คุณค่าอะไรกลับมาจากเงินทุกบาทที่จ่าย การสื่อสารแบบสองทางจึงให้ข้อมูลแบบ Personalized ได้ดีกว่าการอ่านรายละเอียดยาวๆ แบบเดิม ลองนึกถึงลูกค้าที่ถามตรงๆ ว่าสินค้าตัวนี้เหมาะกับผิวแพ้ง่ายไหม แล้วได้คำตอบเฉพาะเจาะจงกลับไป

แนวทางการตลาด: สื่อสารสเปก วิธีใช้ และกลุ่มที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับสินค้าให้ชัดตั้งแต่คอนเทนต์ แล้วใช้แชทเป็นช่องให้ข้อมูลแบบเจาะจงรายคน ตอบคำถามเฉพาะของลูกค้าแต่ละคนแทนการโยนลิงก์รายละเอียดยาวๆ ให้ไปอ่านเอง

8. User Base: ฐานผู้ใช้ TikTok ในไทยกว่า 50 ล้านราย

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่าแพลตฟอร์มมีฐานผู้ใช้งานในประเทศไทยมากกว่า 50 ล้านราย นี่คือขนาดตลาดที่ทำให้ทุกพฤติกรรมการค้นหาและการช้อปปิงมีน้ำหนักมากพอที่แบรนด์จะมองข้ามไม่ได้ ลองนึกภาพว่าถ้าคนไทยครึ่งประเทศมารวมตัวกันในที่เดียว การไม่มีตัวตนตรงนั้นก็เท่ากับปิดโอกาสตัวเองไปเฉยๆ

แนวทางการตลาด: จัดสรรงบให้ TikTok เป็นหนึ่งในช่องทางหลักของแผน ไม่ใช่แค่ช่องเสริมที่ทำตามกระแส เพราะสเกลระดับนี้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้กว้างพอจะเป็นฐานของทั้ง Funnel ตั้งแต่การค้นพบไปจนถึงการปิดการขาย

9. Search Volume: ยอดค้นหารวมกว่า 4,800 ล้านครั้งในปีเดียว

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่าแพลตฟอร์มมียอดการค้นหาข้อมูลรวมกันสูงกว่า 4,800 ล้านครั้งตลอดไตรมาส 1 ถึง 4 ของปี 2568 ตัวเลขระดับพันล้านครั้งแบบนี้ยืนยันว่าคนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้ TikTok เป็นช่องทางหาข้อมูลก่อนซื้อจริงจัง ลองนึกถึงคนที่แทนที่จะไปเสิร์ชที่อื่น กลับพิมพ์หาชื่อสินค้าและรีวิวใน TikTok โดยตรง

แนวทางการตลาด: ลงทุนทำคอนเทนต์ที่ตอบคำค้นของลูกค้า ทั้งคลิป How-to คลิปรีวิว และคลิปเทียบสินค้า ไม่ใช่ไล่ทำแต่คอนเทนต์ไวรัลที่คนดูจบแล้วผ่านไป เพราะคอนเทนต์ที่ตอบคำค้นคือสิ่งที่ดักคนมี Intent ได้ตรงจุดที่สุด

10. Messaging Ads Growth: เครื่องมือแชทแอดโต 1.9 เท่า

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่า TikTok Messaging Ads เครื่องมือที่เปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นยอดขาย เติบโตขึ้นถึง 1.9 เท่า สะท้อนว่าแบรนด์เริ่มขยับจากการวัดผลที่ยอดวิว มาสู่การวัดผลที่บทสนทนาซึ่งนำไปสู่การซื้อจริง ลองนึกถึงร้านค้าที่เปลี่ยนจากยิงแอดหาคนดูเยอะๆ มาเป็นยิงแอดที่พาลูกค้าเข้ามาคุยในแชทได้เลย

แนวทางการตลาด: ทดลองใช้ Messaging Ads พาคนจากหน้าฟีดเข้าสู่แชท แล้วตั้งตัวชี้วัดใหม่ที่บทสนทนาและยอดขาย ไม่ใช่แค่ยอดวิวหรือยอดคลิก เพราะการเปลี่ยนบทสนทนาครั้งแรกให้กลายเป็นลูกค้าระยะยาวคือหัวใจ ซึ่งผมเขียนไว้ละเอียดในหนังสือ Customer Relationship Marketing ของผมเองครับ [ลิงก์ Shopee Affiliate หนังสือ CRM ของคุณหนุ่ย]

11. Three-Minute Rule: ตอบใน 3 นาที เพิ่มโอกาสคุยต่อ 2.2 เท่า

ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่าความเร็วในการตอบระดับ 3 นาที ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าอยู่ในบทสนทนาต่อได้มากขึ้นถึง 2.2 เท่า ความเร็วจึงกลายเป็นข้อได้เปรียบที่วัดผลได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องมารยาท ลองนึกถึงเพจร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบแชทช้าข้ามวัน กว่าจะตอบลูกค้าก็ไปสั่งเจ้าอื่นที่ตอบไวกว่าแล้ว

แนวทางการตลาด: ตั้งมาตรฐานการตอบภายใน 3 นาทีเป็นตัวชี้วัดของทีม และใช้ระบบตอบอัตโนมัติหรือแชทบอทช่วยในช่วงเวลาที่คนไม่ว่าง เพื่อรักษาจังหวะบทสนทนาไม่ให้ขาดตอน โดยเฉพาะช่วงที่ลูกค้ากำลังลังเลอยู่พอดี

12. Price Consistency: ราคาในวิดีโอกับในแชทต้องตรงกัน 100%

ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติจาก TikTok สำหรับร้านค้าคือ ต้องรักษาความสอดคล้องของราคาและโปรโมชันระหว่างวิดีโอโฆษณากับในแชทให้ตรงกัน 100% เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ลูกค้าไว้ใจได้ ข้อนี้ไม่ใช่สถิติ แต่เป็นบทเรียนที่คนมักมองข้าม เพราะถ้าลูกค้าเห็นราคาหนึ่งในคลิปแล้วมาเจออีกราคาในแชท ความไว้ใจที่สร้างมาทั้งหมดก็พังลงในวินาทีเดียว

แนวทางการตลาด: วางระบบให้ราคาและโปรโมชันระหว่างวิดีโอ แชท และหน้าร้าน sync ตรงกันเสมอ และตั้งขั้นตอนตรวจสอบก่อนยิงแอดทุกครั้งว่าข้อมูลตรงกันจริง เพราะความสม่ำเสมอของราคาคือรากฐานของความไว้ใจที่ทำให้ลูกค้ากล้าจ่าย

มองทั้ง 12 ข้อพร้อมกัน เราจะเห็นเส้นเรื่องเดียวที่ร้อยทุกอย่างเข้าด้วยกัน นั่นคือผู้บริโภคไทยไม่ได้จนลงหรือหยุดซื้อ แต่เขาเปลี่ยนวิธีคิดจากซื้อเพราะอยากได้ มาเป็นซื้อเมื่อมั่นใจว่าคุ้ม

เมื่อความมั่นใจกลายเป็นเงื่อนไขก่อนจ่าย ช่วงพิจารณาของลูกค้าก็ยาวขึ้นและเต็มไปด้วยการเสิร์ช การเทียบ และการถาม สิ่งที่แบรนด์ต้องทำจึงไม่ใช่การตะโกนให้ดังกว่าเดิม แต่คือการไปอยู่ในทุกจุดที่ลูกค้ากำลังหาเหตุผลมายืนยันการตัดสินใจ อย่างที่การตลาดวันละตอนเคยถอดเทรนด์คนไทยที่ หันมาใช้จ่ายอย่างคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น และพฤติกรรม Value Seeking ที่ก่อตัวมาตั้งแต่ปี 2024 ไว้ก่อนหน้านี้

ถ้าให้ผมรวบทั้ง 12 ข้อนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Certainty หรือในภาษาไทยคือความมั่นใจ เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่ผู้บริโภคยุค Value-Driven Spending ตามหาในทุกการซื้อ ไม่ใช่ของที่ถูกที่สุด แต่คือความมั่นใจว่าเงินทุกบาทที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าจริง สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากต่อยอดเรื่องการเปลี่ยนความมั่นใจครั้งแรกให้กลายเป็นความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ลองหยิบหนังสือ Customer Relationship Marketing ของผมไปอ่านต่อได้ครับ https://s.shopee.co.th/4fubqkeZ4k

คำถามที่ผมอยากฝากให้คุณคิดต่อตั้งแต่วันนี้คือ แบรนด์ของคุณกำลังแย่งความสนใจของลูกค้า หรือกำลังสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ากันแน่ เพราะในวันที่ทุกคนเริ่มนับทุกบาทก่อนจ่าย ใครที่ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ ก็อาจถูกแบรนด์ที่เข้าใจเรื่องนี้แซงหน้าไปอย่างน่าเสียดายครับ

12 Shopping Trends จาก TikTok มีอะไรบ้าง

ทั้ง 12 ข้อแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ พฤติกรรม Value-Driven Spending ที่เปลี่ยนไป (คุ้มค่า เสิร์ชก่อนซื้อ ล่าดีล ทักแชท) 3 ด่านคัดกรองแบรนด์ (Trust & Credibility, Purchase Confidence, Product Clarity) สเกลแพลตฟอร์ม (ผู้ใช้ 50 ล้านราย ค้นหา 4,800 ล้านครั้ง) และการเปลี่ยนบทสนทนาเป็นยอดขาย (Messaging Ads โต 1.9 เท่า ตอบ 3 นาที ราคาตรงกัน 100%) ครับ

Value-Driven Spending คืออะไร

Value-Driven Spending คือพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผู้บริโภคเน้นความคุ้มค่าเป็นตัวตั้ง โดยไม่ได้ใช้เงินน้อยลง แต่พิจารณารอบด้านและหาข้อมูลมากขึ้นก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ข้อมูลจาก TikTok ระบุว่าผู้บริโภคไทยราว 50% เข้าสู่โหมดการใช้จ่ายแบบนี้แล้วครับ

ตัวเลขทั้ง 12 ข้อนี้มาจากไหน

ทั้งหมดเป็นอินไซต์ที่ TikTok เปิดเผยเมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2569 ส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลภายในของ TikTok และอีกส่วนมาจากผลสำรวจที่ TikTok ว่าจ้างบริษัทวิจัย Kantar ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยครับ

นักการตลาดควรเริ่มปรับตรงไหนก่อน

แนะนำเริ่มจากด่านที่ลูกค้าสัมผัสก่อนใครคือการโชว์ความคุ้มค่าให้เห็นชัดตั้งแต่หน้าโฆษณา และการทำให้แบรนด์เจอได้ในตอนที่ลูกค้าเสิร์ช จากนั้นค่อยไปเสริมเรื่องความเร็วในการตอบแชทเพื่อปิดการขาย เพราะทั้งสามจุดนี้คือที่ที่ Value-Driven Shopper ทุ่มเวลาพิจารณามากเป็นพิเศษครับ

อ่านบทความชุดโพสต์ TikTok เวลาไหนดีในการตลาดวันละตอนต่อ: คลิ๊ก

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *