3 Case Study กรณีศึกษา NFT Business กับการสร้างยอดขายใหม่ด้วย NFT Collection และการเก็บค่าลิขสิทธิ์ Loyalty Fee ด้วย Smart Contract

3 Case Study NFT Business เพิ่มยอดขายจาก NFT และค่า Loyalty ด้วย Smart Contract

หนังสือ Quantum Marketing บอกไว้ว่า 1 ใน 4 ของหน้าที่ใหม่นักการตลาดยุคควอนตัมคือการสร้าง Brand Asset ใหม่ที่จะทำไปสู่รายได้ใหม่ๆ ของธุรกิจ และ NFT ก็ดูตอบโจทย์นั้นอย่างลงตัว เพราะบทความนี้จะพาไปดู Case Study NFT Business ของการต่อยอดไอเดียการตลาดและธุรกิจใหม่ๆ ด้วย NFT ที่นำไปสู่ยอดขายใหม่โดยไม่ต้องผลิตอะไรเพิ่ม และยังมีค่าส่วนแบ่ง Loyalty โดยที่ไม่ต้องตามทวงหนี้แต่อย่างไร

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุผลหลักของการตลาดนั้นก็คือการเพิ่มยอดขาย ด้วยการทำให้กลุ่มเป้าหมายอยากซื้อ ดังนั้นการที่แบรนด์จะออก NFT มาสัก Collection หนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขายก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรนัก

Budverse แค่ขายเบียร์ NFT ก็ทำเงินได้กว่าล้านเหรียญ โดยไม่ต้องผลิตเบียร์เพิ่มสักกระป๋อง

ตัวอย่างตอนปลายปี 2021 บริษัท AB InBev สามารถทำรายได้กว่า 33 ล้านบาท ด้วยการขาย NFT ที่มีชื่อว่า Budverse (มาจาก Budweiser + Metaverse) จำนวน 1,936 ชิ้น

Photo: https://opensea.io/collection/budverse-cans-heritage-edition

จากนั้นอีก 3 เดือนถัดมา เมื่อต้นปี 2022 มานี้เอง พวกเขาก็สร้างยอดขายได้อีกกว่า 4.5 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 150 ล้านบาท ด้วยการขาย NFT เบียร์ Bud Light 12,000 ชิ้น ทั้งหมดนี้ไม่ต้องขายเบียร์จริงสักกระป๋อง

https://twitter.com/budlight/status/1486748634532261893

อ่านถึงตรงนี้ต้องเริ่มคิดต่อยอดแล้วนะครับว่า เราจะขายสินค้าแบรนด์เราในรูปแบบ NFT อย่างไรให้ได้ยอดขายแบบ Budweiser บ้าง

Bacardi NFT กับการรายได้จาก Loyalty แล้วเอาไปสนับสนุน Community เปลี่ยน Fan ให้กลายเป็น Invertos

หรืออย่างที่ Bacardi ทำโปรเจค NFT แต่ไม่ได้ทำเพื่อยอดขายทางธุรกิจ แต่ทำเพื่อสนับสนุนนักดนตรีด้อยโอกาสให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ดีได้

https://www.youtube.com/watch?v=eFZjVvI5hcQ

พวกเขาจึงสร้าง Music Liberates Music ขึ้นมา เป็นการชวนเหล่าศิลปินไม่ดังนอกกระแสให้ได้มีพื้นที่ของการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชอบฟังเพลงมากขึ้น (นั่นก็คือกลุ่มลูกค้าของ Bacardi นั่นเอง) ด้วยการสามารถเอาผลงานเพลงตัวเองมา Mint เป็น NFT ได้ โดยพวกเขาได้ทำการสนับสนุน 3 เพลง NFT ที่มีผู้หญิงเป็น Producer อีกด้วย

แคมเปญนี้ถูกตั้งชื่อให้ว่า Fanvestors หรือการชวนแฟนคลับให้มาเป็นนักลงทุนในตัวศิลปินที่ชื่นชอบแทน ด้วยการที่คนที่ซื้อผลงานเพลง NFT ชิ้นไหนไปก็ได้จะได้รับค่าตอบแทนหรือค่าลิขสิทธิ์เมื่อมีคนเรียกฟังกลับมา และนั่นหมายความว่าถ้าแฟนเพลงที่ลงทุนซื้อผลงาน NFT ชิ้นนั้นไปขยันโปรโมทให้ศิลปินมากเท่าไหร่ ตัวเขาเองก็จะได้ส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์ตอบแทนทุกครั้งที่มีคนฟังแบบอัตโนมัติครับ

และนี่ก็คือข้อดีของ NFT ที่สามารถกำหนดสัญญาข้อผูกมัดที่เรียกว่า Smart Contract กำกับไว้ได้ว่าจะให้แบ่งใครเท่าไหร่อย่างไร ซึ่งไม่มีทางเบี้ยวได้ และไม่ต้องไปไล่ตามทวงหนี้ เพราะระบบจะทำหน้าที่ของมันเองตามโค้ดที่กำกับไว้แต่แรกครับ

และนั่นหมายความว่ายิ่งผลงานมีการซื้อขายเปลี่ยนมือมากเท่าไหร่ ตัวศิลปินเองก็จะยิ่งได้รับค่าตอบแทนมากขึ้นเท่านั้น

เรียกได้ว่าเป็นการเก็บค่า Loyalty ค่าลิขสิทธิ์ที่แสนสะดวกสบายในยุค Blockchain อย่างยิ่ง ฟังเท่าไหร่ก็รู้ ซื้อขายกันกี่ทอดก็บอก เบี้ยวไม่ได้ โกงไม่ได้ นี่แหละครับอนาคตการทำธุรกิจที่ลดความเชื่อใจ แล้วหันไปใช้การเชื่อโค้ดดิ้งแทน

และ Case Study สุดท้ายของการทำเงินจากค่าลิขสิทธิ์จาก NFT คือการบริจาคสู่องค์กรการกุศลครับ

NFT for Charity กับแคมเปญ Immortal Poppy เงินบริจาคทุกบาทไม่หล่นหาย

ปัญหาเรื่องเงินบริจาคหล่นหายไประหว่างทางกลายเป็นเงินทอน เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับทั่วโลก ใน Case Study สุดท้ายนี้จึงหยิบเอาแคมเปญการตลาดเพื่อกระตุ้นให้คนบริจาคให้กับองค์กรทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่หนึ่งของประเทศแคนาดา กับแคมเปญที่มีชื่อว่า Immortal Poppy ครับ

Immortal Poppy แปลเป็นไทยง่ายๆ คือดอกป๊อปปี้ ดอกไม้ที่จะเอาไว้ขายเพื่อหาเงินบริจาคให้กับทหารผ่านศึกทั่วโลกเหมือนกับบ้านเรา แต่เดิมทีต้องบริจาคแลกดอกป๊อปปี้จริง หรืออาจจะเป็นดอกเทียมที่ทำเลียนแบบมา แต่ในโลกยุคใหม่วันนี้ที่อะไรๆ ก็กลายเป็นดิจิทัลได้ทั้งนั้น ทางองค์กรนี้ก็เลยเกิดไอเดียว่า ทำไมเราไม่ทำเป็นดอกป๊อปปี้ NFT ขึ้นมาแทนหละ

และเจ้าดอกป๊อปปี้ NFT นี้ก็สามารถทำเงินได้กว่า 31,600 ดอลลาร์ ทั้งจากเงินที่ได้จากการขายครั้งแรกตรงให้กับผู้ที่สนใจ ไปจนถึงเงินที่ได้เป็นส่วนแบ่งเมื่อมีการซื้อขายผ่านมือในครั้งต่อๆ ไปครับ

ซึ่งทุกครั้งที่มีการขายต่อๆ กันไปใน Smart Contract ก็จะตัดส่วนแบ่ง 10% จากยอดขายส่งต่อให้มูลนิธิต้นทาง เรียกได้ว่าเงินทุกบาท เหรียญคริปโตทุกเหรียญนั้นจะไม่มีวันหลุดลอดหายจากสายตากลายไปเป็นเงินทอนของใคร ไม่มีทางกลายเป็นรถเบนซ์ที่บ้านผู้มีอำนาจคนไหนได้แน่นอน

สรุป NFT Business กับการสร้างยอดขายใหม่ของแบรนด์ ด้วยชิ้นงาน NFT และค่าลิขสิทธิ์ Loyalty ที่เบี้ยวไม่ได้

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 3 Case Study ของ NFT Business ที่เป็นการสร้างยอดขายใหม่ให้กับธุรกิจโดยไม่ต้องผลิตของจริง แค่ผลิตผลงาน NFT ออกมาขายก็สามารถทำเงินเป็นกอบเป็นกำได้ ไปจนถึงการเก็บค่าลิขสิทธิ์ Loyalty Fee เมื่อมีการขายต่อไปเรื่อยๆ ที่เราไม่ต้องตามทวงหนี้ และไม่ต้องกลัวว่าส่วนแบ่งที่ควรเป็นของเราจะหลุดหายไประหว่างทาง

และนี่ก็เป็นหน้าที่ใหม่ของนักการตลาดยุค Quantum Marketing ที่จะต้องมองหา Opportunity ใหม่ให้กับธุรกิจเสมอ เมื่อการตลาดมีมากกว่าแค่การทำแคมเปญว้าวๆ หรือการเพิ่มยอดขายทั่วไป แต่ยังต้องเพิ่มหน้าที่การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ นั่นก็คือการสร้าง Brand Asset ใหม่ๆ ขึ้นมา และดูเหมือนว่า NFT จะเป็นคำตอบที่ใช่ของทั้ง Business and Marketing ในวันนี้ครับ

อ่านบทความที่เกี่ยวกับ NFT Marketing ในการตลาดวันละตอนต่อ > https://everydaymarketing.co/tag/nft/

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *