แบรนด์ที่ทำยอดขายปีละเกือบ 500 ล้านยูโร หรือราว 18,000 ล้านบาท เคยตัดสินใจโยนสินค้าขายดีทั้งหมดของตัวเองทิ้งภายในเวลาแค่ 8 เดือนครับ และการตัดสินใจครั้งนั้นเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน คือเหตุผลที่วันนี้ชื่อ Molteni&C กลายเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อิตาลีที่คอนโด Ultra Luxury ในกรุงเทพฯ ต้องหยิบไปอวดลูกค้า ราวกับเป็นตรารับประกันความหรู
จากที่ผมสังเกตป้ายโฆษณาและสื่อการขายคอนโดระดับบนช่วงหลังๆ ชื่อแบรนด์เฟอร์นิเจอร์รายนี้โผล่มาบ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตั้งคำถามว่าแบรนด์อะไรกัน ทำไมแค่ชื่อก็ช่วยขายคอนโดราคาหลายร้อยล้านได้ ฟังดูเหมือนเป็นแค่เรื่องของแบรนด์หรูที่อยู่มานานใช่ไหมครับ แต่จริงๆ เบื้องหลังคือหนึ่งในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่เด็ดขาดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจครอบครัว
บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสกันว่า Molteni&C คือใคร เติบโตมาอย่างไร การตัดสินใจครั้งไหนที่เปลี่ยนทุกอย่าง และนักการตลาดอย่างเราจะเรียนรู้อะไรจากแบรนด์อายุกว่า 90 ปีนี้ไปใช้ต่อได้บ้าง
Brand Timeline เส้นทางกว่า 90 ปีของ Molteni&C แบบย่อ
ก่อนลงลึก ลองกวาดตาดูหมุดเวลาสำคัญของแบรนด์นี้กันก่อนครับ
- ปี 1934 คุณ Angelo Molteni และภรรยาคือคุณ Giuseppina Molteni ก่อตั้งโรงงานเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็กที่เมือง Giussano แคว้น Brianza ประเทศอิตาลี เริ่มจากผลิตเฟอร์นิเจอร์สไตล์คลาสสิก
- ปี 1961 คุณ Angelo Molteni เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งงาน Salone del Mobile งานแฟร์เฟอร์นิเจอร์ครั้งแรกของเมืองมิลาน ที่ต่อมากลายเป็นเวทีดีไซน์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
- ปี 1968 ถึง 1969 จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของแบรนด์ เลิกผลิตเฟอร์นิเจอร์คลาสสิกทั้งหมดภายในเวลาราว 8 เดือน แล้วหันมาทำเฟอร์นิเจอร์ Modern Design เต็มตัว
- ปี 2012 เปิดตัว Gio Ponti Collection นำแบบเฟอร์นิเจอร์ของคุณ Gio Ponti ปรมาจารย์ดีไซน์อิตาลีที่ไม่เคยถูกผลิตจริง กลับมาผลิตอย่างเป็นทางการ
- ปี 2016 แต่งตั้งคุณ Vincent Van Duysen สถาปนิกชาวเบลเยียมเป็น Creative Director และปี 2025 เปิดแฟลกชิพสโตร์กรุงเทพฯ ที่ทองหล่อ ซึ่งเป็นแฟลกชิพสโตร์ของแบรนด์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชีย
Brand Background จุดเริ่มต้นของ Molteni&C ธุรกิจครอบครัวจากเมืองเฟอร์นิเจอร์ของอิตาลี
Molteni&C คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์หรู Luxury Furniture จากอิตาลี ก่อตั้งปี 1934 โดยคุณ Angelo Molteni ที่เมือง Giussano ซึ่งเป็นย่านที่ขึ้นชื่อเรื่องช่างไม้ฝีมือดีของแคว้น Brianza ใกล้เมืองมิลาน ปัจจุบันยังเป็นธุรกิจครอบครัวที่บริหารโดยทายาทรุ่นที่ 3
และตามรายงานของ Barche Magazine ที่สรุปหนังสือครบรอบ 90 ปีของแบรนด์ รายได้รวมของ Molteni&C กับบริษัทในเครือปี 2023 อยู่ที่ราว 480 ล้านยูโร หรือประมาณ 18,000 ล้านบาท และยังนำรายได้ราว 5% กลับไปลงทุนในการวิจัยและพัฒนาทุกปี
แต่รู้มั้ยว่าจุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ธรรมดากว่าที่คิดมากครับ เพราะในยุคแรก โรงงานของคุณ Angelo Molteni ผลิตเฟอร์นิเจอร์สไตล์คลาสสิก แบบเดียวกับที่โรงงานนับร้อยแห่งในย่านเดียวกันทำ พูดง่ายๆ คือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตฝีมือดีของตลาด แต่ยังไม่มีอะไรที่ทำให้ลูกค้าต้องจำชื่อ Molteni ให้ได้
สิ่งที่ต่างคือวิธีมองเกมระยะยาวของผู้ก่อตั้ง เพราะแทนที่จะแข่งกันผลิตของสวยราคาดีไปวันๆ คุณ Angelo Molteni เลือกไปสร้างสนามแข่งใหม่ให้ทั้งอุตสาหกรรมก่อน นั่นคือการเข้าร่วมเป็นหนึ่งใน 14 ผู้ประกอบการที่ร่วมก่อตั้งงาน Salone del Mobile ที่มิลานในปี 1961 ตามบันทึกของ Molteni Museum พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ งานแฟร์ครั้งนั้นเปิดเมื่อวันที่ 24 กันยายน 1961 และกลายเป็นจุดที่พาสถาปนิกและวัฒนธรรมการออกแบบสมัยใหม่ หลั่งไหลเข้ามาถึงหน้าประตูโรงงานในเมือง Giussano
แล้วการเปิดประตูรับโลกดีไซน์ครั้งนั้น ก็นำมาสู่การตัดสินใจที่โหดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ครับ
Brand Reinvention การตัดสินใจโยนสินค้าขายดีทิ้งทั้งหมดใน 8 เดือน จุดเปลี่ยนที่สร้าง Molteni&C อย่างที่เรารู้จัก
ปี 1968 Molteni&C เปิดตัวระบบเฟอร์นิเจอร์ Iride ที่ออกแบบโดยคุณ Luca Meda และนั่นคือสัญญาณของการเปลี่ยนทิศทางครั้งใหญ่ เพราะคุณ Carlo Molteni ทายาทรุ่นที่ 2 เล่าไว้ในบันทึกของ Molteni Museum ว่าภายในปีถัดมา บริษัทเลิกผลิตแทบทุกอย่างที่เคยทำมาตลอด 30 กว่าปี เพื่อหันมาผลิตเฟอร์นิเจอร์ Modern Design เต็มตัว ทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียง 7 ถึง 8 เดือน เร็วจนเจ้าตัวยังบอกว่าแทบไม่น่าเชื่อ
หยุดคิดตามตรงนี้แป๊บนึงนะครับ นี่ไม่ใช่การออกสินค้าไลน์ใหม่มาลองตลาด แต่คือการที่ธุรกิจครอบครัวที่กำลังไปได้ดี ตัดสินใจทุบแหล่งรายได้หลักของตัวเองทิ้งทั้งก้อน ในยุคที่เฟอร์นิเจอร์คลาสสิกยังขายได้ปกติ เพื่อเดิมพันกับสิ่งที่เรียกว่า Design ซึ่งตอนนั้นยังเป็นของใหม่มากสำหรับตลาด Mass
สิ่งที่ตามมาหลังการเดิมพันครั้งนั้นคือโครงสร้างธุรกิจแบบใหม่ทั้งระบบ Molteni&C เปลี่ยนจากโรงงานที่ผลิตตามแบบที่ตลาดคุ้นเคย มาเป็นบริษัทที่ทำงานคู่กับสถาปนิกและนักออกแบบระดับโลกในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์ ตั้งแต่คุณ Aldo Rossi คุณ Afra Scarpa และคุณ Tobia Scarpa ไปจนถึงยุคปัจจุบันที่มีคุณ Jean Nouvel คุณ Norman Foster และคุณ Patricia Urquiola โดย 1stDibs Introspective เคยรวบรวมไว้ ว่าแบรนด์นี้ได้ร่วมงานกับสถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker มาแล้วถึง 5 คน และขยายอาณาจักรด้วยการเข้าซื้อกิจการ UniFor กับ Citterio ในสายเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน และ Dada ผู้ผลิตครัวระดับไฮเอนด์ในปี 1979
แต่ที่ผมมองว่าคมที่สุดคือ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ มีสิ่งเดียวที่แบรนด์ไม่เคยเปลี่ยนเลย นั่นคือฐานการผลิต เพราะข้อมูลจาก Molteni Group ระบุว่าตั้งแต่ปี 1934 จนถึงวันนี้ สายการผลิตทั้งหมดยังอยู่ที่เมือง Giussano ประเทศอิตาลี แม้จะขายสินค้าไปแล้วมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลกก็ตาม
Why It Worked ทำไมการพลิกโฉมของ Molteni&C ถึงกลายเป็นความได้เปรียบที่กินยาวมาเกือบ 60 ปี
คำตอบสั้นๆ คือ Molteni&C ไม่ได้แค่เปลี่ยนสินค้า แต่เปลี่ยนคำถามที่ใช้แข่งขันครับ
ในเกมเฟอร์นิเจอร์คลาสสิก คำถามของตลาดคือใครผลิตได้สวยและถูกกว่า ซึ่งเป็นเกมที่ผู้ผลิตหน้าใหม่ไล่ตามทันได้เสมอ แต่พอย้ายมาเกม Design คำถามเปลี่ยนเป็นใครมีนักออกแบบที่โลกยอมรับ ใครมีเรื่องราว และใครมีฝีมือการผลิตที่ทำของยากๆ ให้เป็นจริงได้ ซึ่งทั้งสามอย่างคือสิ่งที่ต้องสะสมเป็นสิบปี ลอกเลียนกันไม่ได้ภายในหนึ่งฤดูกาลขาย ยิ่งเวลาผ่านไป ระยะห่างระหว่าง Molteni&C กับคู่แข่งใน Category ก็ยิ่งถ่างออก
ความเก่าแก่ของแบรนด์ก็ถูกแปลงเป็นสินทรัพย์การตลาดชิ้นใหม่ได้เรื่อยๆ เหมือนกัน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ Gio Ponti Collection ในปี 2012 ที่แบรนด์เข้าไปทำงานกับทายาทของคุณ Gio Ponti เพื่อขุดแบบเฟอร์นิเจอร์จากยุค 1950 ที่ไม่เคยถูกผลิตขายจริง ออกมาผลิตในจำนวนจำกัด กลายเป็นว่าอายุ 90 ปีของแบรนด์ไม่ใช่ภาระของความเชย แต่เป็นเหมืองคอนเทนต์และสินค้าที่คู่แข่งอายุ 20 ปีไม่มีวันขุดตามได้
และการยืนยันผลิตในอิตาลี 100% ที่ฟังดูเหมือนต้นทุนที่แพงโดยไม่จำเป็น กลับกลายเป็นหัวใจของราคาขายทั้งหมด เพราะลูกค้ากลุ่ม Luxury ไม่ได้จ่ายแค่ค่าโซฟา แต่จ่ายค่าความมั่นใจว่าของชิ้นนี้เกิดจากมือช่างในระบบเดียวกับที่ทำเฟอร์นิเจอร์ให้โปรเจกต์ระดับโลกมาแล้ว การย้ายฐานผลิตไปประเทศต้นทุนต่ำอาจช่วยเพิ่มกำไรต่อชิ้นในไตรมาสนี้ แต่จะทำลาย Logic ทั้งหมดที่ทำให้ตั้งราคาระดับนี้ได้ตั้งแต่แรก
Asia Expansion เมื่อ Molteni&C เดินทางมาถึงทองหล่อ และกลายเป็นชื่อที่ช่วยขายคอนโดไทย
เรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวเพื่อนๆ นักการตลาดไทยเลยนะครับ เพราะกลางเดือนมิถุนายน 2025 Molteni&C เพิ่งเปิดแฟลกชิพสโตร์เต็มรูปแบบที่ทองหล่อ ตามประกาศอย่างเป็นทางการของ Molteni&C โชว์รูมแห่งนี้มีพื้นที่ 1,100 ตารางเมตร ครอบคลุม 3 ชั้น และเป็นแฟลกชิพสโตร์ของแบรนด์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชีย โดยทำงานร่วมกับ Euro Creations ผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าแบรนด์ Luxury Home ของไทย ซึ่งทีมการตลาดวันละตอนเคยไปนั่งคุยเจาะลึกวิธีคิดของพวกเขาไว้ในบทสัมภาษณ์ Executive Session กับ Euro Creations มาแล้ว
ถัดมาในเดือนเมษายน 2026 แบรนด์ก็เปิดแฟลกชิพสโตร์ที่ย่าน Causeway Bay ฮ่องกงต่อทันที ตามรายงานของ Vogue Hong Kong โดยจับมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่นที่อยู่ในตลาดตกแต่งบ้านมาเกือบ 40 ปีเช่นกัน จะเห็นว่าสูตรการบุกเอเชียของแบรนด์ชัดมาก คือไม่ลุยเองในตลาดที่ตัวเองไม่รู้จักลูกค้า แต่เลือกจับมือกับผู้เล่นท้องถิ่นที่ถือความสัมพันธ์กับลูกค้ามั่งคั่งอยู่แล้ว แลกกับการที่พาร์ทเนอร์ได้แบรนด์ระดับ Benchmark ของอุตสาหกรรมไปอยู่ในพอร์ต
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในไทย ชื่อ Molteni&C ทำงานเกินขอบเขตหน้าร้านของตัวเองไปแล้ว เพราะโครงการคอนโด Ultra Luxury หลายแห่งเลือกใส่ชุดครัวของแบรนด์เข้าไปในยูนิต แล้วชูชื่อแบรนด์เป็นจุดขายตั้งแต่ใน Sales Gallery (จ่ายค่าครัวแพงขนาดนั้น ขอโชว์ชื่อหน่อยก็คงไม่แปลกหรอกครับ) แบบเดียวกับที่การตลาดวันละตอนเคยถอดเคสไว้ในบทความ การตลาด Eden Estate คอนโด 288 ล้าน ที่ใช้ครัว Molteni&C เป็นหนึ่งในตรารับประกันความ Ultra Luxury ของโครงการ นี่คือสิ่งที่นักการตลาดเรียกว่า Ingredient Branding หรือการที่แบรนด์ส่วนประกอบ มีพลังมากพอจะยกระดับแบรนด์สินค้าหลักที่ตัวเองไปอยู่ด้วย
Marketing Lesson บทเรียนการตลาดจาก Molteni&C ที่แบรนด์ไทยเอาไปใช้ต่อได้
เล่ามาถึงตรงนี้ เราเห็นทั้งการตัดสินใจทุบธุรกิจเดิมใน 8 เดือนเมื่อปี 1968 เห็นการสะสมความน่าเชื่อถือผ่านนักออกแบบระดับโลกมาหลายทศวรรษ และเห็นการยืนหยัดผลิตในอิตาลีจนชื่อแบรนด์กลายเป็นตรารับประกันที่คอนโดไทยยังต้องยืมไปใช้
คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วเราจะถอดวิธีคิดของแบรนด์อายุ 90 กว่าปีนี้ ออกมาเป็นหลักการที่แบรนด์ของเราหยิบไปใช้ได้จริงอย่างไรบ้าง ผมสรุปให้เป็น 3 ข้อครับ
- Self-Disruption กล้าทุบสินค้าขายดี ก่อนที่ตลาดจะทุบให้ Molteni&C ไม่ได้เปลี่ยนตัวเองตอนใกล้เจ๊ง แต่เปลี่ยนตอนที่เฟอร์นิเจอร์คลาสสิกยังขายได้ เพราะมองออกว่าคลื่นดีไซน์สมัยใหม่กำลังมา และคนที่ขยับก่อนจะได้เลือกที่ยืนก่อนใคร ลองนึกภาพร้านเบเกอรี่เจ้าเก่าแก่ที่เค้กหน้าเดิมยังขายได้เรื่อยๆ แต่เลือกรื้อเมนูครึ่งร้านมาทำขนมสไตล์ใหม่ก่อนที่ลูกค้ารุ่นลูกจะหายไปอยู่กับคาเฟ่เปิดใหม่ นั่นแหละครับคือจังหวะที่ถูกต้องของการเปลี่ยน คือเปลี่ยนตอนที่ยังมีแรง ไม่ใช่ตอนที่ถูกบังคับ
- Design Authority สร้างความน่าเชื่อถือผ่านคนที่ตลาดเชื่ออยู่แล้ว แทนที่จะป่าวประกาศเองว่าตัวเองคือแบรนด์ดีไซน์ Molteni&C ให้ผลงานร่วมกับสถาปนิกระดับรางวัล Pritzker เป็นคนพูดแทนมาตลอดหลายสิบปี ลองนึกถึงแบรนด์เซรามิกไทยสักแบรนด์ที่ชวนสถาปนิกหรือดีไซเนอร์ที่คนในวงการนับถือ มาออกแบบคอลเลกชันพิเศษปีละครั้ง ไม่กี่ปีชื่อแบรนด์จะเริ่มถูกพูดถึงในสนามที่เงินโฆษณาอย่างเดียวซื้อไม่ได้ เพราะความน่าเชื่อถือที่ยืมมาจากคนที่ใช่ มันส่งต่อถึงแบรนด์เราจริงๆ
- Provenance Marketing เปลี่ยนแหล่งกำเนิดจากต้นทุน ให้กลายเป็นราคาขาย การยืนยันผลิตที่ Giussano ร้อยเปอร์เซ็นต์ คือสิ่งที่ทำให้คำว่า Made in Italy ของแบรนด์นี้มีน้ำหนักจริง ไม่ใช่แค่สติกเกอร์ ลองนึกภาพแบรนด์ผ้าทอไทยที่ประกาศชัดว่าทุกผืนทอที่อำเภอเดียวในลำพูน โดยช่างที่มีชื่อระบุได้ทุกคน แล้วเล่าเรื่องนี้ซ้ำๆ ในทุกช่องทาง สิบปีผ่านไป แหล่งกำเนิดนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่คู่แข่งใน Category ต่อให้ก๊อปลายผ้าได้ ก็ก๊อปไม่ได้อยู่ดี
Conviction สรุปบทเรียนจาก Molteni&C แบรนด์ที่กล้าเปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นมาตรฐานของตัวเอง
บทเรียนการตลาดจาก Molteni&C คือ แบรนด์ที่อยู่ได้เกิน 90 ปี ไม่ใช่แบรนด์ที่ไม่เคยเปลี่ยน แต่คือแบรนด์ที่กล้าเปลี่ยนทุกอย่าง ยกเว้นมาตรฐานของตัวเอง
เคสแบบ Molteni&C ในเชิงกลยุทธ์ เราเรียกว่า The Reinvention หรือการเปลี่ยนความหมายของแบรนด์ตอนที่ยังแข็งแรง ซึ่งต่างจากการพลิกฟื้นแบรนด์ที่เกือบตายแล้วค่อยลุกขึ้นสู้ เพราะแบบหลังคือการถูกสถานการณ์บังคับ แต่แบบแรกคือการเลือกเองทั้งที่ยังไม่มีใครบังคับ และอย่างที่เราเห็นในเคสคอนโดไทยที่ต้องยืมชื่อแบรนด์นี้ไปการันตีความหรู จุดร่วมของแบรนด์กลุ่มนี้คือ พวกเขา Disrupt ตัวเองก่อนที่จะถูกคนอื่น Disrupt แล้วใช้เวลาหลายสิบปีหลังจากนั้น สะสมสิ่งที่เงินอย่างเดียวซื้อไม่ได้
และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Conviction หรือในภาษาไทยคือความเชื่อที่ไม่ยอมต่อรอง เพราะสิ่งที่พาแบรนด์นี้ผ่านมาเกือบศตวรรษ ไม่ใช่ดีไซน์ที่สวยที่สุดหรืองบการตลาดที่หนาที่สุด แต่คือความเชื่อว่าคุณภาพกับตัวตนคือสิ่งที่ห้ามแตะ ต่อให้ต้องโยนสินค้าขายดีทิ้งทั้งหมดก็ตาม
คำถามที่ผมอยากฝากทิ้งท้ายให้เพื่อนๆ นักการตลาดคิดต่อคือ ในแบรนด์ที่เราดูแลอยู่ทุกวันนี้ อะไรคือสิ่งที่ต่อรองได้ และอะไรคือสิ่งที่ห้ามแตะเด็ดขาด เพราะถ้ายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ในวันนี้ ถึงเวลาที่คลื่นลูกใหม่มาถึงจริงๆ คุณจะไม่เหลือหลักให้ยึดในการตัดสินใจอย่างน่าเสียดายครับ
Visit the Store อยากเห็นงานจริงของ Molteni&C แวะไปสัมผัสได้ที่ทองหล่อ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากเห็นว่าเฟอร์นิเจอร์ที่คอนโดหรูยอมจ่ายแพงเพื่อขอเอาชื่อไปอวดลูกค้า หน้าตาจริงเป็นอย่างไร เพื่อนๆ แวะไปสัมผัสของจริงได้ที่แฟลกชิพสโตร์ Molteni&C ทองหล่อ ซึ่งดูแลโดย Euro Creations ผู้นำเข้าแบรนด์ Luxury Home จากยุโรปที่อยู่ในตลาดไทยมากว่า 30 ปี โดยติดต่อสอบถามข้อมูลหรือนัดหมายเข้าเยี่ยมชมล่วงหน้าได้ตามนี้ครับ
ที่ตั้ง: Molteni&C Flagship Store ทองหล่อ ซอย 5 เลขที่ 119 ซอยสุขุมวิท 55 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110 (เดินทางสะดวกด้วย BTS สถานีทองหล่อ)
เวลาทำการ: เปิดทุกวัน จันทร์ถึงอาทิตย์ เวลา 10.00 ถึง 19.00 น.
โทร: 02 712 9555
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Molteni&C
Molteni&C คือแบรนด์อะไร ใครเป็นเจ้าของ
Molteni&C คือแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ Luxury จากอิตาลี ก่อตั้งปี 1934 โดยคุณ Angelo Molteni ที่เมือง Giussano ปัจจุบันยังเป็นธุรกิจครอบครัวที่บริหารโดยทายาทตระกูล Molteni รุ่นที่ 3 มีคุณ Vincent Van Duysen เป็น Creative Director และผลิตสินค้าทั้งหมดในอิตาลี
ทำไม Molteni&C ถึงเลิกทำเฟอร์นิเจอร์คลาสสิก
เพราะหลังร่วมก่อตั้งงาน Salone del Mobile ปี 1961 ผู้บริหารมองเห็นว่าดีไซน์สมัยใหม่คืออนาคตของอุตสาหกรรม จึงตัดสินใจเลิกผลิตเฟอร์นิเจอร์คลาสสิกทั้งหมดในช่วงปี 1968 ถึง 1969 ภายในเวลาราว 8 เดือน แล้วเดิมพันกับเฟอร์นิเจอร์ Modern Design เต็มตัว ซึ่งกลายเป็นรากฐานของแบรนด์จนถึงทุกวันนี้
Molteni&C มีขายในไทยไหม
มีครับ Molteni&C เปิดแฟลกชิพสโตร์เต็มรูปแบบที่ทองหล่อ กรุงเทพฯ เมื่อกลางปี 2025 บนพื้นที่ 1,100 ตารางเมตร ซึ่งเป็นแฟลกชิพสโตร์ของแบรนด์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชีย ผ่านความร่วมมือกับ Euro Creations และยังพบสินค้าของแบรนด์ได้ในโครงการคอนโด Ultra Luxury หลายแห่งที่เลือกใช้ชุดครัวของแบรนด์เป็นจุดขาย
Read More บทความแนะนำให้อ่านต่อ
- การตลาดวันละแบรนด์ Executive Session สัมภาษณ์ Euro Creations ถอดรหัส 30 ปีแห่งการสร้างมาตรฐาน Luxury Home
- การตลาด Eden Estate ถอดรหัสคอนโด 288 ล้านที่เข้าใจ Ultra-Luxury แท้จริง
- 10 Luxury Marketing Trends 2025 รวมเทรนด์การตลาดแบรนด์หรู
Source แหล่งอ้างอิง
- Molteni Museum ประวัติอย่างเป็นทางการของแบรนด์
- Barche Magazine บทสรุปหนังสือ Molteni&C An Italian Design Story
- Molteni Group ข้อมูลองค์กรและเครือบริษัท
- 1stDibs Introspective บทความ Molteni Has Been at the Forefront of Modern Italian Design for Generations
- Molteni&C ประกาศทางการเปิดแฟลกชิพสโตร์กรุงเทพฯ
- Vogue Hong Kong ข่าวเปิดแฟลกชิพสโตร์ฮ่องกง
หมายเหตุการแปลงสกุลเงิน: 480 ล้านยูโร คำนวณด้วยอัตราแลกเปลี่ยนราว 38 บาทต่อยูโร ณ ต้นเดือนกรกฎาคม 2026