รวม 10 Luxury Marketing Trends 2025 เทรนด์ไลฟ์สไตล์แบรนด์หรู และลูกค้ากลุ่มร่ำรวยมหาเศรษฐีทั่วโลก พฤติกรรมการใช้เงิน

10 Luxury Marketing Trends 2025 รวมเทรนด์การตลาดแบรนด์หรู

รวม 10 Luxury Marketing Trends 2025 สรุปเทรนด์การตลาดแบรนด์หรูจากทั่วโลก จากรายงาน The Future 100 ของ VML มาดูกันดีกว่าว่าถ้าเราจะยกระดับจากแบรนด์ธรรมดาให้กลายเป็นแบรนด์หรูหรานั้นจะต้องทำอะไรและอย่างไรบ้างครับ

1. Operatic Escapism สถานที่หรูหราสุดอลังการเกินจินตนาการได้

Operatic มาจากคำว่า Opera หรือฉากการแสดงละครต่างๆ ส่วนคำว่า Escapism ก็มาจากคำว่า Escape หรือการหลบหนีออกจากโลกความเป็นจริง ดังนั้นเทรนด์นี้จึงหมายถึงการหนีออกจากโลกความเป็นจริงที่น่าเบื้อ ซ้ำซาก จำเจ คาดเดาได้ มาสู่สถานที่ที่เสมือนโรงละครขนาดใหญ่ สถานที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้จริง แต่ขอแค่แวะเวียนมาใช้เวลาสักสองสามชั่วโมงก็ฟินแล้ว

ถ้าคิดภาพไม่ออก ลองมาเริ่มดูตัวอย่างทีละคลับ ทีละร้าน ไปด้วยกัน จะได้เห็นภาพว่าเทรนด์ร้านสุดหรูอลังการเกินจินตนาการ Operatic Escapism นั้นเป็นอย่างไรครับ

Apollo’s Muse ห้องอาหารสุดหรูที่ตกแต่งสไตล์กรีกโบราณ

ชื่อก็บอกแล้วว่าคือ Apollo หนึ่งในเทพเจ้ากรีกปกรณัม ซึ่งเป็นห้องอาหารหรือคลับที่ไม่ใช่แค่มีเงินจะเดินเข้าไปก็ได้ แต่จะต้องเป็นสมาชิกที่จำกัดแค่ 500 คนเท่านั้นด้วย

ส่วนจะเป็นสมาชิกได้อย่างไรนั้นไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆ คือต้องเป็นคนวงในแบบสุดๆ นอกจากมีเงินแล้วยังต้องรู้จักใครสักคนที่พอจะแนะนำให้เข้าไปเป็นลูกค้าคลับแห่งนี้

คลับ Apollo’s Muse นี้ว่ากันว่าตกแต่งได้หรูหราโอ่อ่าตระการตาแบบสุดๆ เริ่มจากการตกแต่งด้วยหินอ่อนตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เก้าอี้ที่บาร์ก็ทำจากผ้ากำมะหยี่หรูหรา แก้วไวน์สั่งทำพิเศษจาก Murano แถมยังมีวัตถุโบราณล้ำค่าจากยุคกรีก โรมันในศตวรรษที่ 1 (อายุอารามก็สองพันปีได้)

ถ้าจะบอกว่าคลับแห่งนี้มีความเป็นพิพิธภัณฑ์ระดับโลกก็ไม่ผิดนัก เลยไม่แปลกใจนักทำไมถึงต้องจำกัดเฉพาะสมาชิก 500 คนเท่านั้นที่จะเข้ามาใช้บริการคลับแห่งนี้ได้

Apollo’s Muse แห่งนี้เปิดในปลายปี 2022 ทางสื่ออังกฤษนิยามว่ามันคือการหนีจากโลกความเป็นจริงมาสู่ดินแดนแห่งยุคกรีกโรมันที่แท้จริง เพราะข้างในตกแต่งด้วยความหรูหราอลังการเสมือนคุณกำลังเดินอยู่ในยุคแห่งความฟุ่มเฟือยจากช่วงเวลานั้นอย่างถ่องแท้

และราคาเมนูอาหารก็ต้องหรูหราให้สมกับสถานที่แห่งนี้ เมนูพาสต้าเริ่มต้นที่ 500 ดอลลาร์ หรือตีเป็นเงินไทยก็ราวๆ 17,000-18,000 บาท พนักงานเสิร์ฟก็ใส่ชุดโทกาสไตล์โรมัส และก็มีรูปปั้นขนาดยักษ์ของสิงโตมีปีก ยูนิคอร์น และเทพเจ้ากรีกมากมาย บวกกับมีภาพวาดขนาดใหญ่จากพื้นจรดเพดาน ที่เป็นการหยิบภาพ The Roman is Their Decadence มาตีความวาดใหม่

อย่าเรียกว่าคลับเลยครับ เรียกว่าคุณกำลังนั่งกินข้าวพักผ่อนอยู่ในวังแบบโรมันแท้ๆ เวลาไปเดินในมิวเซียมแถบยุโรปเถอะ

จากลอนดอนเราย้ายไปที่นิวยอร์กกันดีกว่า เพราะที่นั่นก็มีร้านอาหารแบบหรูหราหลุดโลก แต่จะเป็นคนละขั้วกับ Apollo’s Muse เพราะที่นิวยอร์กจะเป็นหรูล้ำหรือ Modern Luxury แบบสุดๆ

Bad Roman เป็นร้านอาหารที่เน้นการตกแต่งแบบหรูหราหมาเห่าสุดอลังการ มีสไตล์ที่ดูขี้เล่นแบบนิวยอร์กหรืออเมริกันแท้ๆ ร้านนี้เปิดขึ้นเมื่อต้นปี 2023 และก็ถูกขนานนามว่าเป็นร้านอาหารอิตาเลียนที่แปลกประหลาดที่สุดแห่งปีก็ว่าได้

เพราะร้านนี้ตั้งใจออกแบบทั้งการตกแต่งและประสบการณ์ให้เหมือนกับโชว์แบบที่หาไม่ได้จากที่ไหนแบบสุดๆ

ที่เด่นสุดคือมีหุ่นหมูป่าสวมสร้อยคอเป็นไฟนีออน มีน้ำพุขนาดใหญ่ในห้องน้ำ แล้วก็ตกแต่งร้านด้วยสไตล์ที่ไม่ค่อยเห็นจากที่ไหน แถมเมนูอาหารก็ดูทั้งแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร มันคือประสบการณ์แบบสนุกขี้เล่นสุดเหวี่ยงแบบนิวยอร์กจริงๆ

เทรนด์การนำการออกแบบสไตล์กรีก-โรมัน กลับมาใช้แบบจัดเต็มจะมีมากขึ้น แต่จะเป็น Modern Greec-Roman ที่เอาสไตล์สุดคลาสสิกดั้งเดิมมาประยุกต์เข้ากับสมัยใหม่หน่อยๆ แต่ยังคงเน้นความเป็นกรีก-โรมัน มากกว่าความโมเดิร์น

เพราะผู้คนรู้สึกเบื่อหน่ายโลกที่ซ้ำซาจำเจและคาดเดาได้ ผู้คนอยากหนีไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ สถานที่ใหม่ๆ สถานที่ที่ไม่อาจหาได้ในชีวิตประจำวัน

2. Secluded Sanctuaries ลับชูรี่ โรงแรมสุดหรูต้องลึกและลับ

อีกหนึ่ง Luxury Marketing Trends 2025 ที่น่าสนใจคือเทรนด์การหนีจากชีวิตวุ่นวายมาพักผ่อนยังสถานที่สุดไพรเวททั้งลึกและลับ จนผมต้องขอนิยามคำใหม่ให้ว่ามันคือเทรนด์ “ลับชูรี่”

การเที่ยวพักผ่อนยังโรงแรม 5 หรือ 6 ดาวกลายเป็นเรื่องธรรมดาเกินไป เมื่อคนกลุ่มหนึ่งที่มีเงินมากมายรู้สึกว่าโรงแรมหรูๆ ดังๆ นั้นเต็มไปด้วยความวุ่นวายจนต้องขอหลบหลีกไปยังโรงแรมที่ไพรเวทมากๆ แลกกับการยอมจ่ายแพงๆ เพื่อให้ตัวเองได้พักผ่อนชาร์จพลังงานจริงๆ

ตั้งแต่โรงแรมที่พักบนเกาะส่วนตัวแบบที่เรือโดยสารธรรมดาไปไม่ถึง เพราะมันจะอยู่ห่างไกลจากผู้คนมากๆ แต่นั่นก็หมายความว่าลูกค้าผู้เข้าพักจะได้ประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์สวยงามของธรรมชาติจริงๆ

Thuwal Private Retreat คือโรงแรมทั้งตั้งอยู่ในหมู่เกาะปะการังที่ยังสมบูรณ์ในประเทศซาอุดิอาระเบีย แขกที่จะเข้าพักจะได้พักในเกาะส่วนตัวที่มีลูกค้าของเกาะนี้จริงๆ

โดยการเดินทางจะต้องนั่งเรือส่วนตัวของโรงแรมมายังท่าเรือส่วนตัวของโรงแรมเท่านั้น ห้องพักจะเป็นวิลล่าสามห้องนอน หรือห้องสวีทที่มีหนึ่งห้องนอน ที่มีทั้งหมดแค่สามห้อง

แต่ละห้องก็จะมี Concierges ส่วนตัวคอยดูแลแค่ห้องคุณห้องเดียว ส่วนอาหารก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีเชฟสุดเลิศคอยให้บริการตลอดทั้งวัน เรียกได้ว่าเมื่อคุณเข้าพักคุณก็จะได้ประสบการณ์แบบไพรเวทหรูหราในแบบที่ลืมไม่ลงไปตลอดชีวิตแน่นอน

ซึ่งก่อนเข้าพักคุณสามารถรีเควสให้ทาง Thuwal Private Retreat เตรียมโน่นนี่นั่นที่คุณต้องการได้อย่างเต็มที่ เพราะทาง CEO บริษัทแม่ของโรงแรมลับชูรี่แห่งนี้บอกว่าพวกเขาตั้งใจสร้างประสบการณ์ขั้นสุดสำหรับลูกค้าระดับท็อปสุดๆ ที่สามารถจ่ายเพื่อมาพักยังโรงแรมแห่งนี้ได้

คุณจะได้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างแท้จริง คุณจะได้สัมผัสความสงบสวยงามของธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบจริงๆ สิ่งเดียวที่คุณต้องเตรียมคือเงินที่มากพอที่จะเป็นลูกค้าเขาได้ก็พอครับ

จากทะเลแดงแห่งซาอุดิอาระเบียลองขยับไปที่เมดิเตอเรีเนียนอย่างกรีซกันดีกว่า

Skorpios เปลี่ยนเกาะส่วนตัวเป็นโรงแรมลับชูรี่ ที่มีค่าเข้าพักถึงสามสิบห้าล้านบาทต่อสัปดาห์

Skorpios คือเกาะส่วนตัวที่มีประวัติศาสตร์มากมาย ตั้งแต่คนในตระกูล Kennedy เคยใช้จัดงานแต่งเมื่อปี 1968 และในปี 2024 ก็จะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งหลังจากใช้เวลาปรับปรุงตกแต่งใหม่นานกว่า 3 ปี ทุ่มเงินไปกว่า 200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 7,000 ล้านบาท

เพื่อเปลี่ยนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ให้กลายเป็นรีสอร์ตไพรเวทสุดหรูหรา สามารถรับรองแขกผู้เข้าพักได้สูงสุดแค่ 50 คน และถ้าใครอยากเหมาทั้งเกาะเพื่อปาร์ตี้งานเลี้ยงก็ต้องใช้เงินมากถึง 1 ล้านดอลลา์สหรัฐต่อสัปดาห์ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท (ตกวันละล้าน)

เกาะแห่งนี้ยังมีประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปยาวนานถึง Aristotle และ Onassis ในสมัยกรีกโบราณ ดังนั้นใครชอบเรื่องราวประวัติศาสตร์บอกเลยว่ามันคือสรวงสวรรค์ของคุณจริงๆ

มาดูรีสอร์ตสุดลับชูรี่กันอีกแห่งดีกว่า นั่นก็คือ Rosewood Mayakoba ในประเทศเม็กซิโก

พวกเขาได้เปิดตัว La Isla Secreta ซึ่งเป็นเกาะส่วนตัวภายในรีสอร์ตแห่งนี้อีกที จะเข้ามาได้ก็ต้องผ่านทางเรือส่วนตัวของทางโรงแรมเท่านั้น แล้วก็ไม่บอกให้คนนอกรู้ด้วยว่าเกาะส่วนตัวแห่งนี้อยู่ตรงไหน สมกับนิยามที่ผมให้ว่าลับชูรี่จริงๆ

ทำให้การตลาดเกาะนี้คือเน้นเรื่องความไพรเวทและลึกลับแบบสุดๆ มันคือประสบการณ์ที่คนภายนอกจะไม่มีทางรู้ หาด้วยตัวเองไม่มีทางเจอ แถมยังเดินเข้าไปเองไม่ได้

พวกเขาเลยใช้คอนเซปว่า The Retreat within a Retreat การพักผ่อนในการพักผ่อนอีกที หรือจะเรียกว่าเป็นรีสอร์ตในรีสอร์ตก็ไม่ผิดนัก โดยสถานที่แห่งนี้จะให้ลูกค้าได้ตัดขาดจากชีวิตประจำวันจริงๆ เพื่อดื่มด่ำกับความสงบสุขแล้วก็การดูแลเอาใจใส่จากพนักงานทุกคนอย่างเต็มที่

ฉะนั้นจะเห็นว่าแค่หรูไม่พอ แต่ต้องลึกลับด้วยถึงจะหรูหรายิ่งขึ้นไปอีก เมื่อใครๆ ต่างก็อยากได้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ ดังนั้นการเข้าถึงประสบการณ์ที่ยากจะเข้าถึงได้จึงกลายเป็นเทรนด์การตลาดแบบ Luxury Marketing Trends 2025 ที่สำคัญนับจากนี้ไป

เพราะจากข้อมูลบอกให้รู้ว่ากลุ่มคนรวยกว่า 76% ชอบที่จะใช้เงินกับประสบการณ์มากกว่าข้าวของ และ 25% ของคนกลุ่มนี้ยังบอกว่าความหรูหราในปัจจุบันคือการได้ในสิ่งที่คนอื่นไม่ได้ จึงทำให้เทรนด์การท่องเที่ยวแบบหรูหราและส่วนตัวเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในกลุ่มลูกค้าผู้ร่ำรวยเหล่านี้

อย่างในประเทศไทยก็จะมีที่พักสุดหรูและลับชูรี่ที่ชื่อว่า Soneva Kiri เกาะกูด แบบที่ต้องเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัวของทางโรงแรมเท่านั้น เริ่มต้นตั้งแต่คืนละ 500,000 ไปจนถึงหลักล้าน แขกที่มาเข้าพักส่วนใหญ่ก็เป็นคนดังระดับโลกที่เราคุ้นชื่อกัน

Photo: https://soneva.com/th/resorts/soneva-kiri/

ฉะนั้นประเด็นสำคัญจากเรื่องนี้คือ คุณทำสินค้าให้เข้าถึงง่ายเกินไปหรือเปล่า ? ถ้าใช่ก็อาจหมายความว่าคุณกำลังมาผิดทาง ถ้าคุณอยากจะยกระดับให้แบรนด์คุณหรูหราลัคชูรี่ขึ้นเพื่อจะได้เพิ่มยอดจากการขายนับจากนี้ไป

3. Invite-only Spaces มีเงินอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีคนเชิญให้มีสิทธิ์มาใช้เงินด้วย

เทรนด์การตลาดสำคัญของแบรนด์หรูทั่วโลกวันนี้คือการจำกัดการเข้าถึงที่มากยิ่งขึ้น เพื่อทำให้คนจำนวนมากอยากเข้าถึงมันได้ให้ขึ้นไปอีก ส่วนหนึ่งก็เพราะมันคือการแสดง Status ถึงความพิเศษ Exclusive หรือ VVIP ยิ่งกว่าใคร และนั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า Invite-only Spaces หรือเฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น

เทรนด์นี้อาจฟังดูไม่ใหม่ เพราะแนวคิดนี้มามานานเหลือเกิน ถูกครับ เทรนด์นี้ไม่ใหม่ แต่ที่มันน่าสนใจคือมีแบรนด์ทำสิ่งนี้ขึ้นมาจริงๆ ได้แล้ว เพราะที่ผ่านมานักการตลาดส่วนใหญ่พยายามเน้นเข้าถึงคนให้มาก เพื่อจะได้สร้างยอดขายเยอะๆ

แต่ในท้ายที่สุดพบว่าการเข้าถึงได้ง่ายไปกลายเป็นอุปสรรคในการทำลายแบรนด์ระยะยาว โดยเฉพาะแบรนด์ที่วาง Positioning ตัวเองว่าเป็น Luxury Brand

หลายแบรนด์หรูจึงเริ่มขยับมาเน้นการจำกัดการขาย เพิ่มราคาให้สูงขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อรักษา Demand ให้ไม่น้อยกว่า Supply อยู่ตลอดเวลา เช่น บางแบรนด์หรูมีการออกสินค้าคอลเลคชั่นพิเศษที่จะเปิดขายให้เฉพาะลูกค้ากลุ่ม Top Spender เท่านั้น

และจากการขายสินค้าให้เฉพาะกลุ่มลูกค้า VVIP ลองมาดูพื้นที่ให้บริการสุดพิเศษ หรือคลับเฉพาะลูกค้ากลุ่มที่น้อยคนนักจะมีสิทธิ์เข้าไปใช้บริการได้จริงๆ กันดีกว่าครับ

The Residence คลับสุดพิเศษเฉพาะผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้นของห้าง Harrods ในประเทศจีนที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ต่อยอดมาจากลูกค้ากลุ่ม Invited ที่ได้สิทธิ์ช้อปก่อนลูกค้าทั่วไป มาสู่พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจเฉพาะลูกค้ากลุ่ม VVIP ที่ได้รับเชิญแค่ไม่เกิน 250 คนต่อปี

Photo: https://spearswms.com/luxury/harrods-private-members-club-the-residence-in-shanghai/

นั่นหมายความว่าแค่คุณได้เข้าไปแล้วถ่ายรูปแชร์ลงโซเชียลก็สะท้อนถึงความพิเศษได้อย่างง่ายดาย และในอนาคตก็อาจจะเปิดรับสมาชิกใหม่เพิ่ม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องผ่านการแนะนำจากสมาชิกเดิมเท่านั้น

เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์การรักษาความพิเศษไว้เฉพาะกลุ่มคนได้ดีจริงๆ

จะว่าไปในบ้านเราก็เคยมีหลักสูตรนึงที่เรียกว่า ABC ที่ต้องอาศัยศิษย์เก่าในการ Reference เข้าไปถึงจะได้รับการพิจารณาให้สมัครเรียนได้ ล่าสุดมี H.O.W Club ที่เปิดรับเฉพาะกลุ่มคนรู้จักกับสมาชิกกลุ่มตั้งต้นเท่านั้น

ดูเหมือนเทรนด์ Invied-only Spaces จะกลายเป็นเทรนด์ที่มีให้เห็นมาสักพักแล้วในบ้านเรา

La Résidence Soho พื้นที่เฉพาะคนที่รู้จัก Yann Nury เชฟชาวฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ที่ชั้น 12 ในอาหารย่าน Soho ในชั้นนี้จะมีการแสดงศิลปะของเชฟที่ทำอาหารในครัวแบบเปิดที่ทันสมัยที่สุดแห่งนึงในโลก และไม่ใช่แค่ดูด้วยตา แต่ผู้ที่ได้สิทธิ์เข้ามาจะยังได้ลองชิมอีกด้วย

Photo: https://www.yann-nury.com/residence-ny

นอกจากอาหารที่อร่อยล้ำ ภายในชั้น 12 ของ La Résidence Soho แห่งนี้ยังได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่ชื่อว่า Charles Zana ที่ตกแต่งเคาเตอร์ด้วยหินอ่อนจากอิตาลี เตา Molteni แบบสั่งทำพิเศษ และเก้าอี้ Pierre Chapo S11 จากศตวรรษ 1960

การจะเข้าไปยังพื้นที่นี้ได้ต้องรู้จักใครสักคนที่รู้จักเจ้าของพื้นที่อย่าง Yann Nury เท่านั้นครับ สมกับเป็นตัวอย่างของเทรนด์ Invited-only Spaces จริงๆ

Caviar Kaspia ร้านอาหารสุดหรูในกรุงลอนดอนที่กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในปี 2023 ก็ใช้คอนเซปของร้านที่จะให้บริการเฉพาะลูกค้าที่ได้รับเชิญเท่านั้น จึงมั่นใจได้ว่าจะไพรเวทเป็นส่วนตัวอย่างแน่นอน

Photo: https://www.caviarkaspiany.com/

โดยเมนูหลักของร้านจะเน้นการนำวัตถุดิบสุดหรูอย่าง Caviar มาเสริฟดุจงานศิลปะ และร้านนี้ก็แพลนจะขยายออกไปทั่วโลกในอนาคตอันใกล้ แต่ยังคงคอนเซปเดิมคือให้บริการเฉพาะลูกค้าที่ได้รับเชิญเท่านั้นจริงๆ

เพราะความรวยกำลังกระจุก เทรนด์ Invited-only Spaces เลยกำลังมาแรง

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่กันถ้วนหน้า แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมมีคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นโอกาสและเติบโตสวนกระแสได้เสมอ คาดการณ์ว่าในปี 2026 จะมีกลุ่มคนที่มีทรัพย์สิน 1 ล้านดอลลาร์ขึ้นไปมากถึง 87.5 ล้านคน และนั่นหมายความว่าเมื่อมีคนรวยกระจุกตัวมากขึ้น สินค้าและบริการกลุ่ม Luxury ก็จะยิ่งแข่งขันกันเพื่อสร้างความพิเศษ ความประทับใจ ไปจนถึงประสบการณ์ที่ไม่เหมือนที่ไหน

และนั่นก็คือเหตุผลว่าทำไม Invited-only spaces ถึงได้กลายเป็นหนึ่งใน Luxury Marketing Trends 2025 ที่จะส่งผลต่อไปอีกสิบปีนับจากนี้ครับ

6 ตัวอย่าง Invited-only Spaces ในบ้านเรา (จาก ChatGPT)

1. Siam Kempinski Hotel Bangkok – The Louix Louis

The Louix Louis ที่โรงแรม Siam Kempinski เป็นคลับไวน์และค็อกเทลบาร์สุดหรูที่เน้นการให้บริการลูกค้าที่เป็นสมาชิกหรือผู้ที่ได้รับเชิญเท่านั้น ด้วยการออกแบบที่หรูหราและบรรยากาศที่เป็นส่วนตัว การเข้าถึงที่จำกัดทำให้สถานที่นี้กลายเป็นที่ต้องการสำหรับกลุ่มลูกค้าระดับสูงที่มองหาประสบการณ์การดื่มที่เหนือระดับและความเป็นเอกสิทธิ์

2. The Ultimate Club by King Power

The Ultimate Club ของ King Power เป็นคลับสมาชิกพิเศษที่มอบสิทธิประโยชน์และประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครให้กับสมาชิก การเข้าร่วมคลับนี้ต้องได้รับการเชิญจากทาง King Power ซึ่งทำให้คลับนี้มีความพิเศษและสร้างความรู้สึกของความเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับสมาชิก

3. Secret Bars and Speakeasies

ในกรุงเทพฯ มีบาร์หลายแห่งที่เป็นสไตล์ Speakeasy หรือบาร์ลับ ซึ่งลูกค้าต้องได้รับการเชิญหรือรู้จักที่ตั้งลับเพื่อเข้าไปได้ ตัวอย่างเช่น Rabbit Hole หรือ Teens of Thailand บาร์เหล่านี้มักไม่มีป้ายบอกตำแหน่งที่ชัดเจน และมักถูกเข้าถึงผ่านการแนะนำหรือการเชิญจากผู้ที่รู้จักสถานที่เหล่านี้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความพิเศษและความลึกลับ

4. Gaysorn Exclusive Shopping Events

Gaysorn Village จัดกิจกรรมช้อปปิ้งที่มีความเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสมาชิกหรือแขกที่ได้รับเชิญเท่านั้น เช่น กิจกรรม Personal Shopping ที่ลูกค้าจะได้รับการบริการจากผู้เชี่ยวชาญส่วนตัว ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความพิเศษและความเอ็กซ์คลูซีฟในการช้อปปิ้ง

5. Mahanakhon SkyBar – Private Dining Experiences

Mahanakhon SkyBar จัดประสบการณ์การรับประทานอาหารแบบส่วนตัวที่ต้องได้รับการเชิญเท่านั้น ซึ่งทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นเอกสิทธิ์และความพิเศษในการรับประทานอาหารบนยอดตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพฯ

4. New Luxury Frontiers เทรนด์กลุ่มประเทศตลาดใหม่ของแบรนด์หรู

แม้ภาพรวมของตลาดกลุ่ม Luxury Brand ทั่วโลกจะโตช้าไม่ทันใจ แต่กลับค้นพบว่ามีบางกลุ่มประเทศที่กลับมีการเติบโตของ Luxury Brand สูงมาก จนกลายเป็นพื้นที่เป้าหมายหลักที่เหล่าแบรนด์หรูทั้งหลายจะเข้ามาจับจองแย่งตลาดในพื้นที่นี้

และนั่นคือที่มาของเทรนด์ New Luxury Frontiers หรือพื้นที่ด่านหน้าที่แบรนด์หรูทั่วโลกพยายามแย่งชิงจับจองให้ได้ก่อนคู่แข่งต่อไปอีกสิบปีนับจากนี้ครับ

Luxury Brand เติบโตไวในไทยและ South East Asia

เป็นที่น่าสนใจว่าแบรนด์หรูไม่ได้แค่เติบโตได้ดีแค่ในประเทศจีนอีกต่อไป แต่วันนี้ตลาด Luxury Brand ทั้งหลายกำลังเติบโตได้ดีในประเทศกลุ่มอาเซียนที่มีทั้งไทย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรือแม้แต่อินเดีย ที่เราเคยพูดถึงในเทรนด์ Brand India ในบทความก่อนหน้า

ล่าสุดเราจะเห็น Dior กำลังจะเปิด Flagship Store ขนาดใหญ่มหึมาที่ลานมรกตบริเวณเซ็นทรัลชิดลม บวกกับการจัดพื้นที่ใหม่ของ Siam Paragon ที่เรียกว่า Luxe Hall ที่รวม Luxury Brand กว่า 20 แบรนด์ดังทั่วโลกมาให้ช้อปได้อย่างเต็มที่

หลายคนอาจคิดว่ากลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์หรูในไทยคือนักท่องเที่ยวชาวจีน และชาวตะวันออกกลางเท่านั้นหรือเปล่า แต่จากข้อมูล insight จริงไม่ใช่แบบนั้นเลยครับ เพราะนักช้อปเงินหนาคนไทยก็เป็นกลุ่มลูกค้าหลักไปแล้ว จากเดิมที่ต้องบินไปช้อปต่างประเทศ วันนี้สามารถช้อปคอลเลคชั่นใหม่ๆ ในประเทศด้วยราคาที่ไม่ต่างกันมากมายถ้าขี้เกียจรอ

กลับมาต่อที่แบรนด์ Dior กันสักนิด พวกเขาเลือกจัดแฟชั่นโชว์ที่เมืองมุมไบในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าตลาดแบรนด์หรูกลุ่มคนมีเงินในอินเดียนั้นมีมากพอที่พวกเขาจะให้ความสำคัญ

อินเดียกลายเป็นประเทศที่แบรนด์ทั้งธรรมดาและหรูทั่วโลกต่างให้ความสนใจอย่างมาก ถัดจากประเทศจีนที่อาจจะเต็มไปด้วยกฏระเบียบข้อบังคับมากมาย ประเทศอินเดียวันนี้ก็มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่มหาศาล ด้วยจำนวนประชากรที่มากเป็นอันดับ 1 ของโลกแซงหน้าจีนไปเรียบร้อยแล้ว ยังไม่นับรวมอัตราการเกิดของประชากรที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวี่แววว่าจะหยุดชะงักแบบจีนสักเท่าไหร่

สำคัญที่แบรนด์ไหนจะเข้าไปเจาะตลาดประเทศอินเดียควรรู้ไว้คือ พวกเขามีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างแข็งแรง จะเข้าไปสบายๆ แบบประเทศอื่นที่เคยเจาะมาไม่ได้ ต้องมากลยุทธ์การทำ Localization Strategy ที่ดีพอควร

ต้องรู้จักปรับสินค้าและบริการให้เข้ากับวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายในอินเดีย ต้องสื่อสารและถ่ายทอดอย่างระมัดระวัง อย่าเผลอพลาดแบบที่เคยทำกับตลาดประเทศจีนอย่างไม่ตั้งใจ

นอกจาก Dior ที่พยายามเปิดตลาดใหม่ในประเทศอินเดียที่มีศักยภาพสูงแล้ว Hermès และ Christian Louboutin ก็กำลังเปิดร้านขยายสาขาในเมืองต่างๆ ทั่วประเทศอินเดียท่ามกลางกระแสที่ดินราคาพุ่งแพงอีกด้วย

เพราะจากการเปิดตัว Jio World Plaza ห้างสรรพสินค้ารวม 60 แบรนด์หรูจากทั่วโลกกลางเมืองมุมใบส่งผลให้ราคาที่ดินเพิ่มขึ้นสูงมาก ห้างแห่งนี้มีทั้ง ​Dior, Gucci, Balenciaga หรือ Louis Vuitton และยังมี Local Designer ชั้นนำในประเทศอินเดียอย่าง Manish Mahlhotra และ Falguni Shane Peacock

ในแง่หนึ่ง Jio World Plaza แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่มสินค้าแบรนด์หรูหราในประเทศอินเดียได้เป็นอย่างดี ดังนั้นการที่แบรนด์ใดมาเปิดสาขายังพื้นที่นี้นอกจากจะทำให้เป็นที่รู้จักในประเทศอินเดียแล้ว ยังอาจส่งผลต่อการขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศนี้ผ่านภาพลักษณ์เทียบเท่าแบรนด์หรูที่รวมตัวในห้างแห่งนี้ด้วย

ในประเทศไทยเองก็ไม่น้อยหน้าจากการเปิดตัว Luxe Hall ของ Siam Paragon ที่รวมแบรนด์หรูกว่า 20 แบรนด์ไว้ในที่เดียว แถมยังมีการเปิดตัว Loro Piana สาขาแรกในประเทศไทยที่นี่ เป็นการสะท้อนถึงสัญญาณที่ชัดเจนว่า Luxury Industry ในประเทศไทยกำลังเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจภาพรวมภายในประเทศ

อย่าบอกว่าลูกค้าไม่มีเงิน แต่จงตั้งคำถามใหม่ว่าลูกค้าที่มีเงินเอาเงินไปใช้ที่ไหน ถ้าเราตั้งคำถามถูกเราจะหาคำตอบที่ใช้การจริงได้ง่ายขึ้น

เวียนดนามเองก็ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นตลาดดาวรุ่งพุ่งแรงสำหรับสินค้ากลุ่ม Luxury Brand เพราะชนชั้นกลางที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศนี้ย่อมหมายถึงกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้นตามรายได้ที่เพิ่มตาม

และในเวลานี้กรุงฮานอยเองก็มีโรงแรมหรูเกิดขึ้นมากมายอย่าง Four Seasons, Fairmont, Ritz-Carlton หรือ Waldorf Astoria และเมื่อโรงแรมหรูมาก็ย่อมมั่นใจได้ว่า Luxury Brand ก็รีบตามมาเปิดสาขาของตัวเองอย่างแน่นอน

ดูเหมือนเวียดนาม ไทย และอินเดีย จะกลายเป็นที่หมายปองของแบรนด์หรูทั่วโลกในเวลานี้ เรากลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงเทียบเคียงกับจีน และทั้งหมดของเทรนด์ New Luxury Frontiers ก็คงบอกให้รู้ว่ากรุงเทพยังคงมีศักยภาพอย่างมากที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มคนรวยที่กระจุกตัวอยู่นั่นเอง

ขอปิดท้ายตัวอย่าง Luxury Brand ของไทยให้เห็นว่าศักยภาพเราเองก็ไม่น้อยหน้าประเทศใดครับ

1. Jim Thompson

Photo: https://www.prestigeonline.com/th/luxury-brand-guides/thai-brands/how-jim-thompson-is-keeping-thai-silk-weaving-traditions-alive/

Jim Thompson เป็นแบรนด์ผ้าไหมไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก่อตั้งโดย Jim Thompson ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย แบรนด์นี้สื่อถึงความหรูหราและความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล การขยายสาขาไปยังเมืองสำคัญ ๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ โตเกียว และฮ่องกง แสดงให้เห็นถึงความสามารถของแบรนด์ในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าระดับสูงที่ชื่นชอบสินค้าหรูที่มีประวัติศาสตร์และความหมาย

2. Divana

Divana เป็นแบรนด์สปาหรูและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณของไทยที่มีชื่อเสียงในด้านการใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและการให้บริการที่มีคุณภาพสูง แบรนด์นี้เน้นการนำเสนอประสบการณ์การผ่อนคลายและการดูแลสุขภาพที่หรูหรา โดยมีสาขาในเมืองท่องเที่ยวสำคัญของไทย เช่น กรุงเทพฯ และภูเก็ต และยังขยายสู่ตลาดสากล เช่น ฮ่องกง และญี่ปุ่น การเน้นความเป็นไทยและการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครทำให้ Divana สอดคล้องกับแนวคิดการเติบโตของตลาดสินค้าหรูในเอเชีย

3. Bhawa Spa

Bhawa Spa เป็นแบรนด์สปาหรูในกรุงเทพฯ ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แบรนด์นี้นำเสนอประสบการณ์การผ่อนคลายและการดูแลสุขภาพที่ผสมผสานศาสตร์ไทยดั้งเดิมกับการออกแบบที่ทันสมัย Bhawa Spa ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ และมีการขยายสาขาไปยังเมืองท่องเที่ยวสำคัญในเอเชีย

นี่เป็นตัวอย่างของ Luxury Brand ไทยที่สามารถปรับตัวและขยายตัวในตลาดสินค้าหรูทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้ความเป็นเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมไทยและการนำเสนอประสบการณ์ที่มีคุณภาพสูงในการดึงดูดลูกค้าระดับสูงในภูมิภาคเอเชีย

5. Lux-treme Experiences จากเทรนด์เที่ยวแบบสุดโต่ง Extreme สู่การเที่ยวแบบสุดๆ ที่น้อยคนนักจะจ่ายได้

ดูเหมือนเทรนด์ Luxury Marketing 2025 จะมีส่วนที่เป็นเรื่องของการท่องเที่ยวแตะเข้ามา เพราะมันคือการยกระดับจากการเที่ยวแบบ Extreme Experiences มาสู่ Lux-treme ที่มาจากคำว่า Luxury + Extreme หรือเที่ยวแบบหรูสุด สุดหรู ชนิดที่ว่าน้อยคนนักในโลกจะสามารถจ่ายได้

การเที่ยวแบบ Lux-treme ไม่ได้หมายถึงแต่การเที่ยวแบบหรูหราเวอร์วังอลังการเท่านั้น แต่มันยังหมายถึงการเปิดประสบการณ์แปลกใหม่ที่ต้องใช้เงินมากมายในระดับที่นับจำนวนลูกค้าบนโลกได้เพราะมีไม่กี่คนจริงๆ ระดับมหาเศรษฐีเท่านั้น

ลองมาดูบริบทของเทรนด์นี้กันดีกว่าว่า Lux-treme ที่ว่านั้นจะสุดได้ขนาดไหน

1 ล้านล้านดอลลาร์ คือมูลค่าตลาดการท่องเที่ยวแบบ Adventure Tourism จะเกิดขึ้นในปี 2030

สาเหตุที่ทำให้เทรนด์นี้ถูกจับตามองเพราะการใช้เงินกับการเที่ยวแบบแอดวานซ์กำลังจะมีมูลค่ามากถึง 35 ล้านล้านบาทในปี 2030 เรียกว่าเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าจากปี 2022 และอีกหนึ่งสัญญาณที่บอกให้รู้ว่าตลาดนี้กำลังโตก็ถือธุรกิจประกันภัย ที่ยอดการซื้อประกันการท่องเที่ยวแบบ Extreme ถ้าบ้านเราก็นึกถึง FWD นั้นมีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นบอกให้รู้ว่าถ้าคนไม่เลือกไปเที่ยวแบบเสี่ยงๆ พวกเขาคงไม่คิดซื้อประกันภัยความเสี่ยงจากการท่องเที่ยวเป็นแน่

เริ่มจากความเสี่ยงของการเที่ยวอวกาศ

Virgin Galactic จากสายการบิน Virgin สู่ธุรกิจการท่องเที่ยวอวกาศที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ในปี 2023 มีลูกค้ารายแรกที่ได้บินขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์บนอวกาศกับบริษัทนี้ และด้วยการสนับสนุนจากกองทัพอากาศอิตาลีก็ยิ่งทำให้การท่องเที่ยวอวกาศมีความพร้อมมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

บริษัท Virgin Galactic ได้ขายตั๋วเที่ยวบินอวกาศที่มีมูลค่ากว่า 250,000-450,000 ดอลลาร์สหรัฐไปได้แล้วกว่า 800 ใบ ก็ในเมื่อจะไปเที่ยวอวกาศแล้วก็จำเป็นต้องซื้อประกันภัยอวกาศแหละครับ จะมาซื้อประกันการเดินทางแบบทั่วไปได้อย่างไรจริงมั้ย

คุณลองคิดภาพว่าการที่คุณได้เป็นกลุ่มคนแรกๆ ของโลก หรือในประเทศที่ได้ขึ้นไปสัมผัสประสบการณ์บนอวกาศจะสร้าง Value ให้กับตัวคุณเองได้อีกขนาดไหน (ผมเชื่อว่าคงเป็นข่าวไม่น้อยในบ้านเรา)

นอกจากอวกาศแล้วประสบการณ์การเที่ยวแบบ Lux-treme Experiences ที่ยังอยู่ในโลกก็มีไม่น้อย อย่างการดิ่งพสุธาหรือกระโดดร่มเวลากลางคืนที่มีค่าใช้จ่ายสูงถึงคนละ 30,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ ล้านกว่าบาทต่อคนต่อครั้ง

ทำไมการกระโดดร่มเวลากลางคืนถึงติดกับเทรนด์นี้ได้ เพราะความเสี่ยงจากความอันตรายอย่างไรหละครับ การกระโดดร่มกลางคืนนั้นยากมาก วิสัยทัศน์การมองเห็นที่ต่ำ การกะระยะก็ลำบาก เลยจำเป็นจะต้องใช้ทีมงานและผู้เชี่ยวชาญที่มากกว่าการกระโดดร่วมทั่วไป

Skydive the Strip บริษัทที่ให้บริการพากระโดดร่มดิ่งพสุธาตอนกลางคืนที่ Las Vegas แห่งนี้เลยรับลูกค้าได้จำกัดมากๆ ได้แค่ปีละ 100 ครั้งเท่านั้น แต่ก็ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วต่อคนในการกระโดดต่อหนึ่งครั้ง (ครั้งละล้าน) ก็มั่นใจว่าบริษัทจะทำกำไรได้สบายๆ ตราบใดที่ยังไม่เกิดอันตรายที่ไม่คาดคิดขึ้น

แค่หาคนรู้จักมีประสบการณ์กระโดดร่มก็ว่าน้อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าจะมีสักกี่คนที่เคยกระโดดร่มตอนกลางคืนแบบนี้ สมกับอยู่ในเทรนด์ Lux-treme Experieces จริงๆ

Insider Expeditions บริษัทจัดทริปเพื่อมหาเศรษฐีโดยเฉพาะ

ที่ใดมีโอกาส ที่นั่นมีบริษัทเกิดขึ้นเสมอ เมื่อเทรนด์มหาเศรษฐียุคใหม่เริ่มไม่เก็บเงินไว้ใช้ช่วงใกล้ตาย แต่พวกเขาเริ่มหันมาใช้เงินเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ขั้นสุดชนิด Bucket List มากขึ้นแทน

ก็เลยเกิดบริษัทเอเจนซี่การท่องเที่ยวเพื่อซัพพอร์ทคำขอยากๆ ของเหล่ามหาเศรษฐีชั้นนำระดับโลก พวกเขาบอกว่าปีนึงรับลูกค้าได้แค่ 30 ราย เพราะว่าสิ่งที่แต่ละรายต้องการนั้นต้องใช้ความสามารถ ความพยายาม และคอนเนคชั่นในระดับเลือดตาแทบกระเด็ด

เช่น บางคนอยากจะตีเทนนิสกลางอุทยานแห่งชาติในต่างประเทศ กับอดีตนักเทนนิสระดับโลกที่เกษียณแล้ว หรือให้ช่วยจัดปาร์ตี้กลางภูเขาน้ำแข็งที่แอนตาร์กติกา จากโจทย์จะเห็นว่าคนเหล่านี้มองว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือจะมีใครสานฝันพวกเขาให้เป็นจริงได้หรือเปล่า

สรุปประเด็นสำคัญจาก Lux-treme Experiences เทรนด์การเที่ยวขั้นสุดที่ระดับมหาเศรษฐีเท่านั้นที่เข้าถึงได้

ดูเหมือนการเที่ยวแบบ Extreme นั้นใช้แค่ความกว้ามากกว่าเงิน แต่การเที่ยวแบบ Lux-treme นั้นใช้เงินมากกว่าความกล้า บวกกับกลุ่มคนร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นแบบกระจุกตัวอย่างมากนับจากนี้ พวกเขาต้องการได้รับประสบการณ์แบบ YOLO หรือครั้งหนึ่งในชีวิต

พวกเขานอกจากสะสมข้าวของแล้วก็ยังหันมาใช้จ่ายเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์แบบที่คนทั่วไปไม่มีทางเข้าถึงได้กัน ธุรกิจท่องเที่ยวที่จับกลุ่ม Luxury Segment จะขยายตัวขึ้นไม่น้อยกว่า 3 เท่าในปี 2030

ดูเหมือนว่าถ้าคุณจับลูกค้าแค่ไม่กี่คนก็เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายทั้งปีของบริษัทคุณ แถมแค่รับงานได้เพิ่มอีกไม่กี่คนก็ทำให้คุณกอบโกยกำไรได้มหาศาลครับ

ลองมาดูตัวอย่าง Lux-treme Experiences ในไทยกันบ้าง

1. การนั่งบอลลูนเหนือเชียงใหม่

Photo: https://www.ticket2attraction.com/th/discount-tickets/balloon-adventure-chiang-mai/

ประสบการณ์การบินบอลลูนเหนือทุ่งนาและภูเขาที่เชียงใหม่ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้น เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสความงดงามของธรรมชาติในมุมมองที่ไม่ธรรมดา การให้บริการระดับพรีเมียมพร้อมอาหารเช้าหรูหลังการบินบอลลูน ให้คุณได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่น้อยคนนักจะเคยมี

2. การดำน้ำลึกในหมู่เกาะสิมิลัน

หมู่เกาะสิมิลันเป็นหนึ่งในแหล่งดำน้ำที่ดีที่สุดในโลก การดำน้ำลึกที่นี่โดยการเช่าเรือยอชต์ส่วนตัวพร้อมบริการพิเศษ เช่น เชฟส่วนตัว และทีมงานดำน้ำระดับมืออาชีพ ทำให้ประสบการณ์การดำน้ำนี้เป็นการผจญภัยที่หรูหราและไม่เหมือนใคร

3. การขับรถซุปเปอร์คาร์บนเส้นทางธรรมชาติในภูเก็ต:

การจัดทริปขับรถซุปเปอร์คาร์ระดับโลกผ่านเส้นทางธรรมชาติที่งดงามของภูเก็ต ซึ่งเป็นการรวมตัวของความหรูหราและความตื่นเต้นในการขับรถยนต์หรูในบรรยากาศที่งดงาม นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับความเร็วและความงดงามของธรรมชาติพร้อมกับการบริการที่เหนือระดับ

4. การพักผ่อนบนเกาะส่วนตัวในทะเลอันดามัน

การเช่าเกาะส่วนตัวในทะเลอันดามัน เช่น เกาะยาวน้อยหรือเกาะยาวใหญ่ สำหรับการพักผ่อนสุดหรูพร้อมบริการพิเศษเช่น กิจกรรมทางน้ำส่วนตัว การดูแลโดยทีมงานที่ให้บริการแค่คุณเท่านั้น และการจัดกิจกรรมตามความต้องการเฉพาะของผู้เข้าพัก เป็นอีกตัวอย่างของ Lux-treme Experiences ที่เน้นความเป็นเอกสิทธิ์และการพักผ่อนที่หรูหรา

5. การเข้าร่วมงานเทศกาลสุดหรูแบบส่วนตัว

การเข้าร่วมงานเทศกาลระดับพรีเมียมในไทย เช่น งานเทศกาลเรือใบ Phuket King’s Cup Regatta โดยมีการจัดเตรียมที่พักและบริการแบบส่วนตัว เช่น การเข้าร่วมงานบนเรือยอชต์ส่วนตัว หรือการเข้าพักในรีสอร์ตหรูพร้อมสิทธิ์พิเศษในการเข้าถึงพื้นที่สำคัญของงาน

และนี่ก็เป็นครึ่งแรกของ 10 Luxury Marketing Trends 2025 เทรนด์ของธุรกิจแบรนด์หรู หรือลูกค้ากลุ่มร่ำรวยมหาเศรษฐีนั้นกำลังจะขยับไปยังทิศทางไหน ธุรกิจแบบไหนกำลังมา สินค้าแบบไหนกำลังโต แบรนด์แบบไหนกำลังมีโอกาส อ่านก่อนประยุกต์ใช้ก่อน

ถ้าอยากอ่านต่ออีก 5 เทรนด์ที่เหลือครึ่งหลัง กดติดตามเพจการตลาดวันละตอนไว้ได้เลยครับ

อ่านบทความชุดรวม 100 Trends 2025 ในการตลาดวันละตอน https://everydaymarketing.co/tag/the-future-100

Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2024

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *