ในโลกของ Luxury Furniture ที่แทบทุกแบรนด์พูดถึงคำว่า “หรูหรา” แล้วความหรูหราที่แท้จริงคืออะไรกันแน่ เป็นเรื่องของราคา วัสดุ ดีไซน์หรือคือประสบการณ์บางอย่างที่ทำให้การใช้ชีวิตดีขึ้นในทุก ๆ วันครั้งนี้ทีมการตลาดวันละตอนได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเควิน กัมบีร์ ผู้บริหารจาก Euro Creations หนึ่งในผู้นำเข้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านระดับสูงของไทยที่อยู่ในตลาดนี้มาเกือบ 30 ปี เพื่อเจาะลึกเบื้องหลังแนวคิดและกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้แบรนด์สามารถครองใจกลุ่มลูกค้า High-End ได้อย่างต่อเนื่องไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ขายเฟอร์นิเจอร์แต่ในฐานะผู้สร้างมาตรฐานการใช้ชีวิตแบบ Luxury อย่างแท้จริงค่ะ
บทสนทนาครั้งนี้ไม่ได้พาเราไปดูแค่สินค้าแต่พาไปเข้าใจว่าแบรนด์นิยามคำว่า Luxury อย่างไร เลือกพาร์ทเนอร์แบบไหนและทำไมการไม่ประนีประนอมบางเรื่องจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดบนสุดของอุตสาหกรรมนี้ ชวนมาถอดรหัสไปพร้อมกันค่ะ ว่า Luxury ที่แท้จริงในมุมของ Euro Creations คืออะไร และนักการตลาดจะเรียนรู้อะไรจากวิธีคิดของแบรนด์นี้ได้บ้าง ไปชมกันค่ะ
จากของตกแต่งเล็กๆ สู่ Ecosystem แห่งความหรูหรา
คุณเควินได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่เรียบง่ายคือการเริ่มต้นจากธุรกิจครอบครัวที่นำเข้าของตกแต่งบ้านค่ะ เช่น แจกัน วัตถุประดับต่างๆ แต่คุณเควินได้เห็นโอกาสในการขยายตัวอย่างเป็นระบบ จากเฟอร์นิเจอร์ที่ขยายไปสู่โคมไฟ ระบบ Home Automation พื้นไม้ ห้องครัว ตู้เสื้อผ้า ห้องน้ำ เครื่องสุขภัณฑ์ ไปจนถึงที่นอนจนครอบคลุมทุกองค์ประกอบของบ้านระดับ Luxury
ซึ่งการขยายพอร์ตโฟลิโอแบบนี้เป็นกลยุทธ์ที่คำนึงถึงการสร้าง Home Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้แบรนด์สามารถเพิ่มมูลค่าตลอดช่วงชีวิตของลูกค้าและสร้างความผูกพันในทุกจุดสัมผัสของที่อยู่อาศัยค่ะ
สิ่งที่น่าสนใจคือการปรับเปลี่ยนสไตล์ผลิตภัณฑ์ตามกระแสโลกในอดีตตลาดค่อนข้างแตกย่อยผู้คนซื้อเพราะคุณภาพและความสวยงามแต่ไม่ค่อยเน้นแบรนด์เท่าไหร่ ปัจจุบันเลยเปลี่ยนจากการนำเข้าสินค้าทั่วไปมาเป็นการนำเข้าแบรนด์ดังระดับโลกอย่างเต็มรูปแบบและเปลี่ยนจากสไตล์คลาสสิก-พรีเมียมในอดีต มาเป็นสไตล์โมเดิร์นในปัจจุบันเพื่อสะท้อนเทรนด์ของตลาดโลกอีกด้วย
ทำไมต้องเป็นอิตาลี เมื่อดีไซน์คือ Soft Power
เหตุผลที่ทำไม Euro Creations ถึงเลือกนำเข้าสินค้าจากยุโรปโดยเฉพาะอิตาลีและสเปน คุณเควินเล่าว่าถ้าพูดถึงเรื่องดีไซน์ในระดับโลก อิตาลีคือประเทศที่ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนานและเป็นสิ่งที่ชาวอิตาลีภาคภูมิใจมากเพราะประเทศของเขาเป็นผู้นำด้าน Luxury Furniture ตัวจริงค่ะ
อิตาลียังถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม 4 Fs ได้แก่ Food, Fashion, Fast Car และ Furniture ซึ่งถือเป็น Soft Power สำคัญของประเทศและเป็นเหตุผลว่าทำไมสไตล์อิตาลีถึงกลายเป็นภาพจำของความหรูหรามีรสนิยม และงานดีไซน์ที่เหนือกาลเวลา คนทั่วโลกและลูกค้าระดับบนในไทยจึงเชื่อมั่นและอยากนำสินค้าสไตล์อิตาลีมาใช้ในการตกแต่งบ้านค่ะ
การเลือกสินค้าจากแหล่งกำเนิดของดีไซน์ไม่ได้เป็นแค่เรื่องรสนิยมแต่คือกลยุทธ์ที่ช่วยสร้าง Brand Credibility ได้ทันทีเป็นเหมือนตรารับประกันคุณภาพที่ลูกค้า High-End เข้าใจโดยไม่ต้องอธิบายมาก ว่าสินค้าที่พวกเขาเลือกนั้นมาจากต้นทางที่ดีที่สุดจริง ๆ หรือพูดง่าย ๆ คือไม่ได้แค่ขายเฟอร์นิเจอร์ยุโรปแต่กำลังส่งต่อความเชี่ยวชาญด้านดีไซน์ระดับโลกให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของลูกค้าค่ะ
นิยามของ Luxury ที่แตกต่างเมื่อคำตอบไม่ได้อยู่ที่ราคา
มาถึงประเด็นนี้เป็นหนึ่งในคำถามที่ชวนคุยและน่าสนใจที่สุดระหว่างการสัมภาษณ์เลยค่ะ คือคำว่า Luxury ในมุมของ Euro Creations หมายความว่าอะไร คุณเควินได้ตอบว่าสำหรับแบรนด์ Luxury ไม่ได้เริ่มจากราคาแต่เริ่มจากการที่ผู้ใช้สามารถเลือกใช้สิ่งของที่ตอบโจทย์ชีวิตของตัวเองได้จริง ๆ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม ถึงยืนยันมาตลอดว่าจะไม่ประนีประนอมเรื่องคุณภาพและดีไซน์เพราะเมื่อมาตรฐานถูกตั้งไว้สูงตั้งแต่ต้น มูลค่าของสินค้าก็สะท้อนตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งนี้ถูกถ่ายทอดออกมาชัดเจนผ่านการเลือกใช้วัสดุแท้จริงไม่ว่าจะเป็นหินจริง หนังแท้หรือไม้จริง แทนการใช้วัสดุสังเคราะห์หรือของเลียนแบบซึ่งนอกจากจะให้ความสวยงามแบบเหนือกาลเวลาแล้วยังช่วยเพิ่มความสบายและประสบการณ์การใช้งานที่รู้สึกได้จริงในทุกวันค่ะ
อีกมุมที่น่าสนใจคือแนวคิด Life is better in a beautiful space ที่แบรนด์ยึดถือมาตลอดค่ะ แม้ว่าช่วง 3–4 ปีมานี้คนจะหันมาอินกับเรื่องการตกแต่งสเปซสวยๆกันเยอะ แต่สำหรับแบรนด์นี้บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งทำตามกระแสเพราะทางแบรนด์เชื่อมานานแล้วว่าพื้นที่ที่สวยงาม จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้นได้จริงและเป็นพื้นที่พักผ่อนเพื่อความสุขของเราเองค่ะ
พูดง่าย ๆ คือ Luxury ในแบบของ Euro Creations ไม่ใช่แค่ความสวยงามทางสายตาแต่คือความสุขของการใช้ชีวิตค่ะ เป็นความสบายใจ ความผ่อนคลาย และคุณภาพชีวิตที่เจ้าของบ้านสัมผัสได้ทุกครั้งที่กลับบ้านและนั่นแหละคือความหรูหราที่แท้จริงค่ะ
เกณฑ์การคัดเลือกแบรนด์ ผู้นำที่มีประวัติศาสตร์และวิสัยทัศน์
ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีแบรนด์ระดับโลกมากกว่า 30 แบรนด์ การเลือกแบรนด์มาร่วมงานไม่ใช่เรื่องของกระแสหรือชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวแต่คือการมองไกลไปถึงอนาคต
“เกณฑ์แรกและสำคัญที่สุด แบรนด์นั้นต้องเป็นผู้นำในสาขาของตัวเองจริง ๆ” ไม่ใช่แค่ดังแต่ต้องเป็น Benchmark ของอุตสาหกรรม“ข้อสองคือ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารและทิศทางองค์กรต้องไปในทางเดียวกับเรา” เพราะความร่วมมือในตลาด Luxury ไม่ใช่เกมระยะสั้นแต่คือการเดินไปด้วยกันระยะยาว
สิ่งที่น่าสนใจและแตกต่างคือการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของแบรนด์เพราะเชื่อว่าแบรนด์ที่สั่งสมประสบการณ์มานานมักมีเอกลักษณ์และจุดยืนที่ชัดเจนซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถสร้างขึ้นได้ในเวลาไม่กี่ปีค่ะ ยกตัวอย่าง Molteni&C แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับไอคอนของอิตาลีที่มีอายุถึง 91 ปี และยังคงเป็นธุรกิจครอบครัวที่บริหารโดยทายาทรุ่นที่ 3
สำหรับ Euro Creations ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเก่าแต่คือหลักฐานของ Long-Term Vision ที่ทำให้มั่นใจได้ว่าแบรนด์เหล่านี้ไม่ได้มาเพราะเทรนด์และจะไม่หายไปเมื่อกระแสเปลี่ยนแต่ยังคงแข็งแรง เติบโตและรักษามาตรฐานความ Luxury ได้อย่างต่อเนื่องค่ะ
เกาะกระแส Wellness โอกาสทองในตลาด Luxury Home
การขยับเข้าสู่ตลาด Wellness อย่างจริงจัง คุณเควินเล่าว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดค่ะ ผู้คนเริ่มหันมาลงทุนกับ “สุขภาพ” ในพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพักผ่อน การออกกำลังกายหรือการใช้ชีวิตในบ้านให้ดีขึ้นในระยะยาว
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือการนำเข้า Vispring แบรนด์ที่นอนระดับ Luxury จากอังกฤษมีเรื่องราวที่แข็งแรงมากค่ะ ในเชิงแบรนด์ เพราะเป็นผู้ริเริ่ม Pocket Spring เป็นเจ้าแรกของโลก ผลิตที่นอนถวายราชวงศ์ในหลายประเทศและยังเคยทำที่นอนให้กับเรือ Titanic มาแล้วประวัติศาสตร์เหล่านี้ทำให้สินค้ามีมูลค่า
เทรนด์ Wellness ยังสะท้อนชัดในงานออกแบบบ้าน Luxury เช่นกัน บ้านระดับบนแทบทุกหลังในวันนี้มีพื้นที่ Home Gym , โยคะ หรืออย่างน้อยก็พื้นที่ดูแลสุขภาพ บางบ้านไปไกลถึงขั้นมี ซาวน่า หรือ Cold Plunge เป็นส่วนหนึ่งของบ้านเลยค่ะ
ขณะเดียวกัน เทรนด์ Open Kitchen ก็มาแรงไม่แพ้กันเพราะเจ้าของบ้านต้องการให้ครัวเป็นมากกว่าพื้นที่ทำอาหารแต่เป็นศูนย์กลางของครอบครัวและการรวมตัวของแขกเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงสุขภาพ ไลฟ์สไตล์และความสัมพันธ์เข้าด้วยกัน นี่คือการขยายจาก Luxury Furniture ไปสู่ Luxury Living & Wellness เพราะเข้าไปอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตลูกค้าตั้งแต่การพักผ่อน การดูแลร่างกาย ไปจนถึงการใช้เวลาอยู่ร่วมกันในบ้านค่ะ
ความท้าทายในตลาดไทย การสื่อสารคุณค่าของความไม่สมบูรณ์แบบตามธรรมชาติ
แม้จะทำตลาดในกลุ่ม Luxury แต่แบรนด์ก็ต้องเจอกับความท้าทายโดยเฉพาะเรื่องความแตกต่างด้านพฤติกรรมผู้บริโภคค่ะ ลูกค้าชาวไทยมักนิยมเลือกใช้หนังมากกว่าวัสดุประเภทผ้าหรือพรม เมื่อเทียบกับลูกค้าต่างชาติ ซึ่งอาจมาจากความกังวลเรื่องการดูแลรักษาและการทำความสะอาดเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ที่สะท้อนว่าแม้จะเป็นตลาดบนเหมือนกันแต่ Cultural Insight ก็ยังมีผลต่อการตัดสินใจ
แต่ความท้าทายที่ลึกกว่านั้น คือการทำให้ลูกค้าเข้าใจและเห็นคุณค่าของ วัสดุธรรมชาติ เพราะความไม่สมบูรณ์แบบของหินหรือหนังไม่ว่าจะเป็นลวดลายที่ไม่เหมือนกันหรือร่องรอยเล็ก ๆ จากธรรมชาติไม่ใช่ข้อบกพร่องค่ะ แต่คือเสน่ห์และความจริงของวัสดุ หากต้องการความเรียบเนียนสมบูรณ์แบบเกินจริงนั่นอาจหมายถึงการใช้วัสดุสังเคราะห์ซึ่งให้ความรู้สึกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
อีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ในยุคนี้คือเรื่อง Digital Transformation คุณเควินยอมรับว่าการมาของ Generative AI คือความท้าทายใหม่ของอุตสาหกรรม Luxury แต่แบรนด์เลือกใช้เทคโนโลยีในบทบาทของตัวเสริมในการสร้างประสบการณ์ เพราะสำหรับสินค้า Luxury ระดับสูงสุด สิ่งที่ทดแทนไม่ได้คือ High-Touch Service การได้สัมผัสวัสดุจริง พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญและรับประสบการณ์แบบตัวต่อตัวนี่คือสิ่งที่ทำให้ Luxury แตกต่างจากสินค้าอื่นค่ะ
บทสรุป ถอดรหัส 30 ปีแห่งการสร้างมาตรฐาน Luxury Home
สำหรับบทความนี้ทำให้เห็นชัดเลยค่ะ ว่าเส้นทางสู่ 30 ปีของ Euro Creations อยู่บนคุณค่าที่แท้จริงของแบรนด์อย่างชัดเจน หัวใจของความสำเร็จระยะยาวมาจาก 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ หนึ่งคือ การวางตำแหน่งแบรนด์ที่ชัดเจนไม่พยายามเป็นทุกอย่างสำหรับทุกคนแต่เลือกโฟกัสการเป็นผู้ให้บริการ Luxury Home Solution แบบครบวงจรที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเจ้าของบ้านจริง ๆ สองคือ ความเชื่อมั่นที่สั่งสมจากคุณภาพ ผ่านการคัดเลือกเฉพาะแบรนด์ระดับผู้นำที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เพื่อการันตีว่าลูกค้าจะได้สิ่งที่ดีที่สุด และสามคือ ความสามารถในการอ่านเทรนด์ที่กำลังมา การขยายสู่ตลาด Wellness อย่างตรงจุด สะท้อนการมองเห็นเมกะเทรนด์และเติมเต็มช่องว่างในตลาด Luxury ได้อย่างแม่นยำค่ะ
บทเรียนสำคัญคือในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับ Meaningful Spending มากขึ้น การตลาดในกลุ่ม Luxury ไม่สามารถขายได้ด้วยราคาแพงหรือภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียวแต่ต้องมีคุณค่าและเหตุผลรองรับ ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจว่าลูกค้าระดับบนไม่ได้จ่ายเงินเพื่อซื้อสินค้าแต่จ่ายเพื่อซื้อความมั่นใจ ประสบการณ์และไลฟ์สไตล์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเองและบางที สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้ยาวนานกว่าเกือบ 30 ปี คือความจริงใจในคุณภาพและความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งค่ะ
บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ