วิ่งแลกแว่น ไม่ใช่แค่โปรแจกแว่น ถอดจิตวิทยาการตลาดของแว่นท็อปเจริญ ทำไมคนยอมเดิน 19,000 ก้าวแลกแว่น 5,000 บาท พร้อมงานวิจัย IKEA Effect คนยอมจ่ายแพงขึ้น 63%

ถอดรหัสการตลาด วิ่งแลกแว่น ของแว่นท็อปเจริญ กับจิตวิทยารางวัลจากความพยายาม ที่ทำให้เหงื่อมีค่ากว่าส่วนลด

คนเรายอมจ่ายเงินแพงขึ้นถึง 63% ให้กับเฟอร์นิเจอร์ที่ตัวเองลงมือประกอบเอง ทั้งที่เป็นเฟอร์นิเจอร์รุ่นเดียวกันเป๊ะกับที่ประกอบมาให้เสร็จแล้ว นี่คือผลการทดลองคลาสสิกจาก งานวิจัย The IKEA Effect ของ Harvard Business School โดยคุณ Michael Norton คุณ Daniel Mochon และคุณ Dan Ariely ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Consumer Psychology ปี 2012 และตัวเลขนี้แหละครับที่ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในไทยตอนนี้ ว่าทำไมผู้คนถึงยอมออกไปเดินให้ครบ 19,000 ก้าว เพื่อร่วมกระแสวิ่งแลกแว่นรับแว่นมูลค่า 5,000 บาท ทั้งที่จ่ายเงินซื้อเลยก็ได้

ผมที่นั่งทำ Social Listening เป็นงานประจำอยู่แล้ว เห็นคำว่า วิ่งแลกแว่น เด้งขึ้นมาบนหน้าจอถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือนที่ผ่านมา จนล่าสุดแว่นท็อปเจริญออกมาประกาศเองว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด และเดินหน้าแคมเปญ เดิน-วิ่ง แลกแว่น เพื่อสุขภาพ ต่อเนื่องถึง 31 กรกฎาคม 2569 พร้อมประกาศเตรียมแว่นตาและเลนส์ให้แบบไม่จำกัดจำนวน

ทีนี้ลองนึกถึงตัวเองดูครับ เราต่างก็เคยสะสมแสตมป์ร้านกาแฟจนครบใบทั้งที่ร้านข้างๆ ขายถูกกว่า เคยภูมิใจกับเหรียญงานวิ่งที่แขวนโชว์ไว้ทั้งที่ขายต่อไม่ได้สักบาท หรือเคยรู้สึกว่าต้นไม้ที่ปลูกเองต้นนั้นสวยกว่าต้นที่ซื้อมาจากตลาดนัด (สวยจริงมั้ยไม่รู้นะ แต่ในสายตาเราคือสวยที่สุด) พฤติกรรมพวกนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือจิตวิทยาผู้บริโภคชุดเดียวกันที่แคมเปญนี้หยิบมาใช้ได้อย่างแม่นยำ

บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสกันว่า เบื้องหลังแคมเปญเดิน-วิ่ง แลกแว่น มีจิตวิทยาการตลาดตัวไหนทำงานอยู่บ้าง ทำไมรางวัลที่ต้องแลกด้วยเหงื่อถึงมีพลังมากกว่าป้ายลด 50% และนักการตลาดอย่างเราจะถอดหลักการนี้ไปออกแบบแคมเปญของตัวเองได้อย่างไร

The Wellness Wave ทำไมกระแสวิ่งแลกแว่นถึงมาถูกที่ถูกเวลาพอดี

คำตอบสั้นๆ คือกระแสวิ่งแลกแว่นวางตัวเองอยู่บนจุดตัดของ 2 กระแสใหญ่ นั่นคือเทรนด์สุขภาพและการวิ่งที่กำลังร้อนแรงในไทย กับจิตวิทยาผู้บริโภคที่ให้ค่ากับสิ่งที่ต้องออกแรงแลกมา แว่นท็อปเจริญ ภายใต้บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) จึงไม่ได้แค่ทำโปรโมชันแจกแว่น แต่กำลังเกาะเมกะเทรนด์ระดับโลกอยู่ครับ

เพราะจากรายงาน The Future of Wellness ปี 2025 ของ McKinsey & Company ตลาด Wellness ทั่วโลกมีมูลค่าแตะ 2 ล้านล้านดอลลาร์แล้ว และผู้บริโภคมากถึง 60% ในหลายตลาดบอกว่าการมีสุขภาพดีในระยะยาวหรือ Longevity คือเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของชีวิต สอดคล้องกับที่คุณนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท ให้เหตุผลไว้ในการแถลงข่าวว่าแคมเปญนี้ออกแบบมาเพื่อเกาะกระแส Longevity ที่กลายเป็นเมกะเทรนด์ของผู้บริโภคยุคใหม่โดยตรง

กลไกของแคมเปญออกแบบเป็นบันได 3 ขั้นตามระยะที่เดินหรือวิ่งได้ คือ 5,000 ก้าวหรือ 3 กิโลเมตร รับเลนส์สายตาตัดแสงสะท้อนฟรีโดยจ่ายค่าประกอบ 280 บาท ขั้นที่สอง 10,000 ก้าวหรือ 6 กิโลเมตร รับกรอบแว่นฟรีมูลค่า 4,000 บาทเมื่อซื้อเลนส์สายตา และขั้นสูงสุด 19,000 ก้าวหรือ 11 กิโลเมตร รับกรอบแว่นพร้อมเลนส์ตัดแสงสะท้อนมูลค่า 5,000 บาท โดยจ่ายแค่ค่าประกอบ 280 บาท ใช้สิทธิได้ที่ร้านแว่นท็อปเจริญและร้านแว่นบิวตี้ฟูลซึ่งเป็นร้านแว่นพันธมิตรทุกสาขาทั่วประเทศ

และแคมเปญนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดดๆ นะครับ ก่อนหน้านี้ตลาดไทยมีกระแสแคมเปญสายออกแรงมาต่อเนื่อง ทั้งวิ่งแลกเบียร์ วิ่งแลกนวด ไปจนถึงวิ่งแลกโบท็อกซ์ ซึ่งการตลาดวันละตอนเคยเจาะเบื้องหลังไว้ในบทความ ถอดรหัส Contextual Marketing วิ่งแลกของ ว่าเป็นกลยุทธ์คัดกรองลูกค้าคุณภาพสูง แต่บทความนี้ผมอยากพาเจาะลึกลงไปอีกชั้นในมุมที่ต่างออกไป คือจิตวิทยาของตัวรางวัลเอง ว่าทำไมของชิ้นเดียวกัน พอต้องออกแรงแลก มูลค่าในใจถึงพุ่งขึ้นแบบคนละเรื่อง

The Effort-Based Reward รางวัลจากความพยายาม จิตวิทยาที่ทำให้เหงื่อแพงกว่าส่วนลด

Effort-Based Reward หรือรางวัลจากความพยายาม คือการออกแบบให้ลูกค้าต้องลงแรงทำอะไรบางอย่างให้สำเร็จก่อนถึงจะได้รางวัล ซึ่งความพยายามนั้นเองจะกลายเป็นตัวคูณมูลค่าของรางวัลในใจลูกค้า หลักการนี้มีรากมาจากอคติทางความคิดที่เรียกว่า The IKEA Effect ที่การตลาดวันละตอนเคยอธิบายไว้ในบทความ IKEA Effect จิตวิทยาที่ช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้า นั่นเองครับ

ในการทดลองต้นฉบับ ทีมวิจัยให้ผู้เข้าร่วมกลุ่มหนึ่งประกอบกล่องเก็บของ IKEA ด้วยตัวเอง ส่วนอีกกลุ่มได้กล่องแบบเดียวกันที่ประกอบเสร็จแล้ว ผลคือกลุ่มที่ประกอบเองยอมจ่ายเฉลี่ย 0.78 ดอลลาร์ สูงกว่ากลุ่มที่ได้ของสำเร็จรูปที่ยอมจ่ายแค่ 0.48 ดอลลาร์ หรือแพงขึ้น 63% และที่สนุกกว่านั้นคือการทดลองพับ Origami รู้มั้ยครับว่าคนที่พับนกกระดาษเองด้วยฝีมืองูๆ ปลาๆ ตีมูลค่าผลงานตัวเองไว้ที่ 0.23 ดอลลาร์ ขณะที่คนอื่นมองว่างานชิ้นเดียวกันนั้นมีค่าแค่ 0.05 ดอลลาร์ ต่างกันเกือบ 5 เท่า แถมเจ้าของผลงานยังตีค่าฝีมือตัวเองใกล้เคียงกับ Origami ที่พับโดยผู้เชี่ยวชาญเลยทีเดียว

ถ้าเอา Logic เดียวกันนี้มาทาบกับแคมเปญเดิน-วิ่ง แลกแว่น จะเห็นภาพชัดขึ้นทันทีครับ แว่นที่ได้จากการเดิน 19,000 ก้าว ไม่ใช่แว่นราคา 5,000 บาทในสายตาลูกค้าอีกต่อไป แต่คือถ้วยรางวัลที่มีเรื่องราวของความพยายามตัวเองผูกอยู่ ทุกครั้งที่หยิบขึ้นมาใส่ เจ้าของจะนึกถึงเช้าวันที่ตัวเองออกไปเดินจนครบระยะ ความผูกพันแบบนี้เงินซื้อไม่ได้ และป้ายลดราคา 50% ก็สร้างไม่ได้เหมือนกัน

ลองเทียบง่ายๆ ระหว่างลูกค้า 2 คนที่ได้แว่นรุ่นเดียวกันกลับบ้าน คนแรกได้เพราะร้านลดราคา สิ่งที่เขาจำได้คือความรู้สึกว่าซื้อได้ถูก ส่วนคนที่สองได้เพราะเดินครบ 19,000 ก้าว สิ่งที่เขาจำได้คือความรู้สึกว่าตัวเองทำสำเร็จ คนแรกผูกแบรนด์ไว้กับราคา ซึ่งวันไหนคู่แข่งใน Category ลดแรงกว่าก็พร้อมย้ายค่ายทันที แต่คนที่สองผูกแบรนด์ไว้กับความภูมิใจของตัวเอง ซึ่งเป็นความได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยากกว่ากันเยอะครับ

The Completion Rule กติกาที่ดูโหด แท้จริงคือดีไซน์ทางจิตวิทยาที่คิดมาแล้ว

เงื่อนไขของแคมเปญนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจมาก คือผู้ร่วมกิจกรรมต้องเดินหรือวิ่งให้ครบระยะแบบจบภายในวันเดียว โดยบันทึกผ่านแอปพลิเคชันสุขภาพเป็นหลักฐาน แล้วนำผลไปใช้สิทธิที่หน้าร้านภายใน 24 ชั่วโมง ฟังดูเหมือนเป็นแค่กติกากันโกงใช่ไหมครับ แต่จริงๆ แล้วเงื่อนไขแบบนี้คือหัวใจที่ทำให้จิตวิทยาทั้งหมดทำงาน

เพราะงานวิจัย The IKEA Effect ชุดเดียวกันพบ Boundary Condition หรือเงื่อนไขขอบเขตที่สำคัญมาก คือความพยายามจะเพิ่มมูลค่าในใจก็ต่อเมื่องานนั้นสำเร็จเท่านั้น ผู้เข้าร่วมที่ประกอบของไม่เสร็จ หรือประกอบเสร็จแล้วถูกให้รื้อทิ้ง มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจะหายไปทันที นั่นหมายความว่าการตั้งเป้าที่ท้าทายแต่ทำสำเร็จได้จริง ไม่ใช่ความใจร้ายของแบรนด์ แต่คือการออกแบบให้ลูกค้าได้สัมผัสความรู้สึกปิดจ๊อบสำเร็จ ซึ่งเป็นวินาทีที่มูลค่าทางใจถูกประทับลงบนรางวัลพอดี

บันได 3 ขั้นของแคมเปญก็ทำหน้าที่นี้เหมือนกันครับ การมีตัวเลือกตั้งแต่ 5,000 ก้าวที่ใครก็ทำได้สบายๆ ไปจนถึง 19,000 ก้าวที่ต้องตั้งใจจริง ทำให้ลูกค้าทุกระดับความฟิตหาขั้นที่ตัวเองเอื้อมถึงเจอ ไม่มีใครถูกกันออกจากเกมตั้งแต่ยังไม่เริ่ม และคนที่เลือกขั้นสูงสุดก็ยิ่งได้ความภูมิใจเข้มข้นขึ้นตามแรงที่ลงไป เรียกว่ายิ่งเหนื่อยยิ่งรัก แทนที่จะปัง ก็ไม่มีทางกลายเป็นพัง เพราะแต่ละคนเลือกระดับความเหนื่อยของตัวเองได้

อีกจุดที่ผมมองว่าคิดมาดีคือการให้แลกด้วยหลักฐานจากแอปสุขภาพ เพราะหน้าจอผลการเดินวิ่งนั้นแชร์ต่อได้ทันที จากที่ผมสังเกตคอนเทนต์รีวิววิ่งแลกแว่นบน TikTok ส่วนใหญ่จะแปะภาพผลวิ่งคู่กับแว่นที่ได้มาเสมอ เท่ากับว่าลูกค้าหนึ่งคนที่ทำภารกิจสำเร็จ กลายเป็นสื่อโฆษณาที่เล่าเรื่องแทนแบรนด์ให้ฟรีๆ อีกหนึ่งช่อง และเรื่องที่เล่าไม่ใช่เรื่องของแว่น แต่เป็นเรื่องความสำเร็จของตัวเขาเอง ซึ่งเป็นคอนเทนต์ประเภทที่คนอยากแชร์มากที่สุดอยู่แล้ว

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งกลไกแคมเปญ ตัวงานวิจัยเบื้องหลัง และเห็นว่ากติกาแต่ละข้อล้วนมีเหตุผลทางจิตวิทยารองรับ คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วถ้าธุรกิจของเราไม่ได้ขายแว่น ไม่ได้มีสาขาทั่วประเทศ เราจะถอดหลักการรางวัลจากความพยายามนี้ไปใช้ได้อย่างไรบ้าง

The Effort Design 4 บทเรียนออกแบบรางวัลจากความพยายามที่นักการตลาดเอาไปใช้ต่อได้

  1. ตั้งความพยายามให้พอดีคำ ไม่ง่ายจนไร้ค่า ไม่ยากจนถอดใจ หัวใจของรางวัลจากความพยายามคือคำว่าสำเร็จ ถ้าง่ายเกินไปลูกค้าจะไม่รู้สึกว่าได้ลงแรง มูลค่าทางใจก็ไม่เกิด แต่ถ้ายากเกินไปคนส่วนใหญ่จะทำไม่จบ ซึ่งงานวิจัยบอกแล้วว่าความพยายามที่ไม่จบไม่สร้างมูลค่าอะไรเลย ลองนึกภาพร้านกาแฟที่เปลี่ยนจากสะสม 10 แต้มแลกแก้วฟรีแบบเดิม เป็นภารกิจแวะร้าน 5 วันติดกันเพื่อปลดล็อกเมนูลับที่สั่งด้วยเงินไม่ได้ ความยากแค่นี้คนทั่วไปทำไหว แต่มากพอที่จะทำให้เมนูลับแก้วนั้นพิเศษกว่าแก้วไหนๆ
  2. ออกแบบบันไดหลายขั้น ให้ทุกคนมีขั้นของตัวเอง อย่าตั้งเป้าเดียวแล้วบังคับให้ทุกคนกระโดดข้าม เพราะเท่ากับคัดคนส่วนใหญ่ออกตั้งแต่ต้น บันได 3 ขั้นของแคมเปญนี้คือตัวอย่างที่ดี เริ่มจากขั้นที่ใครก็ทำได้เพื่อดึงคนเข้าเกม แล้วปล่อยให้ความอยากเอาชนะตัวเองพาลูกค้าไต่ขึ้นขั้นถัดไปเอง ลองนึกถึงคลาสฟิตเนสที่ให้สิทธิพิเศษต่างกันตามจำนวนครั้งที่เข้าคลาสต่อเดือน สมาชิกจะเริ่มแข่งกับตัวเองโดยที่แบรนด์ไม่ต้องผลักสักนิด
  3. ทำให้ความสำเร็จมีหลักฐานที่อวดได้ รางวัลที่จับต้องได้คือของแถม แต่รางวัลที่แท้จริงคือสิทธิ์ในการเล่าว่าตัวเองทำสำเร็จ ฉะนั้นออกแบบให้หลักฐานความสำเร็จสวยพอจะแชร์ลง Social Media ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอสรุปผล เหรียญ ใบเซอร์ หรือของที่ระลึกรุ่นพิเศษที่ซื้อไม่ได้ ต้องทำเท่านั้นถึงจะได้ ลองนึกภาพร้านอาหารที่มีเมนูจานใหญ่พิเศษ ใครกินหมดได้ถ่ายรูปขึ้นบอร์ดประจำร้านพร้อมชื่อตัวเอง แค่บอร์ดใบเดียวก็เปลี่ยนมื้ออาหารให้กลายเป็นความสำเร็จที่ลูกค้าอยากพาเพื่อนมาดูซ้ำ
  4. วางรางวัลให้เป็นประตูเข้าสู่สินค้าหลัก ไม่ใช่ทางออกจากร้าน สังเกตดีๆ นะครับ ของฟรีในแคมเปญนี้ผูกกับการซื้อเลนส์สายตาหรือค่าประกอบเสมอ แปลว่าทุกคนที่มาแลกรางวัลต้องผ่านการวัดสายตา คุยกับพนักงาน และเข้าสู่เส้นทางของลูกค้าตัวจริงครบทุกขั้น ความพยายามพาลูกค้ามาถึงหน้าร้าน แต่ประสบการณ์หลังจากนั้นต่างหากที่ตัดสินว่าเขาจะกลับมาอีกไหม ซึ่งการเปลี่ยนคนที่มาครั้งแรกให้กลายเป็นลูกค้าประจำระยะยาว คือโจทย์ของ Customer Relationship Marketing เต็มๆ เพื่อนๆ ที่อยากลงลึกเรื่องนี้ต่อ ผมเขียนไว้ละเอียดในหนังสือการตลาดแบบรู้ใจของผมครับ [ลิงก์ Shopee Affiliate หนังสือ CRM ของคุณหนุ่ย วางตรงนี้]

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจิตวิทยารางวัลจากความพยายาม

Effort-Based Reward ต่างจากการลดราคาอย่างไร การลดราคาคือการลดต้นทุนที่ลูกค้าต้องจ่าย ส่วนรางวัลจากความพยายามคือการเพิ่มมูลค่าทางใจของสิ่งที่ลูกค้าจะได้ ผลลัพธ์ระยะยาวจึงต่างกัน เพราะส่วนลดดึงดูดนักล่าโปรโมชันที่พร้อมย้ายไปหาดีลที่ถูกกว่าเสมอ ขณะที่รางวัลจากความพยายามสร้างความผูกพันระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ผ่านความภูมิใจในตัวเอง

The IKEA Effect คืออะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับแคมเปญวิ่งแลกแว่น The IKEA Effect คืออคติทางความคิดที่ทำให้คนตีมูลค่าสิ่งที่ตัวเองลงแรงทำสูงกว่าความเป็นจริง โดยงานวิจัยของ Harvard Business School พบว่าคนยอมจ่ายแพงขึ้น 63% ให้ของที่ประกอบเอง แคมเปญวิ่งแลกแว่นใช้กลไกเดียวกัน คือให้ลูกค้าลงแรงเดินหรือวิ่งก่อนได้แว่น ทำให้แว่นที่ได้มีมูลค่าทางใจสูงกว่าแว่นที่ซื้อปกติ

ธุรกิจขนาดเล็กใช้หลักการนี้ได้ไหมถ้าไม่มีงบแจกของมูลค่าสูง ได้แน่นอน เพราะหัวใจไม่ได้อยู่ที่มูลค่าของรางวัล แต่อยู่ที่การออกแบบความพยายามให้สำเร็จได้จริงและมีหลักฐานอวดได้ ร้านเล็กๆ อาจใช้ภารกิจแวะร้านต่อเนื่อง เมนูลับที่ต้องปลดล็อก หรือบอร์ดเกียรติยศหน้าร้าน ซึ่งแทบไม่มีต้นทุนเพิ่มเลย

ข้อควรระวังของการออกแบบแคมเปญให้ลูกค้าออกแรงคืออะไร ระวัง 2 จุดหลัก คือหนึ่ง อย่าตั้งเป้ายากเกินไปจนคนส่วนใหญ่ทำไม่สำเร็จ เพราะความพยายามที่ล้มเหลวไม่สร้างมูลค่าและอาจสร้างความรู้สึกลบต่อแบรนด์แทน และสอง ประสบการณ์ตอนมารับรางวัลต้องดีเท่ากับตอนทำภารกิจ เพราะถ้าลูกค้าเหนื่อยมาแล้วเจอบริการที่แย่ ความผิดหวังจะแรงกว่าปกติหลายเท่า

Earned สรุปบทเรียนจิตวิทยาการตลาดจากแคมเปญวิ่งแลกแว่น ของแว่นท็อปเจริญ

แคมเปญเดิน-วิ่ง แลกแว่น เพื่อสุขภาพ พิสูจน์ให้เห็นว่าในยุคที่ผู้บริโภคเห็นป้ายลดราคาจนชาชิน สิ่งที่หายากกว่าส่วนลดคือความรู้สึกว่าตัวเองได้ทำอะไรสำเร็จ และแบรนด์ที่ฉลาดคือแบรนด์ที่เอาความสำเร็จของลูกค้ามาผูกไว้กับสินค้าของตัวเองได้อย่างแนบเนียน

และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Earned หรือในภาษาไทยคือ สิ่งที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรง เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่แว่นท็อปเจริญมอบให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่แว่นตาราคา 5,000 บาท แต่คือโอกาสได้พูดกับตัวเองว่าแว่นอันนี้เราเดินแลกมาเองกับเท้าของเราจริงๆ ซึ่งเป็นประโยคที่ไม่มีโปรโมชันไหนในโลกซื้อให้ได้

คำถามที่ผมอยากฝากทิ้งท้ายให้คุณคิดต่อคือ ในธุรกิจของเรา มีอะไรบ้างที่ลูกค้าควรได้ลงแรงแลกมา แทนที่จะได้มาง่ายๆ จากการกดสั่งซื้อ เพราะถ้าคุณยังแข่งกันแจกของฟรีที่ได้มาแบบไม่ต้องพยายาม ลูกค้าก็จะทิ้งคุณไปแบบไม่ต้องพยายามเช่นกัน อย่างน่าเสียดายครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *