การตลาด LINE MAN RIDE ชวนคนไทยไปเลือกตั้ง เมื่อธุรกิจทำหน้าที่ Brand Citizenship ด้วย โค้ด “VOTE” ลดภาระการเดินทาง

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ นอกจากจะเป็นวาระแห่งชาติที่คนไทยทุกคนต้องออกไปทำหน้าที่ของพลเมืองแล้ว ผมอยากชวนทุกคนมาสังเกตความเคลื่อนไหวในฝั่งธุรกิจกันบ้างครับ เพราะนี่เป็นหนึ่งในเวทีวัดวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการมีส่วนรวมเพื่อขับเคลื่อนสังคม ซึ่งก็มีหลายแบรนด์ที่ออกมา ไม่เว้นแต่ การตลาด LINE MAN RIDE ที่ออกมาทำแคมเปญชวนคนไทยไปใช้สิทธิด้วยการมอบส่วนลดค่าเดินทางให้ครับ

ที่ผมหยิบยกเคสนี้มาคุย ไม่ใช่แค่เพราะแบรนด์ “แจกโค้ด” นะครับ แต่มันสะท้อนภาพใหญ่ว่า แบรนด์ยุคใหม่กำลังก้าวข้ามการขายของแบบเดิม ๆ ไปสู่บทบาท Brand Citizenship หรือการเป็นพลเมืองดีที่พร้อมขับเคลื่อนสังคม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่คนทำงานสายการตลาดมองข้ามไม่ได้เลยครับ

ถ้าจะนิยามคำว่า Brand Citizenship ให้เห็นภาพง่ายที่สุด มันคือการที่แบรนด์มองตัวเองเป็น “พลเมือง” ที่มีหน้าที่รับผิดชอบและช่วยแก้ปัญหาในสังคม

การตลาด LINE MAN

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? มีตัวเลขที่น่าสนใจจาก Edelman Trust Barometer ที่บอกเราว่า ผู้บริโภคยุคนี้กว่า 60-70% ทั่วโลก เลือกซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่มี “จุดยืน” ทางสังคมที่ชัดเจนครับ และพร้อมจะเมินเฉยใส่แบรนด์ที่ไม่แคร์โลก 

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลจาก Kantar ยังยืนยันอีกเสียงว่า แบรนด์ที่มีเป้าหมายเพื่อสังคม (Purpose-led Brands) มักจะเติบโตเร็วกว่าแบรนด์ทั่วไปถึง 2 เท่า

ตัวเลขพวกนี้บอกอะไรเราครับ? มันบอกว่าลูกค้า เขาไม่ได้ซื้อแค่ “What” (สินค้าคืออะไร) แต่เขาซื้อ “Why” (แบรนด์ทำไปเพื่ออะไร) การที่แบรนด์แสดงออกว่าสนับสนุนประชาธิปไตย จึงเป็นกลยุทธ์ซื้อใจและสร้าง Trust ได้ครับ

แคมเปญของ LINE MAN RIDE เราจะเห็นการตีโจทย์ปัญหา (Pain Point) ที่น่าสนใจครับ ปัญหาใหญ่ของวันเลือกตั้งในเขตเมืองคือการจราจรที่ติดขัดและพื้นที่จอดรถที่จำกัด ซึ่งเป็นอุปสรรคที่บั่นทอนความตั้งใจของผู้มีสิทธิหลายคน แบรนด์เลยเลือกทำหน้าที่เป็น Enabler หรือ “ผู้สนับสนุนความสะดวก” ผ่านด้วยวิธีการง่าย ๆ แต่ก็มีหลักคิดแฝงอยู่

การตลาด LINE MAN
  • โค้ด “VOTE”: อันนี้เบสิกแต่ได้ผลครับ สื่อสารตรงไปตรงมา จำง่าย
  • ลด 15% สูงสุด 50 บาท (ไม่มีขั้นต่ำ): คำว่า “ไม่มีขั้นต่ำ” ที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่นี้คือสิ่งที่ช่วยให้คนตัดสินใจมาใช้บริการได้ง่ายขึ้นครับ เพราะปกติการไปเลือกตั้ง เรามักไปหน่วยใกล้บ้าน เป็นการเดินทางระยะสั้น ๆ ถ้าแบรนด์ตั้งเงื่อนไขขั้นต่ำ คนจะไม่ใช้ครับ (ราคาอาจจะไม่ถึง) การปลดล็อกตรงนี้ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์ “จริงใจ” ที่จะช่วยลดภาระจริง ๆ
  • ใช้ได้ 2 ครั้ง: คนไปเลือกตั้งต้องมี “ขาไป” และ “ขากลับ การให้สิทธิ์ 2 ครั้ง คือการดูแลลูกค้าให้จบตลอดการเดินทาง เพื่อลดภาระให้คนที่ออกไปใช้สิทธิ์ครับ

นี่คือการนำ Core Value ของธุรกิจบริการเรียกรถ มาแปลงเป็น Public Utility หรือสาธารณูปโภคชั่วคราวที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชน ซึ่งเป็นการสร้าง Brand Value ที่จับต้องได้มากกว่าการโฆษณาปกติได้มากเลยครับ

 ในมุมมองนักการตลาด แคมเปญนี้คือโมเดล Win-Win-Win Solution ที่น่าศึกษาครับ

  • Consumer Win: ลูกค้าได้รับความสะดวก ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดความกังวลเรื่องที่จอดรถ ทำให้การไปเลือกตั้งเป็นเรื่องง่ายขึ้น
  • Society Win: สังคมได้ประโยชน์จากจำนวนผู้ไปใช้สิทธิที่อาจเพิ่มขึ้น เพราะอุปสรรคการเดินทางลดลง
  • Brand Win: แบรนด์ได้ยอด Transaction ในวันที่ดีมานด์มีมาก และที่ประเมินมูลค่าไม่ได้คือ Brand Image ที่ดูทันสมัยและใส่ใจบริบทสังคม

    อย่างไรก็ตาม การเล่นกับประเด็นสังคมการเมืองมี “จุดตาย” ที่ต้องระวัง คือเส้นบาง ๆ ระหว่างการสนับสนุนประชาธิปไตยกับการเลือกข้าง แบรนด์ต้องรักษาความเป็นกลาง (Political Neutrality) อย่างระมัดระวัง สารที่สื่อต้องเน้นที่ Action (การไปโหวต) ไม่ใช่ Direction หรือการชี้นำนั่นเองครับ

    บทสรุปของ การตลาด LINE MAN RIDE แสดงให้เห็นว่าเส้นธุรกิจก็สามารถทำ “หน้าที่พลเมือง” ได้ เพียงแค่ต้องมองหาจุดตัดระหว่าง “Core Business” ที่เราเชี่ยวชาญ กับ “Social Needs” ที่สังคมต้องการ แล้วเชื่อมโยงมันเข้าด้วยกัน เมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคมองว่าแบรนด์เป็นที่พึ่งพาได้ในเหตุการณ์ที่สำคัญ ธุรกิจจะยังคงเติบโตและเป็นที่จดจำของผู้บริโภคได้นั่นเองครับ

    อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

    Marketing Content Creator and Data Insight Researcher

    Leave a Reply

    Your email address will not be published. Required fields are marked *