การตลาด Central Park x LINE MAN Wongnai กับกลยุทธ์ Experiential Marketing เมื่อ Shopping Mall ไม่ใช่แค่ที่ช้อป

ในยุคที่แค่ปลายนิ้วจิ้มแอปเดลิเวอรี่ อาหารร้านโปรดก็มาส่งถึงหน้าประตูบ้านคำถามท้าทายที่คนทำศูนย์การค้าต้องตอบให้ได้คือแล้วทำไมลูกค้าต้องยอมออกจากบ้านมาหาเรา วันนี้อยากชวนมาดูคำตอบจาก Central Park กับโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ในเครือเซ็นทรัลพัฒนาบนทำเลทอง Super Core CBD รัชดาฯ กันค่ะ ที่เขาเลือกแก้โจทย์นี้ด้วยการเปลี่ยนห้างให้เป็นพื้นที่แห่งประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ล่าสุดกับแคมเปญใหญ่อย่าง ‘LINE MAN Wongnai Users’ Choice x Central Park FOODIES HUB’ ไปเมื่อ 12 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมานี้เองค่ะ กลยุทธ์นี้ของ การตลาด Central Park x LINE MAN Wongnai น่าสนใจยังไงไปชมกันเลยค่ะ

ความร่วมมือครั้งนี้ระหว่าง Central Park และ LINE MAN Wongnai ถือว่าน่าจับตามองทีเดียวค่ะ เพราะไม่ใช่แค่การทำการตลาดร่วมกันทั่วไปแต่เป็นการดึงจุดเด่นของทั้งคู่มาเสริมกันได้อย่างลงตัว ทางฝั่ง Central Park มีพื้นที่ทำเลทองและบรรยากาศดีๆ ส่วน LINE MAN Wongnai ก็มี Data เชิงลึกและรางวัล Users’ Choice ที่การันตีความอร่อยจากนักชิมตัวจริงมาช่วยเสริมความมั่นใจค่ะ

การตลาด Central Park x LINE MAN Wongnai

ไฮไลต์สำคัญคือการเชื่อมต่อโลกออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกันแบบไร้รอยต่อ ให้ลูกค้ามีทางเลือกที่ยืดหยุ่นตามความสะดวกเลยค่ะ ไม่ว่าจะ

  • สั่ง Delivery ไปทานที่บ้านแบบชิลๆ
  • สั่งล่วงหน้าแบบ Pick & Go แวะรับแล้วไปทำธุระต่อ
  • หรือจะเรียกรถ LINE MAN RIDE เดินทางมาสัมผัสบรรยากาศจริงที่ Parkside Market

เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่ที่มองหาทั้งความสะดวกและทางเลือกที่หลากหลายได้อย่างตรงจุดค่ะ

หัวใจสำคัญของแคมเปญนี้คือการคัดสรรค่ะ ทาง Central Park รวบรวมและเจาะจงเลือกเฉพาะร้านที่ได้รางวัล Users’ Choice จาก LINE MAN Wongnai กว่า 50 ร้าน ซึ่งการมีตราสัญลักษณ์นี้การันตีอยู่ จะช่วยลดความลังเลใจของลูกค้าได้เยอะเลยค่ะ เพราะเหมือนมีคนรีวิวความอร่อยมาแล้วนับแสนเสียง เรียกว่าเชื่อถือได้แบบไม่ต้องลุ้น

การตลาด Central Park x LINE MAN Wongnai

ไลน์อัปร้านก็น่าสนใจมากเพราะผสมผสานทั้งความเก๋าและความเก๋ได้อย่างลงตัวมีตั้งแต่ร้านไวรัลสุดฮิตอย่าง Bake and Bite ไปจนถึงตำนานความอร่อยอย่าง เลิศทิพย์ ตอบโจทย์ทั้งสายคอนเทนต์ที่ชอบลองของใหม่และสายกินที่เน้นรสชาติดั้งเดิม

และความฉลาดอีกอย่างคือกลยุทธ์การหมุนเวียนร้านค้าตลอดระยะเวลา 4 เดือน (ธ.ค. 67 – มี.ค. 68) ค่ะ การเปลี่ยนร้านใหม่ทุกเดือนช่วยแก้ปัญหาความจำเจสร้างเหตุผลให้ลูกค้าอยากกลับมาเดินซ้ำเรื่อยๆ เพราะมาเดือนหน้าก็เจอของใหม่แถมยังดีต่อร้านค้าที่ได้มาลองตลาดช่วงสั้นๆด้วยถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่ Win-Win ทุกฝ่ายเลยค่ะ

แคมเปญนี้สะท้อนให้เห็นเลยค่ะว่า Central Park ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สถานที่ช้อปปิ้งแต่กำลังปักธงเป็น Lifestyle Hub ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ คอนเซปต์ “กิน–ช้อป–ชิลล์” ที่หยิบมาใช้แสดงว่าเข้าใจอินไซต์คนยุคนี้ดีเลย การเดินห้างคือการมาหาประสบการณ์แบบครบวงจรไม่ใช่แค่มาซื้อของแล้วจบไปที่สำคัญการสร้างจุดเด่นเรื่องอาหารยังเป็นกลยุทธ์เพิ่มเวลาเดินห้างชั้นดีเลยค่ะ เพราะธรรมชาติของคนเรายิ่งอยู่นานก็ยิ่งมีโอกาสจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นซึ่งส่งผลดีต่อยอดขายโดยตรง

การตลาด Central Park x LINE MAN Wongnai

ในสมรภูมิห้างสรรพสินค้าที่แข่งขันกันดุเดือด การมีพาร์ทเนอร์สุดพิเศษอย่าง LINE MAN Wongnai มาช่วยคัดสรรร้านเด็ด Users’ Choice ถือเป็นจุดแข็งที่สร้างความแตกต่างและเลียนแบบได้ยาก แถมการลากยาวแคมเปญถึง 4 เดือน ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความตั้งใจจริงไม่ใช่แค่กิมมิคการตลาดแต่ต้องการมอบประสบการณ์ดีๆให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องค่ะ

แคมเปญ LINE MAN Wongnai Users’ Choice x Central Park FOODIES HUB นี้ถือเป็น Case Study ของการทำ Integrated Marketing Strategy ที่น่าสนใจมากค่ะ เพราะไม่ได้แค่จัดงานอีเวนต์ทั่วไปแต่เป็นการผสมผสานกลยุทธ์หลายด้านเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็น

  • Strategic Partnership: การจับมือที่ดึงจุดเก่งของทั้งสองฝ่ายมาเสริมกันจนแข็งแกร่ง
  • Omnichannel Approach: เชื่อมโลกออนไลน์และออฟไลน์ให้เป็นเรื่องเดียวกัน
  • Data-Driven Curation: ใช้ข้อมูลจริงมาคัดเลือกสิ่งที่ลูกค้าชอบ ไม่ใช่แค่การเดา
  • Rotation Strategy: เปลี่ยนร้านใหม่เรื่อยๆ เพื่อสร้างความสดใหม่ดึงคนให้กลับมาซ้ำ
  • Experiential Marketing: เน้นขายประสบการณ์มากกว่าแค่ขายอาหารจบไปเป็นมื้อๆ

สิ่งที่น่าชื่นชมคือแคมเปญนี้ไม่ได้พยายามฝืนกระแส Food Delivery แต่กลับพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเปิดกว้างให้ลูกค้าเลือกช่องทางที่สะดวกที่สุดเองนี่แหละค่ะคือหัวใจของการทำ Customer-Centric Marketing 

ในมุมนักการตลาดนี่คือตัวอย่างที่ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า การจับมือกันแบบถูกคู่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง แต่แน่นอนว่าความสวยหรูในเชิงกลยุทธ์ก็เรื่องหนึ่งของจริงต้องวัดกันที่หน้างานค่ะ ทั้งตัวเลขยอดคนเดิน, ยอดขาย และความพึงพอใจ ซึ่งความท้าทายใหญ่สุดคงหนีไม่พ้นเรื่อง Operation ที่ต้องจัดการร้านหมุนเวียนกว่า 50 ร้านให้ราบรื่นและรักษามาตรฐานให้ได้ตลอด 4 เดือน

ถ้าโปรเจกต์นี้เข้าเป้าเราคงได้เห็นโมเดลความร่วมมือแบบนี้ขยายวงกว้างขึ้น กลายเป็น New Normal ที่โลกออนไลน์และออฟไลน์เลิกเป็นคู่แข่งแต่หันมาจับมือกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้าค่ะบทเรียนสำคัญที่แคมเปญนี้ฝากไว้ให้พวกเราชาวการตลาดก็คือ บางครั้งการสร้าง Ecosystem ที่เกื้อกูลกันและการลงทุนสร้าง Experience ที่จับต้องได้ อาจคุ้มค่าและยั่งยืนกว่าการทุ่มงบโฆษณาแบบเดิมๆก็ได้นะคะ

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่

อุ๋มอิ๋ม Marketing Content Creator และ Data Insight Researcher ของการตลาดวันละตอนค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *