แต่ถ้าผมบอกว่ามันคือ Central Pattana กลยุทธ์ระยะยาวที่กำลังสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ชื่อ Gen S หรือ Gen Sustainability ตั้งแต่อายุ 9 ขวบ เพื่อให้พวกเขากลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ทรงพลังที่สุดในอีก 10-15 ปีข้างหน้าหละครับ เพื่อนๆ จะเชื่อไหม
บทความนี้ผมจะพาเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่า Gen S และ Gen Sustainability คือใคร ทำไมแบรนด์ระดับโลกอย่าง LEGO ลงทุนกับกลุ่มนี้มาเกือบ 20 ปี และทำไม Central Pattana ถึงเลือกเดินเกมเดียวกันผ่านโครงการ Better Futures Project ปีที่ 5 ที่จับมือ UNDP สหประชาชาติ และ EU ครับ
Gen S หรือ Gen Sustainability คือใคร
Gen S หรือ Gen Sustainability คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับจิตสำนึกด้านความยั่งยืนเป็นค่าเริ่มต้น ไม่ใช่กลุ่มอายุที่ถูกแบ่งตามปี ค.ศ. เหมือน Gen X Gen Y หรือ Gen Z แต่เป็นกลุ่มที่ถูกนิยามด้วย Value และ Mindset ครับ
Gen S ครอบคลุมตั้งแต่เด็กประถมในวันนี้ที่อายุ 8-12 ปี ไปจนถึง Gen Z วัยทำงานตอนต้นที่เพิ่งเริ่มมีกำลังซื้อของตัวเอง สิ่งที่ทำให้คนกลุ่มนี้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าคือ พวกเขาเติบโตในยุคที่ Climate Crisis ไม่ใช่เรื่องในหนังสือเรียน แต่เป็นเรื่องที่เห็นทุกวัน ทั้ง PM2.5 ที่ทำให้โรงเรียนต้องหยุด น้ำท่วมที่กระทบบ้านญาติ คลื่นความร้อนที่ทำให้กลางวันออกไปข้างนอกไม่ได้ และข่าวสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ปรากฏใน TikTok เกือบทุกสัปดาห์
ที่น่าสนใจสำหรับนักการตลาดคือ Gen S ไม่ได้แค่ตระหนักรู้เรื่อง Sustainability แต่พร้อมที่จะ Boycott แบรนด์ที่พวกเขามองว่าไม่จริงใจกับเรื่องนี้ การวิจัยจาก Pew Research และ Deloitte ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชี้ตรงกันว่า Gen Z และ Gen Alpha ให้น้ำหนักกับ Brand Purpose มากกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มเลือกซื้อจากแบรนด์ที่ Action จริงไม่ใช่แค่พูด
ที่สำคัญที่สุดคือ Gen S ในวันนี้คือ Spending Power ในอีก 10 ปีข้างหน้า เด็กประถมในวันนี้คือคนที่จะเลือกซื้อบ้าน เลือกทำบัตรเครดิต เลือกเดินห้าง และเลือกพาลูกของเขาไปเที่ยวที่ไหนในวันที่พวกเขาอายุ 25-30 ดังนั้นแบรนด์ที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนก็จะได้เปรียบมหาศาลครับ
ทำไม Gen Sustainability ถึงเป็นกลุ่มที่แบรนด์ใหญ่แย่งกัน
ก่อนจะไปดู Case Study ผมอยากให้เพื่อนๆ เห็นภาพชัดก่อนว่าทำไม Gen S และ Gen Sustainability ถึงเป็นกลุ่มที่แบรนด์ระดับโลกแย่งกันลงทุนตั้งแต่วันนี้ทั้งที่ยังไม่มีกำลังซื้อ
เหตุผลข้อแรกคือ Brand Preference ของ Gen S ถูก Form ตั้งแต่อายุ 8-10 ขวบ ซึ่งงานวิจัยด้าน Consumer Behavior หลายชิ้นบอกว่าความผูกพันกับแบรนด์ในช่วงวัยเด็กจะส่งผลต่อการเลือกซื้อในวัยผู้ใหญ่ แบรนด์ที่เด็กรู้สึกดีด้วยตอนอายุ 9 จะถูก Recall เป็นตัวเลือกแรกในวันที่เขาเริ่มมีเงินของตัวเอง
เหตุผลข้อที่สองคือ Gen S เป็น Decision Influencer ในครอบครัวที่ทรงพลังที่สุด งานวิจัยจาก Cassandra Report และ McKinsey ตรงกันว่า Gen Alpha มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของพ่อแม่สูงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องเลือกร้านอาหาร เลือกห้างที่จะไปเดิน และเลือกสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต พ่อแม่หลายคนยอมจ่ายเพิ่ม 10-20% เพื่อซื้อสินค้า Eco-Friendly ตามคำแนะนำของลูก
เหตุผลข้อที่สามคือ Gen Sustainability จะกลายเป็น Talent Pool ของแบรนด์ในอนาคต เด็กที่เคยเข้าร่วม Workshop ของ Central Pattana ในวันนี้ อาจกลายเป็นพนักงานของเซ็นทรัลในอีก 12-15 ปีข้างหน้า หรือเป็นเจ้าของแบรนด์ที่มาเปิดร้านในห้างของเซ็นทรัล ซึ่งทั้งหมดนี้คือ Pipeline ที่แบรนด์อื่นเข้าถึงได้ยากเมื่อเซ็นทรัลสร้างความสัมพันธ์ก่อนตั้งแต่อายุน้อย
นั่นหมายความว่าการลงทุนกับ Gen S ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายทางการตลาดในระยะสั้น แต่คือการสร้าง Brand Asset ที่ Compound ตัวเองไปเรื่อยๆ
Better Futures Project Case Study กลยุทธ์เข้าหา Gen S ของ Central Pattana
สิ่งที่ Central Pattana ทำใน Better Futures Project ปี 5 ภายใต้คอนเซ็ปต์ อนาคตใกล้ฉัน แล้วเพื่อนๆ จะเห็นชั้นของกลยุทธ์ที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้นในการเข้าหา Gen Sustainability ครับ
ภาคเหนือเน้นอากาศและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภาคอีสานเน้นชุมชนและน้ำ ภาคตะวันออกเน้นอุตสาหกรรมและป่าชายเลน ภาคใต้เน้นทะเลและการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นการสื่อสารกับ Gen S ในบริบทที่ใกล้ตัวพวกเขามากที่สุด
ชั้นที่ 2 คือ กลุ่มเป้าหมายที่กว้างผิดปกติ ครอบคลุม Gen S ทุกช่วงวัย ตั้งแต่ระดับประถม มัธยม อาชีวศึกษา ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ซึ่งจุดที่น่าสนใจที่สุดสำหรับนักการตลาดคือการเปิดรับเด็กตั้งแต่ระดับประถม กลุ่มอายุ 9-12 ปี ซึ่งเป็นช่วง Golden Window ของการสร้าง Brand Affinity
ที่ Central Pattana กำลังทำต่างจาก SCG อย่างไรครับ ความต่างที่ผมเห็นคือ Central Pattana ไม่ได้เน้นการให้ทุน แต่เน้นการเปิดพื้นที่ให้ Gen S ได้ทดลองทำจริง โดยใช้ Asset ที่เซ็นทรัลมีอยู่แล้ว นั่นคือศูนย์การค้า 40 กว่าสาขาทั่วประเทศ มาเป็น Lab ของการเรียนรู้ ซึ่งเป็นการต่อยอด Asset ที่มีอยู่ให้สร้างคุณค่าใหม่โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มมาก
นี่คือสิ่งที่ผมเรียกว่า Asset-Light Brand Building หรือการสร้างแบรนด์โดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว
Centre of Life 2.0 หรือการ Reposition ห้างให้กลายเป็นพื้นที่ของ Gen Sustainability
มาถึงประเด็นที่ผมอยากชี้ให้เห็นต่อครับ ซึ่งเป็นชั้นที่ลึกกว่าการเข้าหา Gen S นั่นคือเซ็นทรัลกำลัง Reposition ตัวเองเงียบๆ จากการเป็น Shopping Mall ไปสู่การเป็น Platform for Change ที่ตอบโจทย์ Gen Sustainability
โครงการ Roadshow 5 ภูมิภาคที่เซ็นทรัลทำมี Built-in Newsworthiness ทุกจุดเริ่มต้น มี Story ที่สื่อท้องถิ่นและสื่อ National อยากเล่าโดยไม่ต้องลงทุนซื้อสื่อทั้งหมด เพราะมีองค์ประกอบครบทั้ง Gen S ชุมชน Sustainability และพันธมิตรระดับโลก
แบรนด์เพื่อนๆ สร้าง Campaign ที่สื่อ Pickup เองโดยไม่ต้องจ้างได้ไหมครับ การ Design Campaign ให้มี PR Value ในตัวมันเอง เป็นทักษะที่นักการตลาดในยุค Media Cost แพงขึ้นทุกวันต้องมีให้ได้
สรุป Gen S และ Gen Sustainability คือ Audience ที่นักการตลาดไทยต้องเริ่มลงทุนตั้งแต่วันนี้
นับจากนี้ไป การมองห้างสรรพสินค้าในไทยจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ จากเดิมที่เราเห็นห้างเป็นแค่จุดหมายของการช้อปปิ้งและกินข้าว แต่ Central Pattana กำลังพิสูจน์ว่าห้างเป็น Platform ของการศึกษา Innovation และการสร้าง Gen Sustainability รุ่นใหม่ได้
ในแง่ Central Pattana กลยุทธ์ สิ่งที่น่าจับตามองที่สุดคือ Better Futures Project ปีที่ 5 ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการ Build Brand Stature ระยะยาวที่จะส่งผลในอีก 10-15 ปีข้างหน้า เมื่อ Gen S ที่เคยเข้าร่วมโครงการในวันนี้กลายเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ