Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

ถอดรหัสการตลาด MG เปลี่ยนกรุงเทพให้เป็นสีม่วง ปั้น Distinctive Brand Asset ผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover

ครึ่งปีแรกของปี 2568 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยโตขึ้นกว่า 50% และกลุ่ม xEV กินสัดส่วนเกือบ 44% ของยอดขายรถทั้งหมด แต่เบื้องหลังตัวเลขที่ดูสวยงามนั้นคือสนามรบที่โหดที่สุดสนามหนึ่งในรอบหลายปี เพราะคู่แข่งรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนหลายแบรนด์เปิดเกมหั่นราคารถบางรุ่นลงหลักแสนไปจนถึงสามแสนกว่าบาท จนกลายเป็นสงครามราคาที่ลากกันลงเหวไปทั้ง Category

ถ้าเพื่อนๆ ขับรถผ่านสยาม อโศก สีลม หรือพระราม 9 ในช่วงนี้เหมือนผม น่าจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดไปจากเดิม เพราะจู่ๆ พื้นที่สื่อและแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุงเทพก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงไปแทบจะพร้อมกัน ตั้งแต่สยามพารากอน สยามสแควร์ อาคารอินเตอร์เชนจ์ ไปจนถึงใบหยกทาวเวอร์ ความรู้สึกแรกของผมไม่ใช่ว่ารถรุ่นนี้สเปกดีแค่ไหน แต่คือคำถามว่าใครกันที่กล้าทาสีทั้งเมืองให้เป็นสีเดียว

เจ้าของสีม่วงนั้นคือ เอ็มจี ที่เปิดตัวยนตรกรรมแฮทช์แบ็คไฟฟ้ารุ่นใหม่ NEW MG URBAN ผ่านแคมเปญที่ชื่อว่า NEW MG URBAN City Takeover ที่น่าสนใจคือในตลาดที่ทุกคนกำลังแย่งกันลดราคา เอ็มจีกลับเลือกไปลงทุนกับการเป็นเจ้าของสีแทน บทความนี้ผมเลยอยากชวนเพื่อนๆ นักการตลาดมาถอดรหัสว่าการยึดสีทั้งเมืองแบบนี้มันคือกลยุทธ์ Distinctive Brand Asset ที่ลึกกว่าที่เห็น และเราจะเรียนรู้อะไรไปใช้ต่อได้บ้าง

Why Now: ทำไม MG ถึงเลือกยึดสีม่วงแทนการลงไปเล่นสงครามราคา

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

ก่อนจะเข้าเรื่องสี ต้องเข้าใจสนามรบก่อนครับ ตลาด EV ไทยตอนนี้มีแบรนด์จีนเข้ามาเล่นเต็มไปหมด และเกมที่ทุกคนถนัดที่สุดคือเกมราคา ปัญหาของการแข่งราคาคือมันสร้างความได้เปรียบที่คู่แข่งเลียนแบบได้ในชั่วข้ามคืน วันนี้เราลดแสนนึง พรุ่งนี้คู่แข่งลดแสนห้า สุดท้ายไม่มีใครได้กำไร แถมยังทำให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อเพราะรอราคาลงไปเรื่อยๆ

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

ที่หนักกว่านั้นคือเมื่อทุกแบรนด์เอาแต่พูดเรื่องสเปกกับราคา รถ EV ทุกคันก็เริ่มหน้าตาเหมือนกันในสายตาผู้บริโภค กลายเป็นสินค้าที่มีความเป็น Commodity สูงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ผู้บริโภคก็เหลือเกณฑ์ตัดสินใจแค่อย่างเดียวคือใครถูกกว่า ซึ่งเป็นกับดักที่อันตรายมากสำหรับแบรนด์

นี่คือเหตุผลที่การเลือกไปลงทุนกับ Brand Engagement และการสร้างการจดจำอัตลักษณ์เป็นการเดิมพันที่ฉลาดกว่าในระยะยาว เพราะถ้าวันหนึ่งคนเห็นสีม่วงแล้วนึกถึงเอ็มจีได้ทันทีโดยไม่ต้องเห็นโลโก้ นั่นคือความได้เปรียบที่คู่แข่งลอกเลียนแบบไม่ได้ง่ายๆ และไม่ต้องมานั่งหั่นราคาแข่งกันทุกเดือน

Distinctive Brand Asset: ทำไมการเป็นเจ้าของสีถึงคือสินทรัพย์ที่แท้จริง

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

คำว่า Distinctive Brand Asset หรือสินทรัพย์ที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นจนจำได้ เป็นแนวคิดที่ถูกวางรากฐานโดย Ehrenberg-Bass Institute ผ่านงานของ Byron Sharp และ Jenni Romaniuk นิยามของมันเรียบง่ายแต่ทรงพลังมากครับ คือองค์ประกอบที่ไม่ใช่ชื่อแบรนด์ แต่สามารถกระตุ้นให้คนนึกถึงแบรนด์ขึ้นมาในหัวได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นสี ฟอนต์ เสียง รูปทรง หรือคาแรกเตอร์

หัวใจของแนวคิดนี้คือสิ่งที่เรียกว่า Mental Availability หรือการที่แบรนด์ถูกนึกถึงได้ง่ายในจังหวะที่คนกำลังจะตัดสินใจซื้อ และ Ehrenberg-Bass ยังแบ่งคุณภาพของ Asset ออกเป็นสองแกนที่ต้องมีคู่กัน คือ Fame ที่แปลว่าคนเห็นแล้วนึกถึงแบรนด์เราได้ กับ Uniqueness ที่แปลว่าคนนึกถึงแบรนด์เราเพียงแบรนด์เดียว ถ้าสีไหนมีครบทั้งสองแกนนี้ มันจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่ใช้แทนแบรนด์ได้เลย

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

ตัวอย่างที่ชัดที่สุดในระดับโลกคือ Cadbury ที่หวงสีม่วง Pantone 2685C ของตัวเองถึงขั้นจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าตั้งแต่ปี 1995 และสู้คดีกับคู่แข่งในวงการช็อกโกแลตยาวนานเกือบสิบปี จนปี 2022 ศาลสูงอังกฤษตัดสินให้ Cadbury จดทะเบียนสีม่วงได้บางส่วน เห็นไหมครับว่าสีไม่ใช่แค่เรื่องสวยงาม แต่มันคือทรัพย์สินที่แบรนด์ระดับโลกยอมขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อปกป้อง เช่นเดียวกับที่ การตลาดวันละตอนเคยถอดเคส การตลาด McDonald’s ที่ใช้สีแดงเหลืองเป็น Distinctive Brand Asset จนลดทอนการสื่อสารเหลือแค่สีกับรูปทรง คนก็ยังรู้ว่าเป็นใคร

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

สิ่งที่เอ็มจีพยายามทำกับสีม่วงในแคมเปญนี้ก็คือการเริ่มต้นสะสม Fame และ Uniqueness ในแบบเดียวกัน ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของสีม่วงอย่างชัดเจน นี่คือช่องว่างที่เอ็มจีมองเห็นและกระโดดเข้าไปจับก่อนคนอื่น

O2O Seamless: จากน้องม่วงไวรัลออนไลน์ สู่การยึดเมืองทั้งเมือง

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

สิ่งที่ทำให้แคมเปญนี้น่าสนใจกว่าการแปะป้ายโฆษณาทั่วเมือง คือลำดับการเล่นแบบ O2O หรือ Online-to-Offline ที่ออกแบบมาให้ไร้รอยต่อ เอ็มจีไม่ได้เริ่มจากการซื้อสื่อนอกบ้านเลยทันที แต่เริ่มจากการสร้างกระแสในโลกออนไลน์ก่อนผ่านคาแรกเตอร์ที่ชื่อว่า น้องม่วง จนเกิดเป็นไวรัลและถูกพูดถึงในวงกว้างบนโซเชียล

การเริ่มจากคาแรกเตอร์เป็นจุดที่ฉลาด เพราะคาแรกเตอร์เองก็คือ Distinctive Brand Asset อีกประเภทหนึ่งที่สะสมพลังการจดจำได้ดี อย่างที่ การตลาดวันละตอนเคยถอด เคส M&M ที่บริหารมาสคอต Spokescandies เป็น Brand Asset ไว้ คาแรกเตอร์ที่มีชีวิตช่วยให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ก่อนที่จะรู้จักตัวสินค้าด้วยซ้ำ และน้องม่วงก็ทำหน้าที่เป็นตัวพาสีม่วงเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของคนก่อนที่สีม่วงจะไปปรากฏบนตึก

พอกระแสในออนไลน์ติดแล้ว เอ็มจีถึงยกระดับสู่ออฟไลน์ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สื่อทั่วกรุงเทพให้เป็นสีม่วง ผลคือคนที่เคยเห็นน้องม่วงในจอมือถือ พอออกมาเจอสีม่วงเต็มเมืองก็เกิดการเชื่อมโยงทันทีว่าทั้งสองอย่างคือแบรนด์เดียวกัน นี่คือความต่างระหว่างแบรนด์ที่ยิงโฆษณานอกบ้านเฉยๆ กับแบรนด์ที่ปูเรื่องในใจคนไว้ก่อนแล้วค่อยตอกย้ำด้วยภาพจริง

City as Media: เปลี่ยนทั้งเมืองให้เป็นผืนผ้าใบสีม่วง

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

จุดที่ทำให้แคมเปญนี้แตกต่างคือสเกลของการ Takeover เอ็มจีไม่ได้เลือกแค่จุดเดียวเด่นๆ แต่เลือกยึดย่านศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ทั้งหมด ทั้งสยามราชประสงค์ อโศกสุขุมวิท สีลมสาทร และพระราม 9 รัชดาภิเษก เปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็น Media Canvas ขนาดยักษ์

เหตุผลเบื้องหลังการเลือกยึดทั้งย่านแทนจุดเดียว เชื่อมโยงกลับไปที่หลัก Mental Availability โดยตรงครับ เพราะความทรงจำของคนไม่ได้สร้างจากการเห็นครั้งเดียวแล้วจำ แต่สร้างจากการเห็นซ้ำๆ ในหลายจังหวะของวัน เมื่อคนเมืองเจอสีม่วงตั้งแต่ตอนเช้าระหว่างเดินทาง เจออีกตอนพักเที่ยงแถวออฟฟิศ และเจอซ้ำตอนเย็นระหว่างกลับบ้าน สีม่วงก็จะค่อยๆ ฝังตัวกลายเป็นโครงสร้างความทรงจำที่แข็งแรงขึ้นทุกวัน

การเล่นใหญ่ระดับนี้ยังส่งสัญญาณบางอย่างที่ราคาถูกบอกไม่ได้ คือความมั่นใจและความเป็นผู้นำ ในจังหวะที่คู่แข่งกำลังก้มหน้าหั่นราคา การที่แบรนด์หนึ่งกล้าลงทุนทาสีทั้งเมือง มันสร้างภาพจำว่าแบรนด์นี้แข็งแรงพอที่จะเล่นเกมที่คนอื่นเล่นไม่ได้ ซึ่งเป็นการสื่อสารเรื่อง Brand Power ที่ทรงพลังในตัวมันเอง

Brand Codes: 4 บทเรียนการยึดสีให้เป็น Distinctive Brand Asset สำหรับนักการตลาด

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

เล่ามาถึงตรงนี้ เราได้เห็นทั้งภาพใหญ่ว่าทำไมเอ็มจีถึงเลือกเล่นเกมสีแทนเกมราคา ได้เห็นทฤษฎี Distinctive Brand Asset ที่อยู่เบื้องหลัง และได้เห็นกลไก O2O ที่พาน้องม่วงจากออนไลน์ไปสู่การยึดเมืองจริง คำถามต่อไปที่นักการตลาดอย่างเราน่าจะอยากรู้ก็คือ แล้วเราจะถอดสิ่งที่เอ็มจีทำออกมาเป็นหลักการที่เอาไปใช้กับแบรนด์ตัวเองได้อย่างไรบ้าง ผมขอสรุปเป็น 4 บทเรียนครับ

  1. เลือกสีที่ยังว่าง อย่าแย่งสีที่มีเจ้าของ หัวใจของ Distinctive Brand Asset คือ Uniqueness ต้องมาก่อน Fame การเลือกสีที่คู่แข่งใน Category ยังไม่มีใครจับจองคือโอกาสทอง เพราะถ้าเราไปใช้สีที่คนนึกถึงแบรนด์อื่นอยู่แล้ว เท่ากับเราออกเงินโฆษณาให้คู่แข่งฟรีๆ ลองนึกถึงร้านกาแฟเปิดใหม่ที่ดันเลือกใช้สีเขียวเข้มเป็นสีหลัก สุดท้ายคนเห็นก็เผลอนึกถึงเชนกาแฟเจ้าตลาดแทน แทนที่จะปังก็กลายเป็นพังเพราะไปเสริมความจำให้แบรนด์อื่น
  2. ความสม่ำเสมอคือสิ่งที่เปลี่ยนสีให้กลายเป็นสินทรัพย์ สีจะกลายเป็น Asset ได้ก็ต่อเมื่อถูกใช้ซ้ำอย่างสม่ำเสมอจนคนจำได้ จุดพลาดที่เจอบ่อยคือแบรนด์เปลี่ยนสีหลักทุกครั้งที่เปลี่ยนแคมเปญหรือเปลี่ยนทีมการตลาด ทำให้ความทรงจำที่สะสมมาถูกล้างทิ้งไปเรื่อยๆ ลองนึกภาพถ้าเอ็มจีใช้สีม่วงแค่แคมเปญนี้แคมเปญเดียวแล้วเดือนหน้าเปลี่ยนไปใช้สีอื่น เงินที่ลงไปทาทั้งเมืองก็จะสูญเปล่าอย่างน่าเสียดาย
  3. ใช้ออนไลน์ปูทาง แล้วใช้ออฟไลน์ตอกย้ำ พลังที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ช่องทางใดช่องทางหนึ่ง แต่อยู่ที่การส่งไม้ต่อกันอย่างไร้รอยต่อแบบที่น้องม่วงทำ ออนไลน์เก่งเรื่องสร้างกระแสและความผูกพันด้วยต้นทุนต่ำ ส่วนออฟไลน์เก่งเรื่องสร้างการจดจำเชิงกายภาพที่จับต้องได้ ลองนึกถึงแบรนด์ร้านอาหารที่ปล่อยคลิปเมนูใหม่ให้ไวรัลใน TikTok ก่อน แล้วค่อยตามด้วยป้ายหน้าร้านสีเดียวกัน คนที่เคยเห็นคลิปจะรู้สึกคุ้นทันทีที่เดินผ่าน
  4. แข่งที่ความผูกพัน ไม่ใช่แข่งที่ตัวเลข ในตลาดที่ทุกคนแข่งสเปกและราคาจนกลายเป็นสินค้าที่แยกไม่ออก การหันมาลงทุนกับ Brand Engagement คือการสร้างเกราะป้องกันธุรกิจในระยะยาว เพราะราคาลดได้ทุกวัน แต่ความรู้สึกผูกพันที่คนมีต่อแบรนด์ลอกเลียนกันไม่ได้ ลองนึกถึง SME ที่ขายของเหมือนชาวบ้าน แต่มีคาแรกเตอร์ประจำร้านที่ลูกค้ารักจนกลายเป็นเหตุผลที่คนเลือกซื้อจากร้านนี้แทนที่จะไปซื้อร้านที่ถูกกว่าสองบาท

Memory สรุปบทเรียน Distinctive Brand Asset จากแคมเปญ MG ที่นักการตลาดจำเป็นต้องรู้

ถ้าถามว่าอะไรคือแก่นที่แท้จริงของแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover คำตอบไม่ใช่เรื่องสีม่วง ไม่ใช่เรื่องน้องม่วง และไม่ใช่เรื่องการยึดเมือง แต่คือสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนั้น

Distinctive Brand Asset บทเรียนจาก MG ที่เปลี่ยนกรุงเทพเป็นสีม่วงผ่านแคมเปญ NEW MG URBAN City Takeover ท่ามกลางตลาด EV โต 50% ที่แข่งกันด้วยสงครามราคา

ในตลาดที่ทุกคนกำลังแข่งกันว่าใครถูกกว่าใครเร็วกว่า เอ็มจีเลือกเล่นเกมที่ยากกว่าแต่ยั่งยืนกว่า คือการแย่งพื้นที่ในใจคนแทนการแย่งพื้นที่บนป้ายราคา และถ้าให้ผมรวบทุกอย่างที่เล่ามาทั้งบทความนี้ให้เหลือเพียงคำเดียว คำนั้นคือ Memory หรือในภาษาไทยคือ ความทรงจำ เพราะสุดท้ายแล้วสงครามการตลาดที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นบนชั้นวางสินค้าหรือในใบเสนอราคา แต่เกิดขึ้นในความทรงจำของผู้บริโภค ใครยึดพื้นที่ตรงนั้นได้ก่อนและยึดได้นานกว่า คนนั้นคือผู้ชนะตัวจริง

คำถามที่ผมอยากฝากทิ้งท้ายให้เพื่อนๆ นักการตลาดคิดต่อก็คือ แบรนด์ของคุณมี Distinctive Brand Asset ที่เป็นของตัวเองจริงๆ แล้วหรือยัง มีสีหรือสัญลักษณ์ที่คนเห็นแล้วนึกถึงคุณทันทีโดยไม่ต้องเห็นโลโก้ไหม ถ้ายังไม่มี การเริ่มต้นสะสมมันตั้งแต่วันนี้อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการไปไล่หั่นราคาแข่งกับคู่แข่งอย่างเทียบกันไม่ได้เลยครับ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *