เจาะ 6 เทคนิคกู้บ้านฉบับคนโสด Solo Economy เตรียมตัวยังไงให้แบงก์เซย์เยส จาก DDproperty

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 ระบุว่าคนไทยในช่วงวัยเจริญพันธุ์มีสถานะ “โสด” สูงถึง 40.5% วันนี้การตลาดวันละตอนเลยขอหยิบ Data Solo Economy ที่น่าสนใจจาก DDproperty มาเล่าให้ฟังกันต่อครับ เพราะผลสำรวจล่าสุดพบ Insight ว่า เกือบ 2 ใน 3 ของคนโสด กำลังวางแผนที่จะ “ย้ายออกจากบ้านพ่อแม่” ภายใน 1 ปีข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น แผนการใช้จ่ายอันดับ 1 ในใจของคนกลุ่มนี้ คือการมุ่งมั่นเก็บเงินเพื่อซื้อบ้านหรือคอนโดฯ เป็นของตัวเอง การตลาดวันละตอนเลยจะพามาเจาะ 6 เทคนิคกู้บ้านฉบับคนโสด จาก DDproperty กันครับ

ทุกวันนี้ใครๆ ก็บอกว่าคนไทยเลือกครองตัวเป็นโสดและนิยมอยู่คนเดียวมากขึ้น จนเกิดเป็นเทรนด์ใหญ่ที่เรียกว่า Solo Economy เศรษฐกิจคนโสด ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้คิดกันไปเองนะครับ เพราะ Data จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566 ระบุชัดเจนว่า 1 ใน 5 ของคนไทยอยู่ในสถานะโสด 23.9% และถ้าเจาะจงไปที่กลุ่มวัยเจริญพันธุ์  อายุ 15-49 ปี สัดส่วนคนโสดจะพุ่งปรี๊ดไปถึง 40.5% หรือเกือบครึ่งประเทศเลยล่ะครับ

ตัวเลขนี้บอกว่าคนโสดกลายเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง และมีอิสระในการเปย์เพื่อความสุขของตัวเองแบบเต็มที่ โดยเฉพาะเป้าหมายใหญ่ในชีวิตอย่างเรื่องที่อยู่อาศัย

ข้อมูลจากแบบสำรวจล่าสุดของ  DDproperty เผย Insight ที่น่าสนใจมากครับ พบว่า เกือบ 2 ใน 3 (61%) ของคนโสด วางแผนจะย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ ภายใน 1 ปีข้างหน้า ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไปที่อยู่ที่ 42% และเมื่อเจาะลึกลงไป เกือบ 3 ใน 4 (74%) ของคนโสดกลุ่มนี้ สนใจที่จะซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเองไปเลยครับ มีเพียง 26% เท่านั้นที่เลือกเช่าอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าดีมานด์การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนโสดนั้นเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาก

อีกหนึ่ง Data ที่น่าจับตามองคือ มากกว่า 3 ใน 4 (76%) ของคนโสด พุ่งเป้าไปที่โครงการอสังหาฯ แบบ Pet-friendly ครับ เรื่องนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมการอยู่ลำพัง ที่ทำให้คนโสดนิยมเลี้ยงสัตว์ไว้คลายเหงาตามเทรนด์ Pet Humanization หรือการเลี้ยงสัตว์ประดุจสมาชิกคนสำคัญในครอบครัว แบรนด์อสังหาฯ ไหนที่ตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ ก็เท่ากับซื้อใจคนโสดไปได้เกินครึ่ง

Solo Economy DDproperty

หลายคนอาจคิดว่าคนโสดใช้เงินเก่ง แต่เรื่องการวางแผนทางการเงินเพื่อที่อยู่อาศัย พวกเค้าเอาจริงครับ

  • 38% ของคนโสดบอกว่า ออมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยได้ถึง “ครึ่งทาง” แล้ว
  • 31% พร้อมกว่า เพราะบอกว่ามีเงินออม “เพียงพอ” ที่จะซื้อแล้ว
  • มีเพียง 31% ที่สารภาพว่ายังไม่ได้เริ่มออม

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อถามถึงแผนการใช้จ่ายใน 1 ปีข้างหน้า “การเก็บเงินเพื่อซื้อบ้าน/คอนโด” ครองแชมป์อันดับ 1 สูงถึง 22% ชนะขาดการใช้จ่ายเพื่อดูแลครอบครัวและท่องเที่ยวที่ 14% เท่ากัน หรือแม้แต่การเก็บเงินฉุกเฉิน 13% และการซื้อรถ 8%

Solo Economy DDproperty

ภาพรวมทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนครับว่า การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยคือ “เป้าหมายหลัก” ของผู้บริโภคกลุ่ม Solo Economy อย่างแท้จริง

ต้องยอมรับครับว่า การซื้อที่อยู่อาศัยของ “คนโสด” ถือเป็นก้าวสำคัญและเป็นความท้าทายทางการเงิน เพราะคุณต้องแบกรับภาระหนี้ก้อนใหญ่หลักล้านเพียงลำพัง แม้เราจะมั่นใจว่ารายได้มั่นคงแค่ไหน แต่ในมุมของธนาคารผู้ปล่อยกู้ย่อมมีเกณฑ์ประเมินความเสี่ยงที่เข้มงวดเป็นพิเศษ เพื่อให้คนโสดก้าวสู่การเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างมั่นใจ DDproperty เลยสรุป 6 เช็กลิสต์สำคัญในการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้ ดังนี้ครับ

เริ่มต้นจากการตั้งโจทย์การใช้ชีวิตให้ชัดเจนครับว่า เป้าหมายคือการอยู่คนเดียวแบบ 100% หรือเผื่ออนาคตสำหรับครอบครัว จากนั้นให้ทำเช็กลิสต์แบ่งเป็น “Must-Have” สิ่งที่ขาดไม่ได้ เช่น ทำเลใกล้รถไฟฟ้า, เลี้ยงสัตว์ได้ และ “Nice-to-Have” สิ่งที่มีก็ดี ไม่มีก็ไม่เป็นไร เพื่อควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย สิ่งสำคัญที่คนโสดมักพลาดคือการใช้อารมณ์ตัดสินใจซื้อพื้นที่กว้างเกินความจำเป็น ซึ่งนอกจากจะทำให้ราคาบ้านพุ่งสูงจนตึงมือแล้ว ยังตามมาด้วยค่าส่วนกลางและค่าดูแลรักษาในระยะยาว การเลือกสเปกที่พอดีตัวจะช่วยรักษาสภาพคล่องทางการเงิน ให้คุณยังมีอิสระในการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่

Solo Economy DDproperty

รู้หรือไม่ว่าแบงก์จะเช็กประวัติพฤติกรรมการชำระหนี้ย้อนหลังของเราจากเครดิตบูโร ถึง 3 ปี ประวัติส่วนนี้แหละครับคือ Data ชิ้นสำคัญที่บอกวินัยทางการเงินของเรา ดังนั้นใครมีแพลนจะซื้อบ้าน ต้องเริ่มทำ Financial Detox ตั้งแต่เนิ่น ๆ ห้ามมีประวัติค้างชำระ หลีกเลี่ยงการกดเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้หมุนเวียน และที่สำคัญคือระวังหลุมพรางของการผ่อนสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบบ Buy Now Pay Later หลาย ๆ ชิ้นพร้อมกัน ทริคที่แบงก์ชอบมากที่สุดคือ การใช้บัตรเครดิตอย่างสม่ำเสมอแต่จ่ายเต็มจำนวนและตรงเวลาทุกงวด สิ่งนี้จะช่วยปั้น Credit Score ของคุณให้ดูเป็นลูกค้าชั้นดีที่แบงก์ไหนก็อยากได้

แม้ปัจจุบัน ธปท. จะมีมาตรการผ่อนปรน LTV ที่ทำให้หลายโครงการสามารถกู้ได้เต็ม 100% สำหรับสัญญาตั้งแต่ 1 พ.ค. 2568 – 30 มิ.ย. 2569 แต่ในความเป็นจริง การอนุมัติวงเงินสูงสุดก็ยังขึ้นอยู่กับการประเมินความเสี่ยงของแต่ละธนาคารอยู่ดีครับ การที่เราเตรียมเงินดาวน์หน้าตักไว้สัก 10-20% นอกจากจะช่วยโชว์ศักยภาพว่าเรามี “วินัยการออม” ที่แข็งแกร่งจนแบงก์มั่นใจแล้ว ยังเป็นการลดยอดจัดสินเชื่อ ทำให้ภาระการผ่อนต่อเดือนเบาลง และช่วยเตรียมพร้อมรับมือกับต้นทุนแฝง ที่จะตามมาหลังซื้อบ้าน เช่น ค่าโอน ค่าจดจำนอง หรือค่าตกแต่งได้อย่างสบาย ๆ

Solo Economy DDproperty

ธนาคารจะมีกฎเหล็กหรือ KPI ตัวหนึ่งที่ใช้ชี้ชะตาผู้กู้ นั่นคือ DSR (Debt Service Ratio) หรือสัดส่วนภาระหนี้สินต่อรายได้ ซึ่งโดยมาตรฐานแล้วไม่ควรเกิน 40-50% ของรายได้ต่อเดือน วิธีคิดของแบงก์คือ เขาจะนำหนี้เก่าทั้งหมดที่คุณมี เช่น ผ่อนรถ, สินเชื่อส่วนบุคคล, หรือแม้แต่หนี้บัตรเครดิต 0% 10 เดือน มารวมกับ “ว่าที่ค่าผ่อนบ้านก้อนใหม่” หากคำนวณแล้วตัวเลขทะลุเพดาน โอกาสโดนปัดตกก็มีสูงมาก ดังนั้นก่อนจะยื่นกู้สัก 3-6 เดือน คนโสดควรเร่งโปะหนี้เดิมให้เหลือน้อยที่สุด และงดการสร้างหนี้ก้อนใหม่โดยเด็ดขาด เพื่อเปิดพื้นที่ว่างให้โควตา DSR ของเรากว้างพอสำหรับสินเชื่อบ้านครับ

ไม่ว่าคุณจะเป็นมนุษย์เงินเดือนประจำหรือคนทำงานอิสระ  สิ่งที่ต้องทำให้เป๊ะคือ Statement และเอกสารแสดงที่มาของรายได้ที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และตรวจสอบได้ ยิ่งถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ การยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มหาศาลครับ นอกจากนี้การแนบหลักฐานการมีเงินออมสำรองฉุกเฉิน หรือพอร์ตการลงทุน ทรัพย์สินอื่น ๆ ให้แบงก์เห็น จะทำหน้าที่เป็น Safety Net หรือเบาะรองรับชั้นดี ที่ช่วยการันตีกับธนาคารว่า หากวันหนึ่งรายได้หลักของคุณเกิดสะดุด คุณก็ยังมีสายป่านที่ยาวพอจะผ่อนชำระหนี้ต่อได้โดยไม่เป็นหนี้เสีย

หากประเมินแล้วรายได้แบบฉายเดี่ยวอาจจะกู้บ้านหรือคอนโดในฝันไม่ผ่าน คนโสดยังมีไพ่ตายคือสิทธิ์การ “กู้ร่วม” กับผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดครับ เช่น พ่อ, แม่, พี่, น้อง ซึ่งการกู้ร่วมเปรียบเสมือนการผนึกกำลังทางการเงิน แบงก์จะนำรายได้ของผู้กู้ร่วมมาคำนวณรวมกัน ทำให้เรามีฐานรายได้ที่กว้างขึ้น ได้วงเงินสูงขึ้นและอนุมัติง่ายขึ้น แต่ข้อควรระวังขั้นสุดคือ การกู้ร่วมถือเป็นการผูกพันทางกฎหมายและภาระหนี้ระยะยาว ควรมีการตกลงกันให้ชัดเจนแบบโปร่งใสถึงเรื่องสัดส่วนการผ่อนชำระและการจัดการกรรมสิทธิ์ตั้งแต่เดย์วัน เพื่อป้องกันปัญหาผิดใจกันในครอบครัวในอนาคตครับ

ท้ายที่สุดแล้ว Solo Economy ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นแลนด์สเคปใหม่ของพฤติกรรมผู้บริโภคที่นักการตลาดและแบรนด์อสังหาฯ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่หันมาโฟกัสกับการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ที่ตอบโจทย์ความสุขและไลฟ์สไตล์ส่วนตัวมากขึ้น การซื้อบ้านหรือคอนโดเพียงลำพังอาจดูเป็นชาเลนจ์ใหญ่ทางการเงิน แต่หากมีการเตรียมความพร้อมและวางแผนตาม 6 เช็กลิสต์นี้อย่างรัดกุม การก้าวขึ้นเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในฝันก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินเอื้อม เพราะการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในยุคนี้ คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตของตัวเราเองครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

ชื่อเติ้ลครับ เป็น Senior Data Insight Researcher & Marketing Content Creator แห่งการตลาดวันละตอนครับ ^^ มีงานอดิเรกเป็น ผู้ช่วยนักวิจัยฝั่ง Consumer Insights ที่คณะวิทยาศาตร์การกีฬา ที่จุฬาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *