เคยสงสัยไหมครับว่า ท่ากลางสมรภูมิสกินแคร์ที่แบรนด์น้อยใหญ่แข่งขันกันอย่างดุเดือด แบรนด์ไทยที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนานกว่า 76 ปี จะสามารถพลิกเกมขึ้นมาครองบัลลังก์ผู้นำได้อย่างไร? วันนี้ผมอยากจะพาทุกคนไปถอดรหัสความสำเร็จครั้งใหญ่ของ ศรีจันทร์ (SRICHAND) ที่ไม่ได้มาเล่น ๆ แต่มาพร้อมกลยุทธ์ที่สามารถดัน “ครีมซอง” ให้กลายเป็นแบรนด์ไทยอันดับ 1 ในใจผู้บริโภคได้สำเร็จ เบื้องหลังความสำเร็จนี้มีอะไรซ่อนอยู่ และทำได้อย่างไร? เรามาเจาะลึก กลยุทธ์ศรีจันทร์ ไปพร้อมกันเลยครับ
T-Beauty S-Curve ครั้งใหม่ แบรนด์ไทยครองใจตลาด
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจภาพรวมของสนามแข่งขันกันก่อนครับ ตลาดความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในบ้านเราปี 2025 ถูกคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1.74 แสนล้านบาท และยังโตต่อเนื่องในอัตรา 5.45% เลยทีเดียว
AI-Generated by Shutterstock (Prompt: A digital photograph of several blank white flexible matte cosmetic sachets with glossy ridged screw-on caps. The sachets are lying flat on a smooth surface, arranged neatly with some slight overlaps. The background is soft purple to create contrast. The sachets are completely plain, with no logo or text. Lighting is soft and natural, highlighting the folds and edges for a clean, minimalist, and modern look.)
โดยหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนตลาดให้ร้อนแรงขนาดนี้ก็คือกระแส “T-Beauty” (Thai Beauty) ที่แข็งแกร่งขึ้นมากครับ ผู้บริโภคยุคใหม่เริ่มเชื่อมั่นและหันมาซบแบรนด์ไทยกันมากขึ้น เพราะไม่มีใครจะเข้าใจสภาพผิวและอากาศร้อน ๆ แบบบ้านเราได้ดีเท่าแบรนด์ไทยอีกแล้ว
บวกกับเทรนด์ “Clean Beauty” และส่วนผสมจากธรรมชาติที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ ก็ยิ่งเข้าทางแบรนด์ไทยที่สามารถปรับตัวตอบรับความต้องการเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่าเป็นช่วงนาทีทอง ของ T-Beauty ไทยเลยก็ว่าได้ครับ
ศรีจันทร์ สร้างปรากฎการณ์คลื่นลูกใหญ่ในวงการ T-Beauty
ท่ามกลางการเติบโตของตลาด ศรีจันทร์ก็ได้สร้างการเติบโตที่เรียกได้ว่า “เป็นปรากฏการณ์” เลยครับ เพราะข้อมูลจาก NIELSENIQ THAILAND ชี้ให้เห็นว่า ในขณะที่ตลาดรวมกลุ่มมอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวหน้าเติบโตเพียง 2.73% แต่ศรีจันทร์กลับโตสวนตลาดไปสูงถึง 70.9% และถ้าดูภาพรวมสกินแคร์ทั้งหมดของแบรนด์ในปี 2024 ก็เติบโตสูงถึง 148% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าศรีจันทร์ไม่ได้แค่เกาะกระแสไปกับตลาด แต่กำลังสร้างคลื่นของตัวเองขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งหมัดเด็ดที่ทำให้ศรีจันทร์เติบโตได้ขนาดนี้ก็คือ “ศรีจันทร์ สกิน มอยส์เจอร์ เบิร์ส เจล ครีม แบบซอง 10 มล.” ที่สามารถคว้าส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดที่ 3.36% (ข้อมูล ม.ค. 2025 – มิ.ย. 2025)
นอกจากนี้ยังเป็นแบรนด์ไทยเพียงหนึ่งเดียวในหมวด Facial Care ที่คว้ารางวัล “Brand Footprint 2025: Outstanding Brand” มาครอง ด้วยคะแนน Consumer Reach Points (CRPs) สูงถึง 6.7 ล้านคะแนน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 4.1 ล้านคะแนน
ถอดรหัส 4 กุญแจสำคัญ เบื้องหลังกลยุทธ์ “In-Skin Sachet” สูตรลับพิชิตใจมหาชน
เบื้องหลังความสำเร็จมาจากกลยุทธ์ In-Skin Sachet Strategy ที่เข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้ง ประกอบด้วย 4 กุญแจสำคัญครับ
พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์จริง (Product that Works) หัวใจแรกที่สำคัญที่สุดคือตัวผลิตภัณฑ์ต้องดีจริงครับ ศรีจันทร์เลือกใช้ Active Ingredients ที่มีประสิทธิภาพสูงและตอบโจทย์ผิวคนไทยโดยเฉพาะ เช่น Glyceryl Glucoside, Sodium Hyaluronate (HYA) และใบบัวบก (CICA) ซึ่งให้ผลลัพธ์เรื่องความชุ่มชื้นยาวนานถึง 72 ชั่วโมง และยังผ่านการทดสอบแล้วว่าผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้ เมื่อลูกค้าใช้แล้วเห็นผลจริง ก็เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อ กลายเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของแบรนด์
ตั้งราคาที่เข้าถึงง่าย (Affordable Price & Accessibility) หมัดเด็ดต่อมาคือการทำให้สินค้าเข้าถึงง่ายในทุกมิติครับ การออกแบบผลิตภัณฑ์ในรูปแบบซองพร้อมตั้งราคาที่คุ้มค่า ทำให้กำแพงในการตัดสินใจของผู้บริโภคต่ำลง ใคร ๆ ก็กล้าที่จะลองใช้ ประกอบกับการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็หาซื้อได้ง่าย
สื่อสารการตลาดที่ตรงใจ (Relevant Communication) มีของดีแล้วก็ต้องสื่อสารให้เป็นด้วยครับ ศรีจันทร์ทำการบ้านมาอย่างดีในการทำความเข้าใจ Insight ของผู้บริโภค จนเกิดเป็นแคมเปญที่โดนใจอย่าง “เข้าใจทุกผิวคนไทย” ซึ่งสะท้อนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าคนไทยต้องเจอกับปัญหาผิวที่หลากหลายจากทั้งสภาพอากาศและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
เลือกพรีเซนเตอร์ที่ใช่ (The Right Face of Brand) สุดท้ายก็คือการเลือกตัวแทนที่มีภาพลักษณ์สะท้อนคุณค่าแบรนด์และกลุ่มเป้าหมาย นั่นก็คือการเลือก “แบมแบม” ศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์ ซึ่งเป็นคนที่สามารถสะท้อนภาพลักษณ์ “Modern Classic Thainess” หรือความเป็นไทยร่วมสมัยของแบรนด์ออกมาได้อย่างลงตัว และที่สำคัญคือสามารถสร้างการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภค Gen Z ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักได้อย่างทรงพลัง ผลลัพธ์คือยอดขายที่พุ่งขึ้นถึง 77% (เทียบ ม.ค.-มิ.ย. 2024 และ ม.ค.-มิ.ย. 2025) ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จของกลยุทธ์นี้ได้เป็นอย่างดี
คุณรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของศรีจันทร์ ย้ำชัดว่าแบรนด์จะไม่หยุดความสำเร็จไว้เพียงเท่านี้ แต่พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำ T-Beauty ด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่เสมอ ล่าสุดได้เปิดตัว “ศรีจันทร์ แบริเออร์ บูสต์ ซีรี่ย์” ซึ่งออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาผิวของคนยุคใหม่ที่มักมีเกราะป้องกันผิวอ่อนแอและแพ้ง่าย โดยชูนวัตกรรมที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้นได้จริงภายใน 24 ชั่วโมง อีกด้วย
สรุป กลยุทธ์ศรีจันทร์ In-Skin Sachet พร้อม 4 กุญแจสำคัญ ตอกย้ำผู้นำ T-Beauty
ผมมองว่าความสำเร็จของ กลยุทธ์ศรีจันทร์ ในครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่น่าสนใจมากสำหรับนักการตลาดครับ มันแสดงให้เห็นว่าแบรนด์ไทยมีศักยภาพที่ไม่แพ้ใครในโลก และการเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้งคือหัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน การเดินทางของศรีจันทร์จากนี้จึงเป็นก้าวที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ในการต่อยอดแบรนด์ไทยไปสู่เวทีระดับสากล และสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยทุกคนครับ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่