เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ คนละครึ่งพลัส เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือร้านอาหารในช่วงฟื้นตัว รวมไปถึงแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่อย่าง LINE MAN ก็ได้มีการเข้าร่วมโครงการด้วยนี้และได้ขึ้นแท่นอันดับ 1 ด้วยจำนวนร้านค้าลงทะเบียนในวันแรกมากถึง 32,990 ร้านค้า
ซึ่งตามรายงานของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 3 พ.ย. เวลา 14.00 น. มีร้านค้าฟู้ดเดลิเวอรี่ลงทะเบียนแล้วทั้งหมด 40,722 ราย โดย LINE MAN คว้า 22,831 ร้านค้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 56% ของตลาดทั้งหมดความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองแต่มาจากกลยุทธ์การตลาดที่วางแผนมาอย่างดีและการเข้าใจ Market Dynamics อย่างลึกซึ้งค่ะ
Strategic Pricing ใช้ราคาเป็นอาวุธแบบมีเป้าหมาย
หนึ่งในกลยุทธ์หลักที่ใช้คือการปรับค่าธรรมเนียม (GP) อย่างน่าสนใจค่ะ โดยเสนออัตราพิเศษเพียง 7% สำหรับร้านค้าที่ลงทะเบียนในวันแรก (3 พ.ย. 68) และ 9% ตลอดระยะเวลาโครงการ ในอุตสาหกรรมฟู้ดเดลิเวอรี่ที่ค่าธรรมเนียมปกติอาจสูงถึง 20-30% ซึ่งเป็นต้นทุนหลักที่กดดันกำไรของร้านอาหาร การลดค่าธรรมเนียมลงมาแค่ 7-9% ไม่ใช่แค่ส่วนลดพิเศษนะคะ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลง Unit Economics ของร้านค้าโดยสิ้นเชิง แถมยังประกาศทุ่มงบการตลาดมากถึง 300 ล้านบาท เตรียมอัดแคมเปญโปรโมชันครั้งใหญ่ในวันที่ 7 พ.ย. 68 เพื่อดึงผู้ใช้สิทธิคนละครึ่งเข้าสู่แพลตฟอร์ม
1. Signal to Merchants สัญญาณถึงร้านค้า การที่แบรนด์ยินดีลงทุนมหาศาลในการหาลูกค้า แสดงให้ร้านค้าเห็นว่ามุ่งมั่นที่จะนำ Traffic เข้าสู่แพลตฟอร์มจริงจังไม่ใช่แค่ให้ร้านค้าลงทะเบียนแล้วทิ้งไว้ให้หาลูกค้าเองนี่คือการสร้าง Confidence ให้กับพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจค่ะ
2. Deterrent to Competitors การประกาศงบ 300 ล้านบาทเป็น Psychological Warfare ที่ส่งข้อความไปยังคู่แข่งว่า LINE MAN พร้อมลงทุนสูงเพื่อครองตลาดทำให้คู่แข่งต้องคิดให้ดีว่าจะเข้ามาแข่งขันด้วยงบเท่าไหร่
3. Market Leadership Positioning การประกาศตัวเลขเป็นการตอกย้ำภาพผู้นำที่มั่นคงทางการเงิน สร้างความมั่นใจให้ทั้งร้านค้าและผู้บริโภคว่าเป็นแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือและอยู่ได้ยาวนาน
สิ่งที่ LINE MAN ทำได้ดีคือการเข้าใจว่าธุรกิจแพลตฟอร์มคือต้องดูแลทั้งร้านค้าและผู้บริโภคพร้อมกันกลยุทธ์นี้สร้างวงจรเสริมแรงให้ร้านค้ามากไปสู่การดึงลูกค้าและการมีลูกค้ามากก็สามารถดึงร้านค้าเพิ่ม ทำให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ค่ะ
Long term มากกว่า Short term
การลงทุน 300 ล้านบาท บวกกับการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 7-9% ถ้าคิดแค่ ROI ระยะสั้น อาจดูเหมือนขาดทุน แต่ถ้ามองใน Long-term Strategy แล้วอาจคุ้มค่ามากกว่าเพราะ
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator : A person scrolling through a food delivery app, comparing restaurant options, close-up of phone screen showing food thumbnails, cozy home environment, casual clothing, realistic lighting.
1. Customer Acquisition Cost (CAC) การได้ร้านค้าและลูกค้าใหม่จำนวนมากในช่วงโครงการ หากคิด CAC ต่อราย อาจถูกกว่าการทำ Marketing ปกติค่ะ และที่สำคัญคือร้านค้าและลูกค้าเหล่านี้จะอยู่กับแพลตฟอร์มต่อไปแม้โครงการจบ
2. Lifetime Value ร้านค้าที่เข้ามาจะสร้างรายได้ให้แพลตฟอร์มต่อเนื่องหลายปี ถ้าคิด Lifetime Value แล้วการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่ามหาศาล
3. Market Dominance การเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือ Psychological Barrier ที่ทำให้คู่แข่งยากที่จะแซงหน้าเพราะ Network Effect จะทำให้ผู้นำห่างทิ้งห่างไปเรื่อยๆค่ะ
4. Data Advantage การมีร้านค้าและลูกค้ามากที่สุดหมายถึงมีข้อมูลมากที่สุด ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ใช้ปรับปรุง Algorithm, Personalization และ Business Decision ในอนาคตได้อีกด้วยค่ะ
บทสรุป ส่องการตลาด LINE MAN ที่มีการเข้าร่วมกว่า 3 หมื่นร้านค้าจากโครงการคนละครึ่งพลัส
จากที่ทุกคนได้อ่านไปของความสำเร็จ LINE MAN ในการคว้าอันดับ 1 โครงการคนละครึ่งพลัสด้วยร้านค้ากว่า 3 หมื่นร้านในวันแรก ที่เป็นผลลัพธ์ของการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ทั้งทีมขาย ระบบ และการลงทุนด้าน Marketing 300 ล้านบาทเพื่อสร้าง Traffic ให้ร้านค้ารวมถึงดูแลทั้งร้านค้าและลูกค้า Long term Vision ที่มองเห็น LTV และ Market Dominance
เพราะในโลกของ Platform Economy การเป็นผู้นำไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือบริการที่ดีค่ะ แต่เป็นเรื่องของกลยุทธ์ Timing Execution และการลงทุนในจังหวะที่เหมาะสม แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเข้าใจเกมนี้ดีและพร้อมจะครองตลาดต่อไปสำหรับแบรนด์อื่นๆ บทเรียนนี้ได้บอกกับเราว่าเมื่อโอกาสมาถึงการเตรียมพร้อม กล้าลงทุน และเคลื่อนไหวเร็ว คือสิ่งที่แยกผู้ชนะออกจากผู้แพ้ในตลาดที่แข่งขันสูงได้อย่างแน่นอนค่ะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบนะคะ และสามารถอ่านบทความอื่น ๆ ได้ที่นี่