Work Life Intelligence เมื่อเส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตเริ่มหายไป
พอได้ไปฟังเรื่องนี้มาเบลล์รู้สึกว่ามันกระทบวิธีคิดเดิม ๆ ของตัวเองเหมือนกันค่ะ เพราะที่ผ่านมาเราจะชอบคิดว่างานก็คืองาน ชีวิตก็คือชีวิต แล้วพยายามจัดให้มันบาลานซ์กันให้ได้ แต่พอเอาเข้าจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ วันที่งานหนักเราก็เอาความเครียดกลับบ้านโดยไม่รู้ตัว วันที่ชีวิตมีเรื่องให้คิดเราก็โฟกัสงานไม่ได้เต็มที่อยู่ดี สุดท้ายมันเลยไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดขนาดนั้น สิ่งที่คำว่า Work Life Intelligence พยายามจะสื่อคือแทนที่จะพยายามแยกมันออกจากกันเราต้องเริ่มมองว่ามันคือเรื่องเดียวกัน แล้วหาวิธีจัดการให้มันไปด้วยกันให้ได้มากกว่า
และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ในยุคนี้ถ้าไม่พูดถึงก็คงเป็นไปไม่ได้นั่นคือเรื่องของ AI ค่ะ ในวันนี้ก็คงจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือช่วยทำงานทั่วไปอีกแล้ว แต่กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้บางคนสามารถทำงานได้เร็วขึ้นและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้แบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด
สุดท้ายคือความย้อนแย้งระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นคำถามใหญ่ที่หลายองค์กรกำลังเผชิญว่าเราควรจะเลือกใช้สิ่งไหนเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งคนและ AI ยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน โดย AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานบางประเภทได้อย่างมาก ขณะเดียวกันมนุษย์เองก็ต้องพัฒนาบทบาทของตัวเองไปสู่การคิด การตัดสินใจ และการสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด
เมื่อพิจารณาภาพรวมจะเห็นได้ว่าความยากของการทำงานในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะของปัญหาที่ต้องรับมือกับสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา หัวใจสำคัญคือการยอมรับความซับซ้อนและออกแบบวิธีการทำงานให้สามารถอยู่กับความย้อนแย้งเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นสำคัญของแนวคิด Work Life Intelligence ในยุคปัจจุบันนั่นเองค่ะ
ภาวะ Burnout จึงไม่ใช่เรื่องเล็กแต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อทั้งตัวบุคคลและองค์กรโดยตรง แนวคิดนี้ทำให้การบริหารคนต้องขยับจาก Time Management ไปสู่ Energy Management องค์กรจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลพลังงานของคน เช่น การประเมินว่างานที่ได้รับนั้นเหมาะสมหรือหนักเกินไป มากกว่าการมองเพียงว่าใครทำผลงานได้มากน้อยแค่ไหน
Trend 3: AI Will Not Replace Humans, But Will Redefine Value
ขณะเดียวกันเทคโนโลยีอย่าง AI ก็กำลังเข้ามาเปลี่ยน “นิยามของคุณค่าในตัวคน” อย่างชัดเจนค่ะ แม้ AI จะไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ในทันที แต่กำลังดึงคุณค่าจากงานที่เป็นการลงมือทำออกไปอย่างต่อเนื่อง
FacebookFacebookXXLINELineช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าใครไถฟีดโซเชียลมีเดีย เชื่อว่าหลายคนน่าจะเป็นมีม ” Gen Y vs Gen Z ” โดยที่ Gen Y PR Team จะร่างสคริปต์มาอย่างเป๊ะ เน้นความทางการ ข้อมูลแน่น รักษาภาพลักษณ์แบรนด์ แต่กับฝั่ง “Gen Z Social Team” ที่เน้นขายความปั่น ขาย Vibe ด้วยประโยคสั้น ๆ และอีโมจิครับ ความน่าสนใจคือ หลายแบรนด์เล่นเทรนด์นี้ ตั้งแต่แบรนด์สินค้า, ร้านอาหาร, แผ่นหินตกแต่งบ้าน, ตู้ชาร์จ EV ไปจนถึงหลอดไฟ ก็มาเล่นกันหมดจนเต็มหน้าฟีดเลยครับ เทรนด์นี้คืออะไร มีที่มาที่ไปยังไง แล้วมันกลายเป็นไวรัลได้ยังไงวันนี้เราจะพามาเจาะลึกกันผ่ายลทความ วิเคราะห์เทรนด์การตลาด Memeketing 2 Gen ที่มาที่ไปเป็นยังไง แล้วเกิด Viral ในไทยได้ยังไง เมื่อแบรนด์ไทยหลายแบรนด์ต่างเล่นเทรนด์ Memeketing 2 Gen อย่างที่เกริ่นไปครับในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา […]