People Performance Trends 2026 เมื่อ Work Life Intelligence คือเข็มทิศใหม่ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในปี 2026 เราทุกคนล้วนรู้สึกว่าโลกของการทำงานไม่ได้เปลี่ยนแค่เร็วขึ้นแต่กำลังเปลี่ยน “กติกา” ไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเบลล์มีโอกาสได้ไปฟังในเวที People Performance Conference 2026 ในเซสชั่น People Performance Trends 2026 ที่สะท้อนให้เห็นว่าท่ามกลางการเติบโตของ AI ที่เข้ามามีบทบาทในแทบทุกมิติของชีวิต บวกกับความผันผวนของเศรษฐกิจและการเมืองที่ยากจะคาดเดา ทำให้การทำงานแบบเดิมที่โฟกัสเพียงประสิทธิภาพไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไปค่ะ

สำหรับเซสชั่นนี้ได้รับเกียรติจาก 2 วิทยากร ได้แก่ คุณสิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม จาก CREATIVE TALK ซึ่งมาบรรยายถึงธีมหลักของงานในปีนี้ และคุณอภิชาติ ขันธวิธิ จาก QGEN CONSULTANT ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองเรื่อง Paradox และเทรนด์ด้าน People Performance ที่องค์กรยุคใหม่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด บทความนี้เบลล์จึงจะพาคุณเจาะลึกแนวคิดสำคัญเพื่อทำความเข้าใจว่าโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเราจะปรับตัวอย่างไรเพื่อไม่ใช่แค่ “อยู่รอด” แต่สามารถเติบโตได้ในกลุ่มคน 20% ที่ได้เปรียบในยุคใหม่นี้ค่ะ

พอได้ไปฟังเรื่องนี้มาเบลล์รู้สึกว่ามันกระทบวิธีคิดเดิม ๆ ของตัวเองเหมือนกันค่ะ เพราะที่ผ่านมาเราจะชอบคิดว่างานก็คืองาน ชีวิตก็คือชีวิต แล้วพยายามจัดให้มันบาลานซ์กันให้ได้ แต่พอเอาเข้าจริงมันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ วันที่งานหนักเราก็เอาความเครียดกลับบ้านโดยไม่รู้ตัว วันที่ชีวิตมีเรื่องให้คิดเราก็โฟกัสงานไม่ได้เต็มที่อยู่ดี สุดท้ายมันเลยไม่ได้มีเส้นแบ่งชัดขนาดนั้น สิ่งที่คำว่า Work Life Intelligence พยายามจะสื่อคือแทนที่จะพยายามแยกมันออกจากกันเราต้องเริ่มมองว่ามันคือเรื่องเดียวกัน แล้วหาวิธีจัดการให้มันไปด้วยกันให้ได้มากกว่า

People Performance Trends 2026

และสิ่งที่ขาดไปไม่ได้ในยุคนี้ถ้าไม่พูดถึงก็คงเป็นไปไม่ได้นั่นคือเรื่องของ AI ค่ะ ในวันนี้ก็คงจะไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือช่วยทำงานทั่วไปอีกแล้ว แต่กลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้บางคนสามารถทำงานได้เร็วขึ้นและพัฒนาศักยภาพของตัวเองได้แบบก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด

ซึ่งจะพาไปสู่อีกประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นภาพที่ชัดที่สุดของยุค AI ที่พวกเรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ค่ะ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “K-Curve” ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ว่าโลกการทำงานกำลังแบ่งคนออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือ คนกลุ่มบนประมาณ 20% ที่สามารถใช้ AI มาเป็นตัวช่วยในการทำงานเพิ่ม Productivity ได้อย่างก้าวกระโดด แต่อีกฝั่งคือคนที่ยังปรับตัวไม่ทันอีกประมาณ 80% ซึ่งเริ่มถูกทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อย ๆ ทั้งในแง่ของโอกาสและคุณค่าในงาน หากปรับตัวไม่ทันจะต้องเผชิญความเสี่ยงในการถูกแทนที่หรือถูกลดคุณค่าในตลาดแรงงาน

People Performance Trends 2026

สิ่งที่เบลล์รู้สึกว่าน่าสนใจมากในเซสชั่นนี้คือ มันไม่ใช่คำถามแล้วว่า AI จะมาแย่งงานไหม เพราะคำตอบมันค่อนข้างชัดอยู่แล้วว่า “มันมาแน่” แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือเราจะเลือกอยู่ฝั่งไหนมากกว่านั่นเองค่ะ เราจะปล่อยให้ AI เข้ามาแทนที่สิ่งที่เราทำอยู่ หรือเราจะใช้มันเป็นตัวช่วยให้เราทำได้ดีขึ้นกว่าเดิม มันเลยไม่ใช่เรื่องของว่าใครเก่งกว่าอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของว่าใคร “ปรับตัวได้เร็วกว่า” และรู้จักใช้เครื่องมือใหม่ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองมากกว่า

อีกประเด็นหนึ่งที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้ คือเรื่องของ “Paradox” หรือความย้อนแย้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าหลายสถานการณ์ในปัจจุบันไม่สามารถเลือกเพียงทางใดทางหนึ่งได้อีกต่อไปค่ะ แต่จำเป็นต้องบริหารจัดการสิ่งที่ดูขัดแย้งกันให้เกิดขึ้นพร้อมกันได้อย่างเหมาะสม

ในอดีตเราอาจคุ้นเคยกับการหาจุดสมดุลหรือเลือกสิ่งที่สำคัญที่สุดในแต่ละสถานการณ์ใช่มั้ยคะ แต่ในบริบทของโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงและเปลี่ยนแปลงรวดเร็ววิธีคิดแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปค่ะ องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับมุมมองจากการ “เลือก” มาเป็นการ “ออกแบบ” ให้สิ่งที่ขัดแย้งกันสามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

People Performance Trends 2026

1. Speed vs Quality

ความย้อนแย้งระหว่างความเร็วและคุณภาพเป็นสิ่งที่พวกเราหลายคนน่าจะเจอกันอยู่ทุกวันในการทำงานนะคะ เพราะในปัจจุบันองค์กรไม่สามารถเลือกได้แล้วว่าจะทำงานให้เร็วเพียงอย่างเดียวหรือจะโฟกัสคุณภาพเพียงด้านเดียว หากเราเร่งความเร็วมากเกินไปคุณภาพของงานก็อาจลดลงตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกันหากเราให้ความสำคัญกับคุณภาพมากเกินไป งานก็อาจจะช้าจนไม่ทันต่อความต้องการของตลาด สุดท้ายแล้วสิ่งที่เราต้องทำจึงไม่ใช่การเลือกแต่คือการหาวิธีออกแบบการทำงานให้ทั้งความเร็วและคุณภาพสามารถเกิดขึ้นไปพร้อมกันได้อย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ

2. Control vs Empowerment

ในอีกมิติหนึ่งเราจะเห็นความท้าทายระหว่างการควบคุมและการให้อำนาจพนักงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายองค์กรกำลังพยายามหาจุดที่พอดีอยู่ค่ะ องค์กรจำเป็นต้องมีกรอบและระบบเพื่อให้ทุกคนทำงานไปในทิศทางเดียวกัน แต่ถ้าควบคุมมากเกินไป พนักงานก็จะไม่กล้าคิดและพัฒนาตัวเองได้ยาก ในทางกลับกันหากให้อิสระมากเกินไปโดยไม่มีทิศทางที่ชัดเจน การทำงานก็อาจจะล่าช้าและขาดประสิทธิภาพได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับพวกเราคือการสร้างสมดุลระหว่าง “การมีกรอบ” และ “การเปิดโอกาส” ให้คนในทีมสามารถตัดสินใจและเติบโตได้ไปพร้อมกัน

3. Stability vs Agility

สำหรับเรื่องของความมั่นคงและความคล่องตัว ก็เป็นอีกหนึ่งความย้อนแย้งที่องค์กรต้องเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ค่ะ เพราะในขณะที่องค์กรยังต้องมีโครงสร้างและทิศทางที่ชัดเจนเพื่อให้การทำงานมีเสถียรภาพ แต่ถ้ายึดติดกับความมั่นคงมากเกินไป ก็อาจทำให้เราไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเร็วมากในวันนี้ ดังนั้นแนวทางที่เหมาะสมคือการรักษาโครงสร้างให้มั่นคงและออกแบบวิธีการทำงานให้ยืดหยุ่นพร้อมปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

4. Performance vs Wellbeing

ในด้านของผลงานและสุขภาวะ องค์กรจำเป็นต้องสร้างผลลัพธ์ตามเป้าหมายและตัวชี้วัดที่กำหนดไว้ แต่หากมุ่งเน้นผลลัพธ์โดยละเลยสุขภาพกายและใจของพนักงานอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟ ซึ่งสุดท้ายแล้วในระยะยาวจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กร ดังนั้นการดูแลคนและการสร้างผลงานจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปควบคู่กันค่ะ

5. Human vs AI

สุดท้ายคือความย้อนแย้งระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นคำถามใหญ่ที่หลายองค์กรกำลังเผชิญว่าเราควรจะเลือกใช้สิ่งไหนเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งคนและ AI ยังจำเป็นต้องทำงานร่วมกัน โดย AI สามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในงานบางประเภทได้อย่างมาก ขณะเดียวกันมนุษย์เองก็ต้องพัฒนาบทบาทของตัวเองไปสู่การคิด การตัดสินใจ และการสร้างสรรค์ ซึ่งยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้ทั้งหมด

เมื่อพิจารณาภาพรวมจะเห็นได้ว่าความยากของการทำงานในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณงานเพียงอย่างเดียว แต่เป็นลักษณะของปัญหาที่ต้องรับมือกับสิ่งที่ขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา หัวใจสำคัญคือการยอมรับความซับซ้อนและออกแบบวิธีการทำงานให้สามารถอยู่กับความย้อนแย้งเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในแก่นสำคัญของแนวคิด Work Life Intelligence ในยุคปัจจุบันนั่นเองค่ะ

เมื่อสภาวะความย้อนแย้ง กลายเป็นเรื่องปกติในโลกการทำงาน สิ่งที่ตามมาคือความรู้สึก “เหนื่อยล้า” ของคนทำงาน เพราะเรามักติดอยู่กับความคิดแบบเดิมที่เชื่อว่าทุกปัญหาต้องมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียวและต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงโลกปัจจุบันไม่ได้เปิดโอกาสให้เราคิดแบบนั้นอีกต่อไปค่ะ แนวทางที่ถูกเสนอคือการพัฒนา “Intelligence” ใน 3 ระดับ เพื่อให้ทั้งคนและองค์กรสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางความไม่ชัดเจน

People Performance Trends 2026

ระดับแรกคือ Cognitive Intelligence ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดค่ะ เพราะเป็นเรื่องของการปรับ Mindset จากเดิมที่เคยคิดแบบ “Either/Or” หรือเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง มาเป็นการคิดแบบ “Both/And” ที่ยอมรับว่าสิ่งที่ดูขัดแย้งกันสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ โดยเน้นการสร้างระบบที่ทำให้ทั้งสองด้านสามารถอยู่ร่วมกันและเกื้อหนุนกันได้อย่างเหมาะสม

ในระดับถัดมาคือ Behavioral Intelligence ซึ่งเป็นการแปลงวิธีคิดให้กลายเป็นการลงมือทำที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้น หลักสำคัญคือการไม่รอความชัดเจน 100% อีกต่อไปค่ะ แต่กล้าตัดสินใจและลงมือทำเมื่อมีความชัดเจนในระดับที่เพียงพอ พร้อมกับต้องพัฒนาทักษะการจัดลำดับความสำคัญให้ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ และที่สำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมของการให้ Feedback ที่รวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเรียนรู้และปรับปรุงการทำงานได้ทันเวลา

และในระดับสุดท้ายคือ Organizational Intelligence ซึ่งเป็นเรื่องของการออกแบบโครงสร้างและสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการทำงานในยุคที่ซับซ้อน องค์กรจำเป็นต้องทบทวนว่ามีจุดคอขวด (Bottleneck) ที่ทำให้งานล่าช้าหรือไม่ ในขณะเดียวกันระบบการให้รางวัลก็ควรเปลี่ยนจากการวัดผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้คุณค่ากับการพัฒนาทักษะและพฤติกรรมที่เหมาะสม รวมถึงบทบาทของผู้นำก็สำคัญอย่างมากเพราะผู้นำยุคใหม่ต้องสามารถนำทีมได้แม้ในสถานการณ์ที่ไม่ชัดเจน

Trend 1: The End of Work-Life Balance, The Rise of Work-Life Intelligence

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดมาจากความจริงที่ว่าโลกวันนี้ไม่ได้หยุดนิ่งพอให้เราบริหารชีวิตและงานแบบเดิมได้อีกต่อไปค่ะ แนวคิดอย่าง Work-Life Balance หรือแม้แต่ Work-Life Integration จึงเริ่มไม่เพียงพอในบริบทปัจจุบัน

สิ่งที่เข้ามาแทนคือ Work-Life Intelligence ซึ่งไม่ได้เน้นการควบคุมให้สมดุล แต่เน้นการ “เข้าใจและปรับตัว” ให้ชีวิตและงานสามารถไปด้วยกันได้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนอยู่ตลอด นั่นหมายความว่าเราต้องมองให้เห็นความเชื่อมโยงของสองสิ่งนี้ และค่อย ๆ ออกแบบวิธีใช้ชีวิตและทำงานให้สอดคล้องกันอย่างเหมาะสมนั่นเองค่ะ

Trend 2: Energy is the New Performance Driver

People Performance Trends 2026

เมื่อมองลึกลงไปจากเรื่องชีวิตและการทำงาน สิ่งที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญมากขึ้นคือ “พลังงาน” ค่ะ เพราะต่อให้คนมีความสามารถมากแค่ไหน แต่ถ้าอยู่ในสภาวะที่หมดพลังก็ไม่สามารถสร้างผลงานที่ดีได้ในระยะยาวนั่นเองค่ะ

ภาวะ Burnout จึงไม่ใช่เรื่องเล็กแต่เป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อทั้งตัวบุคคลและองค์กรโดยตรง แนวคิดนี้ทำให้การบริหารคนต้องขยับจาก Time Management ไปสู่ Energy Management องค์กรจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลพลังงานของคน เช่น การประเมินว่างานที่ได้รับนั้นเหมาะสมหรือหนักเกินไป มากกว่าการมองเพียงว่าใครทำผลงานได้มากน้อยแค่ไหน

Trend 3: AI Will Not Replace Humans, But Will Redefine Value

ขณะเดียวกันเทคโนโลยีอย่าง AI ก็กำลังเข้ามาเปลี่ยน “นิยามของคุณค่าในตัวคน” อย่างชัดเจนค่ะ แม้ AI จะไม่ได้เข้ามาแทนที่มนุษย์ในทันที แต่กำลังดึงคุณค่าจากงานที่เป็นการลงมือทำออกไปอย่างต่อเนื่อง

ทำให้บทบาทของคนต้องขยับไปสู่การเป็นผู้คิด ผู้ตัดสินใจ และผู้สร้างสรรค์มากขึ้น หากยังทำงานในรูปแบบเดิมโดยไม่ปรับตัว คุณค่าของตัวเองก็จะค่อย ๆ ลดลงโดยไม่รู้ตัว เทรนด์นี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้คนทำงานต้องยกระดับบทบาทของตัวเองให้สูงขึ้นกว่าที่เคย

Trend 4: The Death of Job Description, The Rise of Problem Ownership

People Performance Trends 2026

เมื่อบทบาทของคนเปลี่ยน วิธีมองงานก็ต้องเปลี่ยนตามเช่นกันค่ะ Job Description แบบเดิมที่ระบุหน้าที่เป็นข้อ ๆ กำลังลดความสำคัญลง เพราะในโลกจริงปัญหาไม่ได้เกิดตามกรอบงานอีกต่อไป

สิ่งที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่แค่คนที่ทำตามหน้าที่ แต่คือคนที่สามารถ “แก้ปัญหา” และสร้างผลลัพธ์ได้จริงมากกว่านั่นเองค่ะ ทำให้แนวคิดเรื่อง Ownership จึงสำคัญมากขึ้นและพนักงานต้องเริ่มตั้งคำถามว่า “เราต้องส่งมอบอะไรให้ทีมและองค์กร” มากกว่าถามว่า “เราต้องทำอะไรบ้าง”

Trend 5: Organization Must Be Stable & Agile

เมื่อทั้งคนและวิธีทำงานเปลี่ยน องค์กรเองก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกันค่ะ โดยต้องมีทั้งความมั่นคงและความคล่องตัวในเวลาเดียวกัน โครงสร้างองค์กรยังคงต้องชัดเจนเพื่อกำหนดทิศทางแต่กระบวนการทำงานต้องยืดหยุ่นพอที่จะปรับตามสถานการณ์ได้ หากองค์กรเน้นเพียงด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปก็อาจทำให้เสียสมดุลและไม่สามารถแข่งขันได้ในระยะยาวนั่นเองค่ะ

Trend 6: Middle Managers is the Most Critical & Most Broken Layer

People Performance Trends 2026

ท้ายที่สุดเมื่อความซับซ้อนขององค์กรเพิ่มขึ้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือผู้บริหารระดับกลาง ซึ่งเป็นจุดเชื่อมระหว่างกลยุทธ์และการปฏิบัติจริง คนกลุ่มนี้ล้วนต้องรับแรงกดดันจากทั้งผู้บริหารและทีม หากได้รับการพัฒนาและสนับสนุนอย่างเหมาะสมจะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนองค์กร แต่หากถูกละเลยก็อาจกลายเป็นจุดที่เปราะบางและส่งผลกระทบต่อทั้งระบบ องค์กรจึงจำเป็นต้องกลับมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาและดูแลคนกลุ่มนี้อย่างจริงจังค่ะ

สุดท้ายแล้ว Insight ที่สำคัญที่สุดจาก Session นี้ คือการที่โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนไปสู่จุดที่ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้องอีกต่อไปค่ะ ทุกอย่างเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความย้อนแย้งที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิตกับงานที่แยกออกจากกันไม่ได้ การทำงานที่ต้องทั้งเร็วและดีในเวลาเดียวกัน หรือแม้แต่บทบาทของคนที่กำลังถูกเปลี่ยนโดย AI

People Performance Trends 2026

สิ่งที่โลกกำลังต้องการจึงเป็นคนและองค์กรที่สามารถเข้าใจบริบทของตัวเอง ปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และออกแบบวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงสามารถบริหารทั้งความคิด พฤติกรรม และระบบให้รองรับความซับซ้อนเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตในยุคนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราควบคุมทุกอย่างได้ดีแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราปรับตัวและเดินไปข้างหน้าท่ามกลางความไม่ชัดเจนได้ดีแค่ไหนมากกว่าค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *