ช่วงปีสองปีมานี้ ทุกคนเคยรู้สึกไหมคะว่าเราทำงานหนักกว่าเดิม ประชุมมากกว่าเดิม คิดแผนมากกว่าเดิม แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้โตแบบก้าวกระโดดเหมือนเมื่อก่อน บางธุรกิจยอดขายไม่คงที่ บางองค์กรกำไรลดลง บางคนหางานยากขึ้น ทั้งที่ความสามารถก็ไม่ได้ลดลงเลย คำถามคือ…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? วันนี้เบลล์จึงจะพาทุกคนไปไขคำตอบจากการถอด กลยุทธ์ Future Trends 2026 กันค่ะ
จากมุมมองที่เบลล์ได้ฟังจากการบรรยายของ คุณสันติธาร เสถียรไทย บนเวที Strategies to Unlock Growth in a Shifting World ภายในงาน Future Trends Ahead Summit 2026 สิ่งที่เรากำลังเผชิญไม่ใช่แค่ “เศรษฐกิจชะลอ” แต่คือการเปลี่ยนระเบียบโลกครั้งใหญ่ โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Age of Competition ยุคที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกมิติ และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเหลืออยู่จริง ๆ
และถ้าเราได้ลองมองรอบตัวให้ชัดขึ้น ก็ยิ่งเห็นว่า ภาพนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนเวที แต่มันสะท้อนอยู่ในความเปลี่ยนแปลงที่เราเจอในชีวิตจริงทุกวันค่ะ
โลกไม่ได้แค่ชะลอ แต่กำลัง “จัดระเบียบใหม่”
คุณสันติธาร กล่าวว่า ตลอดกว่า 80 ปีที่ผ่านมา โลกเติบโตภายใต้ระบบโลกาภิวัตน์ที่เน้นเรื่อง “ความคุ้มค่าและต้นทุนต่ำ” เป็นหลัก บริษัทจะผลิตของในประเทศที่ถูกที่สุด แล้วส่งไปขายทั่วโลก ห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมกันข้ามประเทศอย่างซับซ้อน การค้าโลกขยายตัวเร็วมาก จนเรารู้สึกว่านี่คือเรื่องปกติ แต่ความจริงแล้ว ช่วงเวลานั้นอาจเป็นแค่ช่วงพิเศษช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ไม่ใช่สภาพที่จะเป็นแบบนั้นตลอดไป
วันนี้โลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่มองหา “ของที่ถูกที่สุด” ไปสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ “ความมั่นคงและความปลอดภัย” มากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างประเทศทำให้หลายรัฐบาลเริ่มกังวลว่า หากพึ่งพาการผลิตจากที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป อาจเสี่ยงเกินไปในอนาคต หลายบริษัทจึงย้ายฐานการผลิตกลับประเทศตัวเอง หรือกระจายไปหลายประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงหากเกิดปัญหา
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เศรษฐกิจชะลอชั่วคราว แต่คือ การเปลี่ยนรูปแบบของระบบเศรษฐกิจโลก และเมื่อกติกาใหม่เริ่มชัดขึ้น วิธีการแข่งขันก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เราจึงเริ่มเห็นคำใหม่ ๆ อย่าง “Friend-shoring” หรือ “Near-shoring” คือการย้ายฐานผลิตไปประเทศที่เป็นมิตร หรือ ใกล้บ้านมากขึ้น แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นบ้าง แต่แลกกับความมั่นคง สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน แต่ผลกระทบมันชัดเจนมากค่ะ เพราะเมื่อโครงสร้างต้นทุนของโลกเปลี่ยน ราคาสินค้าก็เปลี่ยน การลงทุนก็เปลี่ยน และทิศทางการจ้างงานก็เปลี่ยนตามไปด้วย
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator Prompt: Illustration of “Friend-shoring” concept, global supply chains shifting between allied countries, world map with highlighted friendly trade routes, connected factories and shipping lines between partner nations, clean infographic style, modern flat design, blue and green color tone, minimal text space for title
ในมุมของเบลล์ จุดที่น่าคิดคือ การแข่งขันในยุคนี้ไม่ได้วัดกันแค่ “ใครทำได้ถูกกว่า” แต่เริ่มวัดกันว่า “ใครปรับตัวได้เร็วกว่า” และ “ใครวางตำแหน่งตัวเองถูกที่ถูกเวลา” เพราะเมื่อโลกไม่ได้เปิดเสรีเหมือนเดิม ทุกประเทศต่างพยายามปกป้องอุตสาหกรรมของตัวเองมากขึ้น นโยบายรัฐมีบทบาทมากขึ้น เทคโนโลยีกลายเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่เครื่องมือทางธุรกิจเหมือนเดิม และเมื่อภาพใหญ่เป็นแบบนี้ สิ่งที่ตามมาคือการแข่งขันจะเข้มข้นขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพราะผู้ประกอบการเก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่เพราะ “พื้นที่หายใจ” ในตลาดมันแคบลงนั่นเองค่ะ
เมื่อพื้นที่แคบลง ใครที่ไม่มีจุดแข็งชัดเจนก็จะถูกเบียดออกง่ายขึ้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายธุรกิจถึงรู้สึกเหมือนกำลังเหนื่อยกว่าเดิม แต่โตยากกว่าเดิม และนี่คือจุดเชื่อมสำคัญไปยังคำถามต่อไปว่า ถ้าโลกเปลี่ยนกติกาแบบนี้ แล้วไทยอยู่ตรงไหนในเกมใหม่?
China Shock 2.0: คลื่นลูกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม
ถ้าพูดถึงการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หนึ่งในภาพที่ชัดที่สุดคงหนีไม่พ้นบทบาทของจีน เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน ตอนที่จีนเข้าร่วมองค์การการค้าโลก (WTO) โลกได้เจอกับสิ่งที่เรียกว่า “China Shock” รอบแรก นั่นคือคลื่นสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้าสู่ตลาดโลก โรงงานจำนวนมากในหลายประเทศต้องปิดตัวลง เพราะสู้ต้นทุนจีนไม่ได้ ตอนนั้นเกมการแข่งขันค่อนข้างชัด ใครผลิตได้ถูกกว่า คนนั้นชนะ แต่วันนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่ China Shock แบบเดิมอีกต่อไปค่ะ
นี่คือ China Shock 2.0 — คลื่นลูกใหม่ที่ไม่ได้มาพร้อมแค่ “ของถูก” แต่มาพร้อม “ของที่ดีขึ้นและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า” ในตอนนี้จีนไม่ได้เป็นแค่ฐานการผลิตต้นทุนต่ำเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว หลายอุตสาหกรรมของจีนพัฒนาไปไกลมาก ทั้งรถยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานสะอาด อิเล็กทรอนิกส์ และแพลตฟอร์มดิจิทัล บริษัทจีนหลายแห่งสามารถผลิตได้ทั้งในปริมาณมหาศาล (scale ใหญ่) และในต้นทุนที่ยังแข่งขันได้ พร้อมกับคุณภาพที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อกำลังการผลิตมีมาก แต่เศรษฐกิจภายในประเทศชะลอ สินค้าจำนวนมากจึงไหลออกสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตรงนี้เองที่เริ่มกระทบประเทศอย่างไทยแบบเต็ม ๆ ค่ะ ในอดีตไทยเคยเป็นฐานการผลิตสำคัญในหลายอุตสาหกรรม แต่วันนี้เราไม่ได้แข่งกับประเทศต้นทุนต่ำอย่างเดียวอีกแล้ว เรากำลังแข่งกับประเทศที่มีทั้งขนาดเศรษฐกิจใหญ่ เทคโนโลยีสูง และการสนับสนุนจากภาครัฐที่จริงจังนั่นเองค่ะ
ในมุมของเบลล์ จุดที่น่าคิดมากคือ การแข่งขันรอบนี้มัน “ซับซ้อนกว่าเดิม” เพราะไม่ใช่แค่เรื่องต้นทุนแรงงาน แต่เป็นเรื่องความเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี ความสามารถในการลงทุนระยะยาว และการสร้างระบบนิเวศทางอุตสาหกรรมทั้งระบบ ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขันไม่ได้เกิดแค่ในตลาดส่งออก แต่เกิดในตลาดภายในประเทศด้วย ธุรกิจไทยหลายรายต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ทั้งราคาดีและคุณภาพดีขึ้นมาก ทำให้ การรักษาส่วนแบ่งตลาด ในบ้านตัวเองยากขึ้นกว่าเดิมค่ะ
และเมื่อการแข่งขันเข้มข้นขึ้นแบบนี้ ผลลัพธ์ที่เราเห็นจึงไม่ใช่แค่ยอดขายทรงตัว แต่คือกำไรที่บางลง ความเสี่ยงที่มากขึ้น และการตัดสินใจลงทุนที่ยากขึ้น สิ่งสำคัญคือ นี่ ไม่ใช่สถานการณ์ชั่วคราวที่รอให้ “เศรษฐกิจฟื้น” แล้วทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม เพราะถ้าเป็น การเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง การแข่งขันระดับนี้จะอยู่กับเราไปอีกนาน
ดังนั้น คำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทำไมมันเหนื่อยขึ้น” แต่คือ “เราจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไรในเกมที่คู่แข่งเก่งขึ้น” และเมื่อมองกลับมาที่ไทย คำถามถัดไปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เรายังมีจุดแข็งอะไรที่ชัดพอจะยืนอยู่ในเวทีนี้ได้? นี่เองที่เบลล์จะพาเข้าสู่ประเด็นต่อไป ปัญหาของไทยอาจไม่ใช่แค่เรื่องการเติบโตช้า แต่คือความสามารถในการแข่งขันที่กำลังถูกทดสอบอย่างจริงจัง
โจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในยุคแข่งขันสูง
เมื่อเรามองภาพใหญ่ของโลกที่กำลังแข่งขันกันรุนแรงขึ้น แล้วหันกลับมามองประเทศไทยอย่างจริงจัง คำถามสำคัญอาจไม่ใช่แค่ “ทำไมเราโตช้า” แต่คือ “เรายังแข่งไหวไหมในเกมใหม่นี้” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน บางปีแทบจะเรียกว่าแค่ “ประคองตัว” ได้เท่านั้น ภาคอุตสาหกรรมบางส่วนหดตัว การลงทุนใหม่ ๆ ไม่ได้ขยายแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีต
ในขณะที่ประเทศอื่นเร่งดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ ๆ เรากลับยังพึ่งพาฐานเศรษฐกิจเดิมเป็นหลัก ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม และการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ปัญหาคือ โลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก ขณะที่โครงสร้างของเราขยับค่อนข้างช้าค่ะ
ในมุมของเบลล์ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่ตัวเลข GDP อย่างเดียว แต่คือ “พลังในการแข่งขันระยะยาว” เพราะถ้าระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับทักษะใหม่ ๆ ถ้าแรงงานไม่ได้รับการยกระดับทักษะอย่างต่อเนื่อง ถ้าการลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรมยังไม่มากพอ เราอาจค่อย ๆ เสียความได้เปรียบโดยไม่รู้ตัว อีกด้านหนึ่งคือปัญหาโครงสร้างประชากร ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ แรงงานวัยทำงานลดลง ภาระด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อ ศักยภาพการเติบโตในระยะยาว
เมื่อแรงงานลดลง แต่ ผลิตภาพ (productivity) ไม่ได้เพิ่มขึ้นเร็วพอ เศรษฐกิจก็จะโตยากขึ้นโดยธรรมชาติ และนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่หลายองค์กรรู้สึกว่า ทำไมทำงานหนักขึ้น แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ขยายตัวตามความพยายาม เพราะเราไม่ได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตเหมือนในอดีตอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม การมองเห็นปัญหาไม่ใช่เพื่อให้หมดหวัง ตรงกันข้าม การยอมรับว่าเรากำลังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง คือจุดเริ่มต้นของการปรับตัวที่จริงจัง เพราะถ้าเกมเปลี่ยน และคู่แข่งแข็งแรงขึ้น การยืนอยู่ที่เดิมเท่ากับถอยหลังโดยอัตโนมัติ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เศรษฐกิจจะฟื้นเมื่อไหร่” แต่คือ “เราจะปรับตัวอย่างไรให้ยังมีที่ยืนในเกมระยะยาว” และนี่เองที่นำไปสู่ประเด็นต่อไป ถ้าเบลล์จะถามทุกคนว่าเกมใหม่โหดขึ้นแบบนี้ เราควรเลือกเล่นเกมแบบไหนถึงจะมีโอกาสชนะมากขึ้น?
บทบาทใหม่ในระเบียบโลกใหม่
เมื่อภาพใหญ่ของโลกชัดขึ้นว่า การแข่งขันจะไม่ลดลงง่าย ๆ คำถามต่อมาคือ แล้วเราควรทำอย่างไรต่อ ในมุมของเบลล์ถ้ามองแค่ผิวเผิน อาจรู้สึกว่าทางเลือกมีแต่ต้อง “สู้ให้หนักขึ้น” แต่ในความเป็นจริง การสู้ในเกมเดิมอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป บางครั้งสิ่งสำคัญกว่าคือ การเลือกสนามใหม่ หรือ เปลี่ยนวิธีเล่น
ในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น การพยายามแข่งเรื่องต้นทุนกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าอาจไม่ใช่จุดแข็งของไทย สิ่งที่เราต้องถามให้ชัดคือ เรามีความได้เปรียบอะไรที่คนอื่นลอกเลียนได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาแบรนด์ การออกแบบสินค้า การใช้เทคโนโลยีเพิ่มคุณภาพ หรือการสร้างบริการที่แตกต่าง เพราะในยุคที่ใคร ๆ ก็ผลิตได้ การมีแค่กำลังการผลิตอาจไม่พออีกต่อไป
อีกทางหนึ่งคือการมองตลาดให้กว้างกว่าเดิม โลกอาจแบ่งขั้วมากขึ้น แต่ภูมิภาคเอเชียยังเติบโตเร็ว โดยประเทศอย่างอินเดีย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม มีประชากรจำนวนมากและกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในมุมของเบลล์ การคิดแบบ “Regional ตั้งแต่วันแรก” อาจเป็นแนวทางสำคัญ ธุรกิจรุ่นใหม่ไม่ควรวางแผนแค่ตลาดในประเทศ แต่ควรถามตั้งแต่ต้นว่า สินค้าหรือบริการนี้จะไปต่อในภูมิภาคได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีกำลังทำให้การขยายตลาดง่ายกว่าสมัยก่อน แพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยลดต้นทุนการเข้าถึงลูกค้า แต่แน่นอนว่า เทคโนโลยีก็ทำให้คู่แข่งเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายเหมือนกัน
และเมื่อมองลึกลงไป “โอกาส” อีกด้านหนึ่งที่ไทยมีศักยภาพคือการต่อยอดจากจุดแข็งเดิม ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยว สุขภาพ อาหาร หรือบริการ ถ้าเราสามารถยกระดับมาตรฐานและผสานเทคโนโลยีเข้าไปได้ จุดแข็งเหล่านี้อาจกลายเป็นข้อได้เปรียบเชิงคุณภาพที่แข่งยากค่ะ
ทักษะแห่งอนาคต (Future Skills)
ในมุมของเบลล์ เมื่อพูดถึงการแข่งขันระดับโลก ภาพมันอาจดูใหญ่เกินตัว แต่ความจริงคือ ผลของมันกำลังไหลลงมาถึงระดับองค์กร และสุดท้ายก็มาถึงระดับคนทำงานอย่างเราโดยตรง ในยุคที่ต้นทุนไม่ใช่คำตอบเดียว และเทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก สิ่งที่องค์กรต้องการจากคนทำงานก็เปลี่ยนไปด้วย และในจุดเปลี่ยนที่ชัดที่สุดคือ “เทคโนโลยี” โดยเฉพาะ AI ที่ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป ที่กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของทุกสายงาน ไม่ว่าจะทำการตลาด การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือแม้แต่งานวิเคราะห์ข้อมูล
คนที่ใช้ AI เป็น จะทำงานได้เร็วขึ้น คุณภาพดีขึ้น และมีเวลาคิดเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ในขณะที่คนที่ไม่ปรับตัว อาจไม่ได้ถูกแทนที่ทันที แต่จะค่อย ๆ เสียความได้เปรียบ และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญมากในยุคการแข่งขันสูงนั่นเองค่ะ และอีกทักษะหนึ่งที่จำเป็นคือ “การคิดเชิงระบบ” เพราะในโลกที่ซับซ้อน ปัญหาไม่ใช่เรื่องเส้นตรงอีกต่อไป การเข้าใจความเชื่อมโยงของตลาด เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และนโยบายรัฐ จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น นอกจากนี้ ทักษะที่ย้ายข้ามอุตสาหกรรมได้ เช่น การสื่อสาร การวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับคนหลากหลายวัฒนธรรม ก็ยิ่งมีค่า เพราะโลกไม่ได้แข่งขันแค่ในประเทศเดียวอีกแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในยุคนี้ การเก่งเฉพาะทางอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่การเก่งแบบ “ผสมผสาน” กลับสำคัญมากขึ้น คนที่เข้าใจทั้งธุรกิจและเทคโนโลยี หรือเข้าใจทั้งข้อมูลและพฤติกรรมมนุษย์ จะมีข้อได้เปรียบมากกว่า ในความเห็นของเบลล์ สิ่งที่ท้าทายที่สุดอาจไม่ใช่การเรียนรู้สิ่งใหม่ แต่คือการยอมรับว่า วิธีที่เราเคยเก่ง อาจไม่พอสำหรับอนาคต
Longevity Economy: โอกาสในสังคมสูงวัย
เมื่อพูดถึงสังคมสูงวัย หลายคนมักนึกถึง “ความท้าทาย” ก่อนเป็นอย่างแรก ภาพของแรงงานที่ลดลง งบประมาณสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น และอัตราการเติบโตที่ชะลอ ล้วนเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การที่คนมีอายุยืนขึ้น ไม่ได้หมายความว่าโอกาสทางเศรษฐกิจจะลดลงเสมอไป นี่คือแนวคิดของ “Longevity Economy” — เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประชากรอายุยืน
ประเด็นสำคัญคือ ผู้สูงอายุในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน พวกเขามีสุขภาพดีขึ้น มีเงินออมมากขึ้นในบางกลุ่ม มีความต้องการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ และยังต้องการมีส่วนร่วมในสังคม ไม่ได้ต้องการเพียงการดูแลขั้นพื้นฐานเท่านั้น และถ้าเรามองผู้สูงอายุแค่ในฐานะ “ผู้รับความช่วยเหลือ” เราอาจพลาดโอกาสมหาศาล แต่ถ้ามองพวกเขาเป็น “กลุ่มผู้บริโภคขนาดใหญ่” ที่มีความต้องการเฉพาะตัว ตลาดนี้กลับมีศักยภาพมาก
ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ “ธุรกิจด้านสุขภาพ” ไม่ใช่แค่โรงพยาบาล แต่รวมถึงเทคโนโลยีสุขภาพ การดูแลระยะยาว อาหารเพื่อสุขภาพ อุปกรณ์อำนวยความสะดวก รวมถึงบริการฟื้นฟูและป้องกันโรค นอกจากนี้ ยังมี “ตลาดด้านการท่องเที่ยว” สำหรับผู้สูงวัย ที่เน้นความสะดวก ความปลอดภัย และประสบการณ์เชิงคุณภาพมากกว่าความรวดเร็วหรือราคาถูก
ในมุมของเบลล์ จุดที่น่าสนใจมากคือ ประเทศไทยมีจุดแข็งหลายอย่างที่สอดคล้องกับ Longevity Economy อยู่แล้ว เรามีระบบบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน มีบุคลากรทางการแพทย์จำนวนมาก มีต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว และมีภาพลักษณ์ด้านการบริการที่เป็นมิตร
Longevity Economy จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจใหม่ แต่คือ การออกแบบสังคมใหม่ให้คนมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ และเมื่อเชื่อมกลับไปที่ภาพใหญ่ของการแข่งขันโลก ประเทศที่สามารถปรับตัวเข้ากับโครงสร้างประชากรได้เร็ว จะมีความได้เปรียบในระยะยาว เพราะเขาไม่ได้มองสังคมสูงวัยเป็นวิกฤตอย่างเดียว แต่มองเป็นโอกาสเชิงโครงสร้าง ในความเห็นของเบลล์ นี่อาจเป็นหนึ่งใน “สนามใหม่” ที่ไทยไม่จำเป็นต้องแข่งด้วยต้นทุนต่ำ แต่สามารถแข่งด้วย คุณภาพ บริการ และความเข้าใจในบริบทของภูมิภาคได้
ท้ายที่สุดแล้ว สังคมสูงวัยไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดได้ แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะรับมือกับมันแบบตั้งรับ หรือใช้มันเป็นแรงผลักดันให้เกิดโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ และบางที ในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โอกาสอาจไม่ได้อยู่ในตลาดที่ใหญ่ที่สุดเสมอไป แต่อยู่ในตลาดที่คนอื่นยังมองไม่ลึกพอ
สรุป ถอด กลยุทธ์ Future Trends 2026 เมื่อโลกเข้าสู่ยุค Age of Competition
ถ้าจะให้เบลล์เล่าแบบสรุปสั้น ๆ จากทั้งหมดที่ฟังมา ช่วงท้ายของการบรรยาย ดร. สันติธาร เสถียรไทย ทิ้งประโยคที่ฟังแล้วได้แง่คิดมาก ๆ ว่า “If you are at the wrong table, you will be on the menu.” ซึ่งท่านนำมาปรับใช้จากคำของ Mark Carney สำหรับเบลล์ ประโยคนี้สรุปทั้งภาพของโลกยุคนี้เลย เราอาจรู้สึกว่าเหนื่อยขึ้น ทำมากขึ้น แต่โตยากขึ้น ไม่ใช่เพราะเราไม่พยายามพอ แต่เพราะเกมมันเปลี่ยนไปแล้ว การแข่งขันรุนแรงขึ้น และไม่มีพื้นที่ปลอดภัยแบบเดิม
โลกไม่ได้ถามว่าเราอยากแข่งไหม แต่ถามว่าเราจะเลือกแข่งในเกมไหน ถ้าเรายังยืนอยู่ในสนามเดิม ๆ ที่ไม่สร้างความได้เปรียบอีกต่อไป เราอาจค่อย ๆ ถูกแทนที่โดยไม่รู้ตัว แต่ถ้าเรากล้าปรับตัว กล้าลงทุนในทักษะ เทคโนโลยี และเลือกจุดยืนที่ชัดเจน เราก็ยังมีโอกาสอยู่ในเกมนี้ได้ สำหรับเบลล์ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายที่สุดของธุรกิจไทย แต่ก็อาจเป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสมากที่สุดเช่นกัน สุดท้ายแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าโลกจะเปลี่ยนอีกไหม แต่คือ เรากำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะไหนต่างหาก แล้วตอนนี้ทุกคนนั่งถูกโต๊ะแล้วรึยังคะ
อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่