ถอดรหัส Consumer Trend 2026 เจาะอินไซต์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ธุรกิจต้องเข้าใจ จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026

จากการ ถอดรหัส Consumer Trend 2026 ทำให้เบลล์รู้ว่าโลกวันนี้ไม่ได้แค่เปลี่ยนเร็ว แต่กำลังเปลี่ยน “ทิศ” ไปพร้อมกันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจที่ผันผวน เทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น สังคมเปราะบางมากขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคก็เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง นี่ไม่ใช่ยุคของความไม่แน่นอนธรรมดา แต่คือยุคที่กติกาเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไปค่ะ ความผันผวนของโลกวันนี้ไม่ได้อยู่แค่ในข่าวเศรษฐกิจหรือกราฟราคาทองคำอีกต่อไป แต่มันค่อย ๆ ซึมเข้ามาในชีวิตประจำวันของเราแบบเงียบ ๆ

ผู้บริหารต้องคิดหนักกว่าเดิมก่อนลงทุน
พนักงานต้องอัปสกิลเร็วกว่าเดิมเพื่อไม่ให้ตกขบวน
คนรุ่นใหม่ต้องวางแผนชีวิตโดยที่ไม่แน่ใจว่ากติกาจะเปลี่ยนอีกเมื่อไร

แม้แต่เรื่องธรรมดาอย่างการเลือกเมนูอาหาร ก็ทำให้ใครหลายคนยังรู้สึกเหนื่อย เพราะทุกวันนี้มีตัวเลือกมันมากเกินไป และเราที่ถูกคาดหวังให้ “ตัดสินใจถูก” ตลอดเวลา ความวุ่นวายจึงไม่ได้แค่ทำให้โลกผันผวน แต่มันทำให้ระดับความเครียดของมนุษย์สูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว และเมื่อความไม่มั่นคงกลายเป็นสภาพแวดล้อมปกติ พฤติกรรมของผู้คนก็เริ่มเปลี่ยนไป แบบที่เราอาจไม่ทันสังเกต

เบลล์มีโอกาสได้ไปฟัง Session ของ คุณรัชดา อภิรมย์เดช จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026 แล้วสิ่งหนึ่งที่ติดอยู่ในหัวตั้งแต่เดินออกจากห้องคือคำว่า “เราไม่ได้อยู่ในยุคที่แค่คาดเดาไม่ได้ แต่เราอยู่ในยุคที่มันทั้งวุ่นวายและย้อนแย้งในเวลาเดียวกัน” โดยคุณรัชดาใช้คำว่า Aberdies เพื่ออธิบายโลกที่ทุกอย่างปะทะกันไปหมด ก่อนจะพาเข้าเนื้อหา เบลล์อยากจะขอ “ขยายความคำว่า Aberdies” ให้ทุกคนเข้าใจก่อนนะคะ

คำว่า Aberdies ไม่ได้หมายถึงแค่ความไม่แน่นอน แต่มันคือโลกที่ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน และเกิดความขัดแย้งในเวลาเดียวกัน ลองนึกภาพตามเบลล์นะคะ

เศรษฐกิจบางประเทศโต แต่คนกลับรู้สึกจนลง
เทคโนโลยีก้าวหน้า แต่ความไว้ใจกันลดลง
ข้อมูลเข้าถึงง่ายกว่าเดิม แต่ความจริงกลับหายากกว่าเดิม

ถอดรหัส Consumer Trend 2026

มันคือยุคที่ “ความย้อนแย้ง” กลายเป็นเรื่องปกติ และสิ่งที่เคยมั่นคง กลับสั่นคลอนโดยไม่ทันตั้งตัว คุณรัชดาชวนให้มองว่า
เราไม่ได้กำลังเผชิญแค่ความผันผวนระยะสั้น แต่กำลังอยู่ในโครงสร้างโลกแบบใหม่ที่กติกาเดิมอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป และเมื่อโลกเปลี่ยนระดับโครงสร้าง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะปรับตัวยังไง” แต่คือ “เรากำลังเข้าใจความเปลี่ยนแปลงนี้ถูกมุมหรือยัง” นั่นเองค่ะ

คุณรัชดาชี้ให้เห็นว่า “ความกังวลของผู้บริหาร” ไม่เหมือนกันแล้ว โดยผู้บริหารที่มี อายุ 40+ กังวลเรื่องเศรษฐกิจ และผู้บริหารที่มี อายุต่ำกว่า 40 กังวลเรื่อง Misinformation จาก AI ซึ่งมันสะท้อนว่าอำนาจกำลังย้ายจาก “เงิน” ไปสู่ “ข้อมูล” ในยุคนี้

และอีกช่วงที่เบลล์ว่าน่าสนใจมากในโลกการทำงาน คือเรื่องของตลาดแรงงาน ในกลุ่มคน Gen Z ในอเมริกากว่า 42% สนใจงาน Blue-collar เพราะมองว่า AI แทนที่ได้ยากกว่าและพวกเขากำลังคำนวณ “ความเสี่ยง” ในวันที่ AI เขียนโค้ดได้ ทำสไลด์ได้ วิเคราะห์ข้อมูลได้ งานที่เคยนั่งทำหน้าคอมทั้งวันกลับดูเปราะบางกว่าที่คิด ในทางกลับกัน งานช่าง งานเทคนิค งานภาคสนาม ซึ่งต้องใช้ทักษะเชิงกายภาพ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและบริบทในโลกจริง กลับกลายเป็นสิ่งที่ AI แทนที่ได้ยากกว่าในระยะสั้น นี่จึงไม่ใช่การถอยหลัง แต่มันคือการ “เลือกเส้นทางที่มั่นคงกว่า” ในโลกที่ไม่มั่นคง

ถอดรหัส Consumer Trend 2026

ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งขององค์กร คนกลุ่ม Gen X ที่ทุ่มเททำงานมาตลอดชีวิต กลับเผชิญความจริงใหม่ที่ไม่คุ้นเคย และในปัจจุบันองค์กรจำนวนมากเริ่มให้คุณค่ากับ “AI Literacy”มากกว่า “Years of Experience” ส่งผลให้คนที่เข้าใจการใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity อาจถูกดันขึ้นตำแหน่งได้เร็วกว่า แม้จะมีอายุงานที่น้อยกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่เรื่องทักษะ แต่มันคือการสั่นสะเทือน “ระบบคุณค่า” เดิมทั้งระบบ

และเมื่อโลกแห่งความจริงมันหนักเกินไป มนุษย์จึงสร้างโลก “ปลอม” เพื่อหายใจ ซึ่งคุณรัชดาได้ยกตัวอย่างที่ทั้งห้องฮือฮา ไม่ว่าจะเป็น Fake Wedding ในอินเดีย ที่จัดงานแต่งเพื่อเอาบรรยากาศสนุก ๆ แต่ไม่เอาภาระผูกพัน หรือ Fake Office ในจีน
ที่มีพื้นที่ให้คนไปนั่งทำงานปลอม ๆ เพื่อไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ซึ่งตอนแรกมันฟังดูแปลก ๆ ใช่มั้ยคะ แต่ในมุมมองของเบลล์ มันคือสัญญาณของความเครียดสะสมดี ๆ นั่นเองค่ะ ซึ่งคนรุ่นใหม่อาจจะไม่ได้อยากโกหก แต่เขาแค่อาจจะกำลังพยายามเอาตัวรอดทางอารมณ์ในโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

และจากการฟังบรรยายครั้งนี้ สิ่งที่เบลล์ชอบมากคือ เขาไม่ได้สอนให้เรา “ไล่ตามเทรนด์” แต่สอนให้เรา “เข้าใจโครงสร้างของเทรนด์”เพราะเทรนด์ที่ยั่งยืนนั้นไม่ได้เกิดจากความฮิตชั่วคราว แต่มันเกิดจากแรงปะทะบางอย่างที่ลึกกว่านั้นค่ะ ซึ่งการจะเข้าใจเทรนด์อย่างถ่องแท้และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ใช่แค่การดูว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ต้องเข้าใจว่า “ทำไมถึงเกิด” โดยเราสามารถเรียนรู้ได้ผ่าน 3 องค์ประกอบหลักที่สำคัญ ดังนี้ค่ะ

ถอดรหัส Consumer Trend 2026

1. Basic Needs – ความต้องการพื้นฐานที่ไม่เคยเปลี่ยน

ไม่ว่าโลกจะเร็วแค่ไหน มนุษย์ยังต้องการเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกสบาย ความมั่นคง การได้รับการยอมรับ หรือความรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่ “ความต้องการลึก ๆ” ไม่ได้เปลี่ยนนั่นเองค่ะ และนี่คือจุดตั้งต้นของทุกเทรนด์

2. Drivers of Change – ตัวเร่งที่ทำให้โลกหมุนเร็วขึ้น

นี่คือแรงกระแทกจากภายนอกที่เราแทบควบคุมไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น AI ที่พัฒนาแบบก้าวกระโดด, Geoeconomic ที่ทำให้เศรษฐกิจกลายเป็นเครื่องมือทางอำนาจ, เงินเฟ้อที่ค่อย ๆ กัดกินกำลังซื้อ หรือความเปราะบางทางสังคมที่ทำให้ความเชื่อมั่นลดลง ซึ่งแรงเหล่านี้ไม่ได้มาแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มาแบบ “เร่งสปีด” พร้อมกันหลายด้าน มันคือพลังที่บังคับให้พฤติกรรมต้องเปลี่ยน แม้ความต้องการพื้นฐานจะยังเหมือนเดิม

3. Innovation – คำตอบใหม่ในโลกบริบทใหม่

คุณรัชดากล่าวว่า เมื่อความต้องการพื้นฐานยังเหมือนเดิม แต่โลกภายนอกเปลี่ยนเร็วและแรงขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงไม่ใช่ “ความต้องการของมนุษย์” แต่คือ “วิธีตอบสนองความต้องการนั้น” ดังนั้น Innovation จึงไม่ใช่แค่ของใหม่ที่ดูตื่นตา
แต่คือการออกแบบคำตอบให้สอดรับกับบริบทใหม่ของโลก เพราะเมื่อ Drivers of Change เข้ามากระทบ ผู้บริโภคจะเริ่มตั้งคำถามกับทางเลือกเดิมและเริ่มมองหาทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตในโลกปัจจุบันได้จริง ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้เองที่จะสร้าง ความคาดหวังใหม่ของผู้บริโภค (New Consumer Expectation) ให้เกิดขึ้นและกลายเป็นเทรนด์ในที่สุด

และอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ และขาดไปไม่ได้เลยคือ Tension – จุดเสียดทานที่สำคัญที่สุด คุณรัชดากล่าวว่าหัวใจของ Framework นี้จริง ๆ ไม่ได้อยู่ที่การมองหาเทรนด์ใหม่ แต่อยู่ที่การมองเห็น “แรงเสียดทาน” ที่กำลังก่อตัว เมื่อ Drivers of Change เข้ามาปะทะกับ Basic Needs มันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Tension

ถ้าทุกคนลองสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าผู้บริโภคไม่ได้แค่ “เปลี่ยนพฤติกรรม” แต่กำลังเปลี่ยน “วิธีคิด” ไปเลย เราอยู่ในยุคที่ทุกอย่างดูสะดวกขึ้น แต่ทำไมหลายคนกลับรู้สึกเหนื่อยกว่าเดิม คำตอบอาจอยู่ที่สองแรงกดดันใหญ่ หนึ่งคือ ความล้นของข้อมูล
และสองคือ ความไม่มั่นคงทางการเงิน และสองสิ่งนี้กำลังสร้าง 2 เทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

Trend 1: Buy, Because… มอบหมายให้ AI ช่วยแนะนำและทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น

ลองนึกภาพง่าย ๆ ดูนะคะ แค่จะสั่งข้าวเที่ยงหนึ่งมื้อ เราต้องเปิดแอป เลื่อนดูร้าน อ่านรีวิว เทียบราคา ดูโปรโมชัน บางทีกดเข้าไปดูเมนูอีกหลายรอบ สุดท้ายหมดเวลาไปเกือบ 20 นาที กับคำถามสั้น ๆ ว่า “กินอะไรดี” ทั้งที่เมื่อก่อนมันไม่ใช่เรื่องซับซ้อนขนาดนี้เลย สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่ความหิวของเรา แต่คือปริมาณข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา ข้อมูลที่มากเกินไปกำลังทำให้การเลือกกลายเป็นภาระ 

ถอดรหัส Consumer Trend 2026
  • 78% ของนักชอประบุว่ามีตัวเลือกมากเกินไป
  • 74% รู้สึกเหนื่อยล้ากับการต้องตัดสินใจอยู่ตลอดเวลา
  • 41% ของคนอายุ 18–34 ปี หันมาใช้ Gen AI เพื่อหาข้อมูลแทน Search Engine
  • 82% ยินดีให้ AI ช่วยตัดสินใจเลือกสินค้าให้เลย

ในมุมมองของเบลล์นี่ไม่ใช่แค่การใช้ AI เป็นผู้ช่วยค้นหา แต่คือการ “โอนอำนาจการตัดสินใจ” จากมนุษย์ไปสู่อัลกอริทึม ในอนาคต ผู้บริโภคอาจไม่ได้เป็นคนเลือกสินค้าอีกต่อไป แต่เป็นเพียงคนกำหนดเงื่อนไข แล้วปล่อยให้ AI ไปจัดการแทนทั้งหมด และนั่นทำให้คำถามสำคัญสำหรับแบรนด์ไม่ใช่แค่ “จะทำการตลาดกับคนอย่างไร” แต่คือ “คุณพร้อมหรือยังที่จะถูกเลือกโดย AI แทนคน”

ยกตัวอย่างเช่น Car (AI Negotiator): AI ที่ฝึกฝนมา 6 ปีเพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ ไม่ใช่แค่หาข้อมูล แต่สามารถ “ต่อรองราคาแทนมนุษย์” โดยสามารถลดราคาลงได้ถึง 1,500 เหรียญ โดยที่เจ้าของไม่ต้องโทรศัพท์คุยเอง

Trend 2 : Worthwise ความคุ้มค่านิยามใหม่

ในขณะที่เทคโนโลยีทำให้การใช้ชีวิตสะดวกขึ้น ภาวะเศรษฐกิจก็ทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นคงมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญค่าครองชีพสูง รายได้ไม่แน่นอน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ความรู้สึกไม่มั่นคงทางการเงินพุ่งจาก 30% เป็น 48% ภายในเวลาเพียงปีเดียว ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า “ความกังวลเรื่องเงิน” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ถอดรหัส Consumer Trend 2026

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ พฤติกรรมผู้บริโภคกลับไม่ได้เดินไปในทิศทางเดียวกับความกลัว นั้นเสมอไป แม้จะรู้ว่าเงินต้องใช้ให้รอบคอบมากขึ้น คนจำนวนไม่น้อยกลับมีพฤติกรรมที่เรียกว่า “Doom Spending” คือการซื้อของชิ้นเล็ก ๆ เพื่อฮีลใจ ให้รู้สึกว่าชีวิตยังมีความสำเร็จเล็ก ๆ ในวันนั้น เช่น การกดสั่งของเล็กน้อยหลังวันทำงานหนัก หรือให้รางวัลตัวเองแม้งบจะตึงตัว นี่คือความย้อนแย้งระหว่างเหตุผลกับความรู้สึก ระหว่าง “ต้องประหยัด” กับ “อยากมีความสุข”

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ปรับกลยุทธ์การใช้เงินอย่างจริงจังมากขึ้น

  • 72% จะพยายามล่าราคาที่ดีที่สุด
  • 54% หันไปใช้สินค้า Dupe ที่คุณภาพดีในราคาย่อมเยา
  • 46% ยอมลดระดับแบรนด์ที่เคยใช้เพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย
ถอดรหัส Consumer Trend 2026

เพราะฉะนั้น ทางออกของแบรนด์ในยุคนี้จึง ไม่ใช่การทำสงครามราคาแข่งกันลดให้ถูกที่สุด แต่คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Value Exchange” หรือการแลกเปลี่ยนมูลค่าในรูปแบบใหม่ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าทุกบาทที่จ่ายไปมีคุณค่ามากกว่าตัวเงิน

ยกตัวอย่างเช่น

  • Disney Plus Perks: จ่ายเพิ่มเพียง 1 เหรียญ (จากราคาปกติ 9.99) เพื่อรับสิทธิพิเศษและส่วนลดมหาศาลใน Ecosystem ของดิสนีย์ ซึ่งแบรนด์ก็ได้ลูกค้าไปทดลองใช้บริการอื่นๆ ด้วย
  • Taco Bell (Co-creation): ให้ลูกค้า Mix & Match และตั้งชื่อเมนูเอง หากมีคนสั่งตามจะได้รับคะแนนพิเศษ (Points) นำไปเป็นส่วนลด นวัตกรรมนี้สร้างเมนูใหม่ได้ถึง 80,000 เมนู และเพิ่มยอดขายออนไลน์ได้ถึง 32%

Consumer Trend 2026 ไม่ได้สะท้อนว่าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เปลี่ยนไป หากแต่สะท้อนว่า “ระดับความคาดหวัง” ของผู้บริโภคได้ถูกยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้บริบทโลกที่เต็มไปด้วยแรงกระแทกจากเทคโนโลยี AI ความผันผวนทางเศรษฐกิจ และภาวะข้อมูลล้นเกิน ผู้บริโภคยังคงต้องการความสะดวก ความมั่นคง และความสุขเช่นเดิม แต่พวกเขาไม่ต้องการแบกรับความซับซ้อนและภาระในการตัดสินใจด้วยตนเองอีกต่อไป

ในมุมมองของเบลล์ ประเด็นสำคัญที่สุดของปี 2026 ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีหรือเครื่องมือใหม่ แต่อยู่ที่คำถามเชิงกลยุทธ์ว่า “แบรนด์สามารถลดความตึงเครียดในชีวิตผู้บริโภคได้จริงหรือไม่” ในยุคที่ความคาดหวังถูกรีเซ็ต การแข่งขันจะไม่ได้ตัดสินกันที่จำนวนฟีเจอร์หรือแคมเปญที่โดดเด่นที่สุด แต่จะวัดกันที่ “ความเข้าใจเชิงลึก” ต่อบริบทชีวิตของผู้บริโภค และความสามารถใน “การออกแบบประสบการณ์” ที่ตอบโจทย์ความคาดหวังใหม่นั้นได้อย่างเป็นระบบ

แล้ววันนี้ทุกคน มีกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับ Expectation Shift แล้วหรือยังคะ และพร้อมหรือไม่ที่จะปรับโมเดลธุรกิจให้ตอบรับโลกที่ซับซ้อนขึ้น หวังว่าบทความของเบลล์จะช่วยให้ทุกคนตอบคำถาม และหาคำตอบใหม่ ๆ ได้เสมอนะคะ และสนใจอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *