ทุกวันนี้ถ้าถามนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจว่า “ใช้ AI หรือยัง?” คำตอบส่วนใหญ่มักจะเป็น ใช้ช่วยเขียนคอนเทนต์ ใช้สรุปข้อมูล ใช้ให้ทำงานไวขึ้น แต่คำถามที่แทบไม่มีใครถามต่อคือ “แล้วธุรกิจเรา กำลังเปลี่ยนโครงสร้าง เพราะ AI แล้วหรือยัง?” เพราะในขณะที่หลายองค์กรยังมอง AI เป็นแค่ “เครื่องมือเสริม” โลกธุรกิจบางฝั่งเริ่มใช้ AI เป็น โครงสร้างหลัก ของการเติบโตไปแล้ว ทั้งในแง่ความเร็ว ต้นทุน และรูปแบบการแข่งขัน แล้วหลังจากที่เราได้ ถอดรหัส AI Trend 2026 กันไป คำตอบของคุณ… ยังจะเหมือนเดิมอยู่ไหม?
บริบทที่ทำให้เบลล์รู้สึกว่า AI ในปี 2026 ไม่ใช่เรื่องของใครใช้เก่งกว่า แต่เป็นเรื่องของ ใครปรับตัวทันก่อน และใครยังคิดแบบเดิม จากภาพรวมนี้เองเบลล์เลยอยากหยิบประเด็นร้อนจากงาน Future Trends Ahead Summit 2026 มาเล่าให้ฟังค่ะ หนึ่งในเซสชันที่เบลล์นั่งแล้ว “ไม่กล้าลุกไปไหน” คือ Session ของ คุณกระทิง – คุณเรืองโรจน์ พูนผล จาก KBTG ที่มาอัปเดตในหัวข้อ AI Trend 2026: วิสัยทัศน์สู่จินตนาการใหม่ในโลกธุรกิจ บอกตรง ๆ ว่า…นี่ไม่ใช่เซสชัน AI ที่มาพูดว่า “ใช้ AI เขียนคอนเทนต์ยังไงให้ไวขึ้น” แต่เป็นเซสชันที่ทำให้เห็นชัดว่า
“ถ้าองค์กรหรือคนทำงาน ยังคิดกับ AI แบบเดิม เราอาจไม่รอดในโครงสร้างธุรกิจใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นจริง”
ถ้าถามเบลล์ว่าทำไมถึงหยิบ Session นี้มาเล่า อาจเป็นเพราะตอนนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับทุกคนอีกต่อไป เพราะคุณกระทิงไม่ได้พูดถึง “อนาคตไกล ๆ” แต่กำลังบอกเราว่า ปี 2026 คือจุดเปลี่ยนจริง ๆ เราอาจกำลังเดินทางมาถึงช่วงที่ AI คือ โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ นั่นเองค่ะ และสิ่งที่ทำให้เบลล์ขนลุกนิด ๆ คือประโยคหนึ่งที่พี่กระทิงพูดถึงปี 2030 ว่า
ถ้า Quantum Computing + AI มารวมพลังกันเมื่อไหร่ องค์กรที่ไม่สร้างความสามารถของตัวเองไว้ตั้งแต่วันนี้ อาจเหลือบทบาทแค่ “ผู้เช่าเทคโนโลยี” ไปตลอด
และทำให้เกิดคำถามใหม่ที่ว่า เราจะเป็นแค่ผู้ใช้ AI หรือจะเป็นองค์กรที่สร้างความได้เปรียบด้วย AI ตั้งแต่ระดับโครงสร้าง? จากตรงนี้เอง คุณกระทิงเริ่มไล่ให้เห็นภาพใหญ่ของ AI Trend 2026 ว่ามันกำลังเปลี่ยนทั้งโมเดลธุรกิจ ต้นทุน รูปแบบการแข่งขัน และบทบาทของคนในองค์กรอย่างไร ซึ่งเดี๋ยวเบลล์จะค่อย ๆ พาไล่ทีละประเด็น เพราะแต่ละจุด…มันกระทบมากกว่าที่เราคิดจริง ๆ ค่ะ
1.เมื่อ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือ National Asset
หลายคนอาจมองว่า AI ก็เป็นแค่เครื่องมือหนึ่ง แต่คุณกระทิง ย้ำชัดในงาน Future Trend ว่าวันนี้ AI ไม่ใช่ Technology Decision อีกต่อไปแล้ว แต่มันกลายเป็น Economic และ Geopolitical Decision หรือการตัดสินใจระดับเศรษฐกิจและภูมิศาสตร์การเมืองโลกไปเรียบร้อยค่ะ ซึ่งถามว่าทำไมเรื่องนี้ถึงใหญ่ระดับชาติ? อาจเป็นเพราะตอนนี้โลกของ AI ถูกขับเคลื่อนโดย 2 ขั้วมหาอำนาจหลัก คือ จีนและสหรัฐฯ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือ ยุโรปเริ่ม “นั่งไม่ติด” และหันมาคุยกันจริงจังว่า
“เราต้องมีอธิปไตยทาง AI ของตัวเอง” หรือ AI Sovereignty
คุณกระทิงชี้ให้เห็นว่า ตอนนี้ AI ถูกมองเป็นเรื่อง อธิปไตย (Sovereignty) ไม่ใช่แค่เรื่องของ IT หรือ Innovation Team อีกต่อไป หลายประเทศในยุโรปเริ่มจับมือกันสร้าง AI Ecosystem ของตัวเอง เพราะไม่อยากพึ่งพาแค่จีนหรือสหรัฐฯ
และคำว่า AI Sovereignty ไม่ได้หมายถึงแค่การมีโมเดลเท่ ๆ แต่มันคือการเป็นเจ้าของ ทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ Data, ชิปประมวลผล, พลังงาน ไปจนถึง Cloud คุณกระทิงเตือนแรงมากว่า ถ้าเราเสียเอกภาพตรงนี้ไปเมื่อไหร่ เราจะกลายเป็นเพียง Consumer หรือไม่ก็ “ผู้จ่ายเงินเติม AI ให้ต่างชาติ” โดยไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย
2.Resource Bankruptcy: ต้นทุนที่คนมองไม่เห็นของ AI
อีกมุมหนึ่งของ AI ที่สำคัญมาก แต่แทบไม่ถูกพูดถึงในวงกว้าง คือเรื่อง ต้นทุนทางกายภาพ หลายคนยังเผลอมองว่า AI คือซอฟต์แวร์ที่ลอยอยู่บน Cloud เป็นโลกเสมือนที่ไม่มีวันหมด แต่ในความเป็นจริง AI กำลังพาโลกเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า Resource Bankruptcy หรือ “ทรัพยากรล้มละลาย” เพราะ AI ไม่ได้โตด้วยโค้ดอย่างเดียว แต่มันโตด้วย ไฟฟ้า ที่ดิน น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ
ซึ่งตัวเลขที่น่าตกใจคือ โครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลกในปัจจุบันต้องใช้พลังงานไฟฟ้าสูงถึง 117 กิกะวัตต์ (GW) เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ไฟฟ้าปริมาณนี้สามารถรองรับการใช้ไฟของ ครัวเรือนอเมริกันมากกว่า 30 ล้านหลัง ซึ่งเป็นประเทศที่ใช้พลังงานต่อครัวเรือนสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่ AI ขยายตัว มันไม่ได้แค่เพิ่มค่าใช้จ่ายของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง แต่กำลังเพิ่มภาระให้กับ ระบบพลังงานของทั้งประเทศ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงเริ่มเห็นบิ๊กเทคอย่าง Microsoft, Google หรือ Amazon หันไปลงทุนในโรงไฟฟ้าของตัวเอง รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียน เพราะพวกเขาเริ่มตระหนักว่า “ไฟจากระบบเดิม” อาจไม่เพียงพอสำหรับโลก AI อีกต่อไป
3.โลกขององค์กร: เมื่อ AI ยังไม่คืนกำไร แต่เส้นตายกำลังมา
แม้ AI จะถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีทรงพลังและเปลี่ยนเกมธุรกิจได้ แต่เมื่อมองผ่านงบการเงิน ภาพที่เห็นกลับไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายคนคาดหวัง ข้อมูลจากผู้นำด้านเทคโนโลยีทั่วโลกสะท้อนตรงกันว่า 74% ของ CIO ยอมรับว่า ต้นทุนในการทำ AI วันนี้ยังสูงกว่าผลตอบแทน (ROI) ที่องค์กรได้รับกลับมา
สาเหตุสำคัญคือ AI ไม่ได้มีต้นทุนแค่ “ค่าลิขสิทธิ์” หรือค่าใช้งานรายเดือน ต้นทุนที่แท้จริงอยู่ในส่วนที่มองไม่ค่อยเห็น ตั้งแต่ ระบบไอทีเก่า (Legacy Systems) ที่ไม่พร้อมเชื่อมต่อ, หนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่สะสมมานาน ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างระบบเพื่อให้ AI ทำงานร่วมกับธุรกิจจริงได้อย่างปลอดภัยและเสถียร ในหลายกรณี การ Implement AI เพียงบางส่วนขององค์กร อาจต้องใช้เงินสูงถึง 9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แค่เพื่อให้ “ใช้งานได้จริง” ไม่ใช่เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ด้วยซ้ำ
แรงกดดันทั้งหมดนี้กำลังทำให้ ปี 2026 กลายเป็นจุดเดือดขององค์กรทั่วโลก ฝั่ง CFO ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบผลประกอบการ เริ่มตั้งคำถามที่ตรงและหนักขึ้นว่า “AI ที่ลงทุนไป สร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือเปลี่ยนธุรกิจตรงไหนบ้าง?” ในขณะเดียวกัน CIO และ CTO ก็ถูกบีบให้ต้องแปลงโปรเจกต์ AI จาก ‘การทดลอง’ ให้กลายเป็น ‘ผลลัพธ์ที่วัดได้’ ข้อมูลชี้ว่ากว่า 50% ของ CIO ถูกกำหนดเส้นตายให้พิสูจน์ ROI ของ AI ภายในเวลาไม่เกิน 6 เดือน
ความกดดันนี้สูงจนเกิดภาพสะท้อนเชิงวัฒนธรรมองค์กรที่น่าสนใจ คุณกระทิงเล่าแบบติดตลกว่า CIO หลายคนเริ่มเข้าไปอัปเดตสถานะ “Open to Work” บน LinkedIn ไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อใน AI แต่เพราะรู้ดีว่า หากไม่สามารถเชื่อมเทคโนโลยีเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ทันเวลา ตำแหน่งของตนเองอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป และเมื่อ AI ใช้ทรัพยากรพื้นฐานจำนวนมากเรื่องนี้จึงไม่สามารถปล่อยให้เป็นการตัดสินใจของบริษัทเอกชนเพียงอย่างเดียวได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายประเทศจึงยกระดับ AI จากเรื่อง Innovation ไปสู่ National Agenda หรือวาระแห่งชาติ
4.จาก Productivity สู่ Strategic Transformation: ทางรอดเดียวขององค์กรในยุค AI
เมื่อองค์กรจำนวนมากเริ่มติดหล่มกับปัญหา ROI คำถามจึงไม่ใช่อีกต่อไปว่า “เราจะใช้ AI ไหม?” แต่กลายเป็นว่า “เรากำลังใช้ AI ผิดระดับหรือเปล่า?” การจะข้ามผ่านวิกฤตนี้ได้ องค์กรจำเป็นต้องมอง AI ให้ลึกกว่าเดิม และเลิกคิดกับมันในฐานะเครื่องมือเพิ่มความเร็วในการทำงานเพียงอย่างเดียว
ปี 2025 อาจถูกมองว่าเป็นปีแห่งการทดลอง (Experimentation) องค์กรลองใช้ AI ในหลายจุด ลองหลายเครื่องมือ และเก็บบทเรียนไปพร้อมกัน แต่ ปี 2026 จะไม่เปิดพื้นที่ให้กับการลองผิดลองถูกอีกต่อไป แรงกดดันจาก CFO และบอร์ดบริหารจะบังคับให้องค์กรต้อง
เลือกใช้ให้ชัด
ตัดสิ่งที่ไม่สร้างคุณค่า
และขยายผลเฉพาะ Use Case ที่เชื่อมกับผลลัพธ์ทางธุรกิจจริง
AI จะถูกวัดจากคำถามเดียวคือ “มันสร้างผลลัพธ์ระดับองค์กรได้หรือไม่?” ถ้าคำตอบคือ “ได้แค่ช่วยทีมทำงานเร็วขึ้น” นั่นอาจยังไม่พอในเกมปี 2026 เพราะองค์กรที่เริ่มคิดถูกระดับ จะไม่ได้ใช้ AI แค่ช่วยทำงาน นี่แหละค่ะ จุดที่ Session นี้พยายามจะย้ำ ซึ่งในปี 2026 จะเป็นปีที่ AI ถูกคัดกรองอย่างจริงจัง ใครใช้แบบ Tactical จะเริ่มถูกกดดัน ใครใช้แบบ Strategic จะเริ่มเห็นช่องว่างระหว่างตัวเองกับคู่แข่งชัดขึ้นเรื่อย ๆ
และคำถามต่อไปที่คุณกระทิงชวนคิดก็คือ เราควรเริ่มปรับจากตรงไหนก่อน? ซึ่งตรงนี้เอง…คือหัวใจของเทรนด์ใหญ่ถัดไปค่ะ
5.การเกิดใหม่ขององค์กร AI-Native
เมื่อ SaaS กำลังถูกแทนที่ด้วย CaaS และ “คน” เปลี่ยนบทบาทไปตลอดกาล สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกธุรกิจในวันนี้ ไม่ใช่แค่การ “เอา AI มาใช้” แต่คือการเกิดขององค์กรรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า AI-Native Company องค์กรที่ไม่ได้มอง AI เป็นเครื่องมือเสริม แต่เป็น “โครงสร้างหลัก” ของการทำธุรกิจตั้งแต่วันแรก
คุณกระทิงอธิบายภาพนี้ไว้ชัดมากว่า หนึ่งในแรงสั่นสะเทือนใหญ่ที่สุดคือ การล่มสลายของโมเดล SaaS แบบเดิม และการมาถึงของยุค CaaS — Custom-built software as a Service จากการ “เช่าใช้ซอฟต์แวร์” สู่การ “สร้างซอฟต์แวร์ของตัวเอง” ในอดีต บริษัทแทบทุกแห่งต้องพึ่งซอฟต์แวร์แบบเช่าใช้รายเดือน ไม่ว่าจะเป็น CRM, ERP, Marketing Automation หรือ Data Tool ต่าง ๆ แต่ปัญหาคือ… ซอฟต์แวร์เหล่านั้นถูกออกแบบมาให้ “ใช้ได้กับทุกคน” ไม่ใช่ “พอดีกับใครคนใดคนหนึ่ง”
บริษัท AI-Native เลือกเดินคนละทาง พวกเขาใช้ AI เขียนซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง ให้ตรงกับ Workflow ของตัวเองแบบ 100% ไม่ต้องฝืนปรับคนให้เข้ากับระบบ และไม่ต้องจ่ายค่าเช่าระยะยาวให้แพลตฟอร์มต่างชาติ ข้อมูลที่น่าสนใจคือ ปัจจุบัน 36% ของซอฟต์แวร์ในบริษัทที่ใช้ AI อย่างจริงจัง ถูกเขียนหรือเรียบเรียงโดย AI และตัวเลขนี้กำลังพุ่งไปสู่ 80% หรือแม้แต่ 100% ในอนาคต นี่คือจุดเริ่มต้นของโลกที่บริษัทไม่ใช่แค่ “ผู้ใช้ซอฟต์แวร์” แต่กลายเป็น “ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ให้ตัวเอง”
หนึ่งในข้อได้เปรียบที่รุนแรงที่สุดของบริษัท AI-Native คือ พวกเขา ไม่มี Technical Debt ในขณะที่องค์กรดั้งเดิมต้องแบก ไม่ว่าจะเป็นระบบเก่า โค้ดเก่าที่แก้ยาก หรือระบบที่เชื่อมต่อกันไม่ได้ และทุกการเปลี่ยนแปลงต้องใช้เวลาและต้นทุนมหาศาล
AI-Native Company เริ่มทุกอย่างบนโครงสร้าง AI ตั้งแต่วันแรก ทำให้พวกเขาไม่ต้อง “ตามล้างตามเช่าอดีต” ผลลัพธ์คือความคล่องตัวที่สูงมาก จากเดิมที่ AI ถูกใช้แค่เพื่อเพิ่ม Productivity องค์กรเหล่านี้สามารถขยับไปถึงขั้น เปลี่ยนโมเดลธุรกิจทั้งระบบ (Business Model Transformation) ได้ทันที และนี่คือระดับสูงสุดของการใช้ AI ในเชิงกลยุทธ์
6.เมื่อ “คนทำงาน” ไม่ได้มีหน้าที่ลงมือทำอีกต่อไป
อีกภาพหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงคือบทบาทของพนักงาน บริษัท AI-Native หลายแห่งสามารถสร้างรายได้ระดับ หลายพันล้านบาทต่อปี ด้วยพนักงานเพียงหลักร้อยคน ซึ่งหมายความว่า พนักงานหนึ่งคนต้องสร้างมูลค่าเฉลี่ยสูงถึง 1 – 1.2 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีมูลค่าสูงมากเลยใช่มั้ยคะ และคนในองค์กรเหล่านี้ไม่ได้ถูกคาดหวังให้เป็น “Doer” แต่เป็น Orchestrator นั่นเองค่ะ
บทบาทหลักคือ
กำกับดูแล AI
ตัดสินใจในจุดที่ต้องใช้ Human Judgment
ออกแบบโจทย์ วางกลยุทธ์ และควบคุมทิศทาง
AI คือคนลงมือ ส่วนมนุษย์คือคนคิดและรับผิดชอบผลลัพธ์ ทักษะที่ตลาดต้องการจึงไม่ใช่แค่ Tech หรือ Business อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่คือ คนธุรกิจที่เข้าใจเทคลึก หรือคนเทคที่เข้าใจโมเดลธุรกิจจริง และบริษัท AI-Native จะรวบรวมคนกลุ่มนี้ไว้เป็นแกนหลัก ซึ่งในอดีต ถ้าธุรกิจจะโต 10 เท่า ต้องจ้างคนเพิ่ม ต้องเพิ่มทีม ต้องเพิ่มความซับซ้อนขององค์กร แต่โลกของ AI-Native เปลี่ยนกติกานั้นไปแล้ว การสเกลธุรกิจในปี 2026 คือการ โตด้วยอัลกอริทึม ไม่ใช่จำนวนพนักงาน เน้น Safe, Efficient และ Responsible Scaling คือ โตเร็ว แต่ไม่พัง, เร็ว แต่ยังควบคุมได้ และเร็วแบบคุ้มค่า
ข้อมูลชี้ชัดว่า กว่า 70% ของบริษัทที่ใช้ AI แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ได้แค่ใช้ Tool สำเร็จรูป แต่เลือก Build App เฉพาะทางของตัวเอง เพราะความได้เปรียบในยุคนี้ ไม่ใช่ใครมีเครื่องมือเหมือนกัน แต่คือใครออกแบบระบบให้เหมาะกับตัวเองได้ดีกว่านั่นเองค่ะ
สรุป ถอดรหัส AI Trend 2026 สู่กลยุทธ์ที่เปลี่ยนโครงสร้างเกมธุรกิจ จากงาน Future Trends Ahead Summit 2026
ถ้าจะสรุป Session นี้ให้เห็นภาพง่ายที่สุด ในมุมมองของเบลล์แล้วมันไม่ใช่เรื่องของ “เทคโนโลยีใหม่” แต่คือการเปลี่ยน “ระดับความคิด” ที่เรามีต่อ AI จากเดิมที่องค์กรใช้ AI เพื่อช่วยทำงานให้เร็วขึ้น ลดภาระทีม หรือเพิ่ม Productivity ในบางจุด แต่ใน ปี 2026 กำลังบอกเราว่า AI จะถูกวัดในระดับโครงสร้าง ไม่ใช่ระดับเครื่องมืออีกต่อไป มันเชื่อมโยงตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงงบการเงินขององค์กร คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราจะใช้ AI ไหม หรือใช้เก่งแค่ไหน แต่คือเรากำลังวาง AI ไว้ตรงไหนของธุรกิจ
ถ้า AI คือ Infrastructure ใหม่ของโลก เหมือนกับไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือคลาวด์ในอดีต องค์กรที่ยังมองมันเป็นเพียงเครื่องมือเสริม อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่องค์กรที่กล้าปรับโครงสร้าง กระบวนการตัดสินใจ โมเดลต้นทุน และบทบาทของคนให้สอดคล้องกับโลก AI จะเริ่มสร้างความได้เปรียบที่คู่แข่งไล่ตามได้ยาก และถ้าวันหนึ่ง AI ผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Quantum Computing จริง ในโลกใหม่นี้ คนที่รอดอาจไม่ใช่คนที่ใช้ AI เก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจว่า AI กำลังเปลี่ยนทั้งกระดาน และกล้าปรับตัวตั้งแต่วันนี้ค่ะ
แล้วเพื่อน ๆ คิดว่ายังไงกันบ้างคะ ถ้า AI กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก วันนี้เราจะยังใช้ AI แค่ช่วยงาน หรือพร้อมที่จะปรับให้เข้ากับธุรกิจแล้ว? อย่าลืมอ่านบทความเพิ่มเติมที่น่าสนใจได้ที่นี่นะคะ