ในยุคที่ Content is King แต่คนสอนเริ่มซ้ำหน้ากันไปหมดในตลาดคอร์สออนไลน์ แบรนด์ที่เป็นรองจะฉีกหนีคู่แข่งอย่างไร? การตลาดวันละตอนวันนี้พามาดูคำตอบของ BBC Maestro กันครับ ที่ขุดอดีตด้วยเทคโนโลยีอนาคต วันนี้เราจะมาเจาะลึก AI Marketing แคมเปญ AI Agatha Christie ที่ไม่ได้เป็นแค่การทำ Deepfake เล่น ๆ แต่เป็นการใช้ Data Archiving ผสานกับ Generative AI เพื่อสร้าง Product ใหม่ที่คู่แข่งไม่มีวันเลียนแบบได้ครับ
BBC Maestro จึงเห็นช่องว่างเอา Generative AI มาใช้ แต่ไม่ใช่เพื่อสร้างของปลอม แต่เพื่อกู้ชีพทรัพย์สินทางปัญญา ให้กลับมาทำเงินได้อีกครั้ง กลายเป็นการ Disrupt วงการ Talent Acquisition ที่ทำให้คู่แข่งต้องหนาว จะเป็นยังไงไปดูในรายละเอียดในส่วนต่อไปได้เลยครับ
รายละเอียดแคมเปญ AI Agatha Christie
“ความตายไม่ใช่จุดจบของการแบ่งปันความรู้”
คำกล่าวนี้เป็นจริงขึ้นมาได้ในโลกยุค AI ครับ เมื่อ BBC Maestro ตัดสินใจเปิดตัวคอร์สเรียนออนไลน์ความยาว 2.5 ชั่วโมง 11 บทเรียน ที่ผู้สอนไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ Agatha Christie ตัวจริงในร่าง AI ซึ่งความน่าสนใจของเคสนี้ในมุม Data Research ไม่ใช่แค่ความว้าวของเทคโนโลยีหน้าบ้าน แต่คือกระบวนการสร้างหลังบ้านแบบ Data-Backed Recreation ที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากครับ
เพราะมันไม่ใช่การสั่งให้ AI มโนบทพูดขึ้นมาเอง แบบที่เราเห็นกันทั่วไป แต่ทีมงานเริ่มจากการจับมือกับทายาท James Prichard เพื่อรวบรวม Unstructured Data มหาศาล ทั้งจดหมายส่วนตัวที่ไม่เคยเปิดเผย บทสัมภาษณ์เก่าที่หาฟังยาก และเทปบันทึกเสียงที่แตกพร่า นำมาผ่านกระบวนการ Audio Restoration กู้คืนเนื้อเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย AI แยกเสียงรบกวน จนได้น้ำเสียงของเธอจริง ๆ กลับมา ส่วนงานภาพก็ใช้เทคนิค Visual Synthesis ผสานการแสดงของนักแสดงจริง เพื่อจับเก็บรายละเอียดอารมณ์ทางสีหน้า แล้วใช้ Deep Learning Face Swapping สวมทับให้ขยับปากได้สมจริงที่สุด
เพราะการปลุกคนตายมาขายของ เสี่ยงทัวร์ลงสูงมากเหมือนเคส AI Steve Jobs ก่อนหน้านี้ ทาง BBC จึงต้องแก้เกมด้วยกลยุทธ์ Authorized Authenticity โดยดึงทายาทมาการันตีและประกาศชัดว่า “Not Written by AI” เพื่อวาง Position ให้ AI เป็นแค่ตัวกลางในการส่งสาร ไม่ใช่ผู้แต่งเติม เพื่อลดแรงต้านจากฝั่งนักอ่าน ซึ่งทั้งหมดนี้ปลายทางคือการบริหารสินทรัพย์ ที่ชาญฉลาดในการ Refresh Brand ของ Agatha Christie ให้ดูทันสมัย เข้าถึง Gen Z ที่ชอบดูวิดีโอมากกว่าอ่านหนังสือเล่มหนา ๆ โดยไม่ต้องบิดเบือนเนื้อหาเดิมนั่นเองครับ
ในฐานะนักการตลาด ผมมองว่านี่คือ Game Changer ที่กำลังบอกเราว่า Data Archiving คือการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวครับ เพราะเคสนี้พิสูจน์แล้วว่า Digital Footprint ที่เราทิ้งไว้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเสียง บทสัมภาษณ์ หรือแนวคิด มันไม่ได้หายไปไหน มันคือ Raw Material ชั้นดีที่รอวันที่เทคโนโลยีจะมาถึง เพื่อเปลี่ยนให้มันกลายเป็น Perpetual Asset หรือทรัพย์สินที่ทำเงินได้ไม่รู้จบครับ
ต่อไปนี้คู่แข่งของเหล่า Content Creator หรือ Coach อาจไม่ใช่แค่คนรุ่นใหม่ไฟแรง แต่คือปรมาจารย์ผู้ล่วงลับ ที่ถูกชุบชีวิตด้วย Data ครับ ลองจินตนาการดูสิครับว่าถ้าวันหนึ่ง Apple ตัดสินใจทำ MasterClass โดยมี Steve Jobs (AI) มาสอนเรื่อง Product Design หรือ Disney ปลุก Walt Disney มาสอนเรื่อง Storytelling โดยใช้ Data ที่ถูกต้องแม่นยำ 100% มูลค่าตลาดจะมหาศาลขนาดไหน?