ผมเชื่อว่ามีคนไทยหลาย ๆ คนหลงรักในการท่องเที่ยว สังเกตได้จากในช่วงเทศกาลที่มีหยุดยาว ผู้คนก็จะพากันออกไปเที่ยวเพื่อเป็นการพักผ่อนความเหนื่อยล้าจากการทำงาน เพราะฉะนั้นธุรกิจท่องเที่ยวจะพยามสร้างประสบการณ์ หรือ Customer Experience ที่ดี เพื่อทำให้ลูกค้าจำได้และกลับมาอีก ในบทความนี้เราจะพาไปดูแนวทางการสร้าง Customer Experience ที่ดีผ่าน 9 Travel Trends 2025 จาก Booking.com กันครับ
9 Travel Trends 2025 จาก Booking.com
1. AI = Alternative Itineraries
Booking.com เปิดโลกการเดินทางใหม่ด้วย AI สถิติจาก Booking.com พบว่าผู้เดินทางชาวไทย 54% สนใจที่จะใช้ AI ในการวางแผนทริปของพวกเขา ซึ่ง Booking.com ก็มีฟีเจอร์อย่าง AI Trip Planner ที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี
ผมมองว่า AI Trip Planner ช่วยลดความซับซ้อนในการวางแผนการเดินทาง มีฟังก์ชั่นที่เข้าใจง่าย แต่อาจต้องคอยตรวจสอบว่าแผนการที่ AI เสนอนั้นถูกต้องสามารถตอบโจทย์ได้จริง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นได้ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ
2. Multigen Megatrips
ทริปเที่ยวแบบครอบครัวใหญ่ ซึ่งเทรนด์การเดินทางนี้จะเป็นการพักผ่อนแบบ SKI (Spending Kids Inheritance) หรือที่เรียกว่าการจ่ายเงินสร้างประสบการณ์ให้ลูกหลานมากกว่าการเก็บเป็นมรดก
ผมเชื่อว่าการใช้จ่ายเพื่อสร้างความทรงจำที่ดีร่วมกับครอบครัวเป็นสิ่งที่มีค่าโดยเฉพาะในช่วงที่ทุกคนยังสามารถใช้เวลาร่วมกันได้ เพราะอนาคตนั้นไม่แน่นอน มรดกในรูปแบบของความรักในครอบครัวเป็นสิ่งที่ไม่มีวันเสื่อมค่าครับ
3. Vintage Voyaging
ทริปใหม่แต่ไอเท็มเดิม รายงานจาก Booking.com พบว่ากว่า 88% ของผู้เดินทางชาวไทยเคยซื้อสินค้าวินเทจมือสองจากต่างประเทศ สะท้อนว่าค่าครองชีพและสภาวะโลกร้อนที่มีอิทธิพลต่อพวกเขามากขึ้น รวมถึงการต่อต้านกระแส Fast Fashion และแนวคิดบริโภคนิยมได้ด้วยเช่นกัน
ธุรกิจในภาคการท่องเที่ยวและแฟชั่นสามารถใช้ประโยชน์จากเทรนด์นี้ได้ครับ โดยการจัดกิจกรรมและโปรโมทตลาดนัดวินเทจ และยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้คนตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมอีกและสิ่งแวดล้อมด้วยครับ
4. Noctourism
ทริปหลบร้อนท่ามกลางแสงดาว การหนีร้อนเพื่อไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เย็นขึ้นเป็นที่นิยมในหมู่ผู้เดินทางชาวไทยมาตั้งแต่ปี 2024 และในปี 2025 ผู้เดินทางมีเป้าหมายเพื่อหนีความร้อนเหมือนเดิม และมองหาสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมในยามค่ำคืนมากขึ้น
เทรนด์ Noctourism ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจครับ โดยอาจจะเพิ่มโปรแกรมสำหรับช่วงกลางคืน เช่น ทัวร์ดูดาว อีเวนต์ดนตรี หรือการสร้างแสงไฟ ทำสถานที่ที่ดูธรรมดาในตอนกลางวันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ที่น่าหลงใหลในตอนกลางคืน
5. Passport to Immortality
ทริปชะลอใจ ชะลอวัย ผู้เดินทางหันมาสนใจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism มากยิ่งขึ้น เพราะพวกเขามองว่าการเดินทางไม่ใช่แค่ช่วงเวลาผ่อนคลายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นโอกาสทองที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิต ฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง อ่อนเยาว์ และใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น
ต้องบอกว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต การที่ได้พักผ่อนจากความเครียดสะสมจากการทำงาน และ lifestyle ที่เร่งรีบ อย่างการ Retreat สั้น ๆ อาจจะผสานโยคะ สปา อาหารคลีน เข้าไปด้วย ก็ถือว่าเป็นการปรับสมดุลชีวิตและฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ
6. Boyz II Zen
ทริปชายแท้ แต่ตีความใหม่ โดยพวกเขาจะให้ความสำคัญกับแอลกอฮอล์และบุหรี่น้อยลงเนื่องจากการเดินทางแบบผู้ชายในปัจจุบันนี้เปลี่ยนมาเน้นเรื่องความเป็นอยู่ที่ดี การพัฒนาตัวเอง รวมถึงการก้าวข้ามอุปสรรคภายในใจของตนเอง และยังได้ใช้เชื่อมโยงกับกลุ่มเพื่อน
การเดินทางกับเพื่อนไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ชายได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ แต่ยังช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และความสุขที่ยั่งยืนมากขึ้นด้วย สะท้อนว่าผู้ชายในสังคมใส่ใจสุขภาพและความสัมพันธ์มากขึ้น
7. The Gate Escape
เริ่มต้นเที่ยวได้ แม้ในสนามบิน Booking.com เผยว่าผู้เดินทางชาวไทยกลุ่ม Gen Zและ Gen Y เป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเทรนด์นี้ให้เป็นที่นิยม โดย 75% ให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทาง โดยนำสนามบินมาเป็นปัจจัยประกอบการตัดสินใจ
ส่วนตัวผู้เขียนชอบเดินซื้อของในร้าน Duty-Free ในสนามบิน เพราะส่วนใหญ่ราคาถูกกว่าปกติช่วยให้ประหยัดได้พอสมควร แถมยังได้ของติดไม้ติดมือระหว่างรอเที่ยวบินอีกด้วยครับ
8. Neuroinclusive Navigation
การเดินทางที่พิเศษของคนที่มีความต้องการพิเศษ Booking.com เผยว่ากระแสการสร้างแนวทางที่หลากหลายสำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ Neurodivergent People จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในแวดวงการเดินทาง โดยพวกเขาจะหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ขณะเดินทาซึ่งจะช่วยลดความวิตกกังวลของตัวเองและเพื่อนร่วมเดินทางของพวกเขา
ผู้คนในกลุ่มนี้จะต้องการการ ใส่ใจ และ ความเข้าใจ เป็นพิเศษครับ ดังนั้น การให้บริการที่ เข้าใจง่าย และ ไม่ซับซ้อน จะช่วยให้กลุ่มคนเหล่านี้รู้สึกมั่นใจและสบายใจมากขึ้นครับ
9. Ageless Adventures
ท้าทายขีดจำกัดเรื่องอายุ ภาพจำของการเกษียณอายุจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปในปี 2025 โดยผู้เดินทางกลุ่ม Baby Boomer ชาวไทยจะไม่ยอมละทิ้งความสนุก ไม่ว่าอายุจะมากขนาดไหน ซึ่ง Booking.com เองก็ไม่ได้ละเลยที่จะสร้าง Customer Experience ที่ดีให้กับผู้ใช้ในการเดินทางไปท่องเที่ยวของตัวเอง
คำว่า “เกษียณ” ไม่ได้หมายถึงการลดกิจกรรมหรือการจำกัดความสนุกสนานของตัวเอง แต่เป็นโอกาสที่จะได้ท้่าทายตัวเองให้ทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน เทรนด์นี้จะช่วยให้ ผู้สูงอายุ รู้สึกว่าพวกเขายังสามารถเพลิดเพลินกับชีวิตและการเดินทางได้
Customer Experience เปรียบเสมือนการสลักแบรนด์เข้าไปในใจลูกค้า
ทุกคนสงสัยไหมครับว่า 9 เทรนด์การท่องเที่ยวในปี 2025 ที่ booking.com ได้นำเสนอนั้นจะช่วยเราได้ยังไง? ในมุมของผมคือช่วยให้เราปรับตัวได้ทันกับเทรนด์ที่กำลังเปลี่ยนไป และสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง เพราะ
“ประสบการณ์ที่ดีคือกุญแจนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน” ประโยคนี้นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กับการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เรายังสามารถประยุกต์ใช้ในธุรกิจที่ในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเป็น Product หรือ Service ครับ ซึ่งเดี๋ยวผมขอยกตัวอย่างดังนี้ครับ
Customer Experience for Product
เทคนิคการสร้าง Customer Experience ในธุรกิจที่เป็น Product นั้น เราต้องนำผลิตภัณฑ์มาเชื่อมกับบรรยากาศที่ดี
ผมขอยกตัวอย่างเป็น “กาแฟแบรนด์ A “สร้างประสบการณ์ที่ดีโดยการ เปิดให้คนมานั่งทำงานในร้านกาแฟ สร้างบรรยากาศให้เหมือนกับอยู่ใน working space ที่ “อบอวลไปด้วยกลิ่นกาแฟ” ผลที่ได้คือคนจะจดจำบรรยากาศการนั่งทำงานพร้อมกลิ่นกาแฟหอม ๆ และจะนึกถึงกาแฟแบรนด์ A นั่นเอง
Customer Experience for Service
Customer Experience ในธุรกิจที่เป็น Service นั้นก็ไม่ต่างกันมาก แต่จะเน้นไปที่การสร้างความสะดวกสบายและความลื่นไหลของการให้บริการ หรือการสร้kงความประทับใจผ่านสถานที่ Landmark ต่าง ๆ เวลาที่เราเดินทางไปท่องเที่ยวที่ไหนแล้วเราเกิดความรู้สึกที่ดีต่อสถานที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะ ได้ชมวิวที่สวยงามพร้อมกับครอบครัว หรือความตื่นเต้นจากการผจญภัย เรามักจะจดจำสถานที่เหล่านั้นได้เป็นอย่างดี
Booking.com ก็พยามสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดยใช้ AI Trip Planner แนะนำที่พักและกิจกรรมที่ตรงกับความชอบของลูกค้า จองที่พักที่สะดวกสบาย สามารถปรับแผนการเดินทางที่เป็นส่วนตัว เช่น ห้องที่มีวิวทะเล หรือห้องที่รองรับสัตว์เลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาเจาะลึกฟีเจอร์ “AI Trip Planner” ในพาร์ทต่อไปครับ
“AI Trip Planner” ฟีเจอร์ใหม่จาก Booking.com
ทางทาง Booking.com เองก็มีเครื่องมือที่ช่วยยกระดับ Customer Experience อย่าง “AI Trip Planner” ที่ช่วยให้วางแผนการเดินทางได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณสมบัติหลัก ๆ ของ AI Trip Planner ก็คือ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Booking.com
Personalized Recommendations by AI: แนะนำที่ที่เหมาะสมที่สุดตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็นด้าน งบที่ต้องการ Location รวมถึงระยะเวลาเดินทาง
Travel Planning: จัดทำแผนการเดินทาง รวมถึงจุดแวะพัก และวิธีเดินทางทั้งขาไป-กลับ
Real-time Update: ฟังก์ชั่นแจ้งเตือนการเปลี่ยนแปลงแบบ Real-time เช่น สภาพอากาศ ความล่าช้าของเที่ยวบิน หรือกิจกรรมที่ถูกยกเลิก
ผมมองว่าการมีตัวช่วยวางแผนการเดินทางอย่าง AI Trip Planner ก็ไม่เลวนะครับ เพราะส่วนใหญ่เวลาที่เราจะจัดทริปเดินทาง เราก็จะมีแผนคร่าว ๆ ไว้อยู่แล้ว เราอาจจะใช้เครื่องมือ AI ช่วยในเรื่องของวิธีการเดินทางต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราประหยัดเวลาในการเดินทางมากขึ้น และสามารถเพิ่มเติมในส่วนของจุดแวะซื้อของฝาก หรือ Landmark ที่เราอาจจะพลาดไป
สรุป
Booking.com ได้นำเสนอ 9 Travel Trends 2025 ช่วยให้ธุรกิจและแบรนด์ต่างๆ ปรับตัวได้ทันกับเทรนด์การท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนไป โดยมุ่งเน้นในการสร้าง Customer Experience ที่ดี ทำให้ผู้ใช้จำเราได้ไปอีกนาน ด้วยการนำเครื่องมือไม่ว่าจะเป็น AI Trip Planner หรือ เทรนด์การการเดินทางไปท่องเที่ยวต่าง ๆ ของผู้คน ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนแล้วทำเพื่อให้สามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้ใช้ได้นั่นเองครับ
ทุกคนพอจะได้ไอเดียนำไปปรับใช้ไหมครับ? ส่วนตัวผู้เขียนเองได้เรียนรู้การปรับตัวของ Booking.com ด้วยการนำฟีเจอร์ AI เข้ามา ได้ไอเดียในการสร้าง Customer Experience ให้กับ Product และ Service ครับ และสำหรับใครที่สนใจอ่านบทความอื่นๆ หรือ ต้องการอัปเดตความรู้การตลาดเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ เพจการตลาดวันละตอน และช่องทาง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะครับ แล้วพบกันใหม่ครับ
อ่านเพิ่มเติมได้ที่