ตลาดอุตสาหกรรม mobile games หรือเกมมือถือนั้นรุ่งโรจน์อย่างมาก จากการล็อคดาวน์ในช่วงปี 2020-2021 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากย้ายเวลาไปใช้บนออนไลน์มหาศาล และหนึ่งในกิจกรรมออนไลน์ที่ผู้คนให้ความสนใจมากมายก็คือเกม โดยเฉพาะเกมบนมือถือครับ
ซึ่งก็มีคนคาดการณ์ว่าการที่ apple ยกระดับเรื่องนี้ เตือนให้ผู้ใช้ระวังถึงการแชร์ข้อมูลให้กับคนอื่นนอกแอป แต่กลับใช้คำที่สุภาพกว่าในการขอให้เจ้าของเครื่อง iPhone ยอมแชร์ข้อมูลให้กับ Apple เอง
ดูเหมือนว่าการยกระดับ Privacy ของ Apple อาจไม่ได้ทำเพื่อผู้บริโภคเจ้าของ iPhone เป็นหลัก แต่อาจเป็นเพราะกำลังหมายหมั้นปั้นธุรกิจ Ad Tech ภายในบริษัทเอง ก็ในเมื่อตัวเองควบคุมเนื้อหาโฆษณาภายในมือถือตัวเองได้ แล้วจะปล่อยให้คนอื่นเข้ามาทำได้ดีกว่าไปทำไมหละ?
เพราะจาก third-party data ของคนอื่น จะกลายเป็น first-party data ในมือของ Apple เอง และไม่ใช่เพื่อแค่ทำ Personalized marketing เองเท่านั้น แต่ยังเอามาใช้สร้างธุรกิจเกมที่ Apple เองก็พยายามทำผ่าน Apple Arcade อยู่ ดูเหมือนว่าบริษัทมือถือจะผันตัวเป็น Ad Tech เองได้เต็มที่สักที
เพราะก่อนหน้านี้บริษัทต่างๆ พยายามควบรวมหรือแชร์ personal data ระหว่างกัน เมื่อเราเอา data จากหลากหลาย source ที่ระบุตัวตนมาเชื่อมโยงกันได้ เราก็จะเห็น insight ที่ enrich มากๆ เราจะสามารถทำการตลาดตามพฤติกรรมที่ต้องการ behavioral targeting และนักการตลาดก็ต้องการจะเลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นโฆษณาแค่ที่ตัวเองรู้ว่าจะทำให้เกิดยอดขาย ไม่ใช่หว่านออกไปให้ใครก็ได้เห็น
ทางบริษัทผู้พัฒนาเกมมือถือเองก็เริ่มปรับกลยุทธ์ใหม่ หันมาหารายได้สองทาง ทั้งจากการขายของภายในเกม และการขายโฆษณาที่แม่นยำออกไป หันมาใช้กลยุทธ์การติดตาม ip แทน ในยุคที่ privacy กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของชีวิตยุคดิจิทัลทุกวันนี้
บริษัทเกมยักษ์ใหญ่อย่าง Epic เองก็หันมาใช้กลยุทธ์เอาเกมดังอย่าง Fortnite เป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างรายได้ ควบคู่กับการฟ้องกลับไปยังทาง Apple และ Google ในข้อหาผูกขาดพฤติกรรมไว้คนเดียวไม่แบ่งปันให้คนอื่น
แต่สุดท้ายแล้วศาลก็ไม่เห็นด้วยกับทาง Epic แต่ก็ลงโทษ Apple ด้วยการสั่งห้ามการบังคับซื้อภายในแอป หรือ in-app purchases ต้องเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถซื้อของในแอปตรงจากเว็บผู้พัฒนา หรือใน App Store ก็ได้
เพราะเดิมที apple บังคับว่าถ้าแอพใดอยู่ใน app store จะต้องให้ผู้ใช้งานจ่ายเงินภายใน iphone เท่านั้น เพราะทาง apple จะได้ส่วนแบ่ง 30% ของยอดขาย แต่หลังจากนั้นมาผู้ใช้งานสามารถซื้อจากไหนก็ได้ แล้วก็ยังใช้งานบน iPhone ได้เหมือนเดิม ซึ่งมีราคาถูกกว่าซื้อจาก app store ด้วยซ้ำ
แต่ทาง apple ก็ยังบังคับผู้ใช้ iPhone ให้จ่ายผ่าน apple pay หรือวิธีการจ่ายเงินที่ apple อนุญาติเท่านั้นได้ เพียงแต่ต้องให้ผู้พัฒนาแอพบอกผู้ใช้ได้ว่า ถ้าอยากซื้อได้ถูกกว่าต้องไปซื้อจากที่ไหนเท่านั้นเอง
รายงานจากบริษัท Ad-tech company อื่นๆ อย่าง Lotame ก็พบว่า ATT น่าจะส่งผลต่อรายได้ของ Facebook, Twitter, Snapchat และ YouTube รวมกันกว่า 9.85 พันล้านดอลลาร์ในช่วงครึ่งหลังปี 2021 เพราะมันทำให้โฆษณาออนไลน์ที่เคยแม่นไม่แม่นเหมือนเดิมอีกต่อไป
ในขณะที่คนอื่นรายได้จากโฆษณาตก ก็เหมือนธุรกิจโฆษณาของ Apple จะพุ่งทะยานขึ้นสวนทางคนอื่น เพราะตัวเองเป็นเจ้าของอุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้การสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการทำได้โดยสะดวกไม่ต้องผ่านตัวกลางคนไหนอีกต่อไป
ดูเหมือนว่าเป้าหมายเพื่อยกระดับเรื่อง Privacy ของ Apple จะไม่ได้ทำเพื่อผู้ใช้งานอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการทำให้ตัวเองได้ผูกขาดธุรกิจโฆษณาออนไลน์บนมือถือตัวเองมากกว่าครับ
ในบทถัดไปเรื่อง Marketing in Privacy Era จะมาดูถึงการประกาศยกเลิก Third-party cookies ของ Google Chrome ว่า จะปิดอนาคตของธุรกิจ Ad Tech ส่วนใหญ่เลยหรือเปล่าครับ