10 Food & Beverage Trends 2025 เทรนด์อาหารการกิน และเครื่องดื่มจากทั่วโลก ร้านอาหารแบบไหนมา จากรายงาน The Future 100 VML

10 Food & Beverage Trends 2025 รวมเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มมาแรง

จากบทความ 10 Food & Drink Trends 2025 ก่อนหน้าที่ว่าไปด้วย 5 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงทั่วโลก มาบทความนี้เราจะต่อกันอีก 5 เทรนด์ท้ายเพื่อจะได้รู้ว่าทิศทางธุรกิจร้านอาหาร การกิน ขนม เครื่องดื่ม และอื่นๆ อีกมากมายกำลังจะขยับไปทิศทางไหน

อยากให้เพื่อนๆ นักการตลาดได้อ่านรู้ไว้ อย่างน้อยความรู้มีไว้แล้วไม่ใช้ ดีกว่าถึงเวลาต้องใช้แล้วไม่รู้ครับ

  1. Gen Alpha Palates เมนูนี้โดยอัลฟา
  2. Dreamscape Dinning การตกแต่งร้านอาหารที่ให้ Experience ลึกล้ำ
  3. Snackification เทรนด์กินขนมแทนข้าว(อาหารจานหลัก)
  4. Culinary Cocktails เทรนด์เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นเครื่องดื่ม
  5. Expendition Dining การกินอาหารที่ยิ่งกว่า Chef Table เพราะมันคือการผจญภัยระหว่างกิน

6. Heritage Gastronomy มรดกวัฒนธรรมทางอาหาร

จากเทรนด์การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหรืออาหารสังเคราะห์ในห้องแลปที่มีมากขึ้นทุกวัน ตั้งแต่เนื้อเทียม เนื้อสังเคราะห์ ที่บ้างก็ให้เหตุผลว่าสามารถช่วยลดโลกร้อนและไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ แถมในระยะยาวจะช่วยลดต้นทุนได้มากมาย มันจะดีแค่ไหนถ้าสามารถเพาะเลี้ยงเนื้อวัวเกรดดีระดับวากิว A5 ได้โดยไม่ต้องฆ่าวัวทั้งตัว แต่เราสามารถเพาะเนื้อวัววากิว A5 ขึ้นมาอย่างเดียวโดยไม่ต้องเอาส่วนอื่นเลย

ฟังดูล้ำ ฟังดูว้าว ฟังดูสิ่งนี้จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องอาหาร ปากท้อง การกินของมนุษยชาติไปได้อีกมาก แต่ในขณะเดียวกันหลายชาติก็เริ่มออกมาให้คุณค่ากับอาหารดั้งเดิมของตัวเองมากขึ้น เริ่มมีการให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมทางอาหาร จนยกย่องให้เป็นถึงมรดกระดับชาติก็มีมาแล้ว

จากขนมปัง Baguette สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ UNESCO

ใครจะไปคิดหละครับว่าจากขนมปังแข็งๆ ที่ดูธรรมดาของประเทศฝรั่งเศสที่วันนี้สามารถหาซื้อได้ดาษดื่นตามร้านขนมปังทั่วไปทั่วโลก จะถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกจาก UNESCO ไปแล้ว

Emmanuel Macron ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเองก็ออกมาประกาศอย่างภาคภูมิใจลง X หรือ Twitter ว่า “250 กรัมแห่งเวทมนต์และความสมบูรณ์แบบในชีวิตประจำวันของเราชาวฝรั่งเศส”

ในฐานะนักการตลาดเราสามารถหยิบเอาอาหารท้องถิ่นที่แสนจะธรรมดาและถูกมองข้ามมานาน กลายเป็นจุดขายใหม่ Soft Power แห่งประเทศได้ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นแค่แหล่งท่องเที่ยว หรือสถานที่โบราณสำคัญที่ต้องใช้มนุษย์ก่อสร้างแต่อย่างไร แค่อาหารไม่กี่กรัมก็มีพลังเพียงพอที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจกับทั่วโลกแล้วในวันนี้

อย่าลืมว่าอาหารแต่ละอย่างยิ่งอยู่มานานยิ่งมีประวัติศาสตร์เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่แตกต่างกัน ประเทศไทยเองก็มีเมนูอาหารอย่างน้ำพริกที่เสมือนกับเป็นอาหารประจำชาติแบบกลายๆ แถมแต่ละพื้นที่ท้องถิ่นก็มีสูตรน้ำพริกที่แตกต่างกัน ควรจะถูกนำเสนอและผลักดันให้เป็นสมบัติแห่งชาติ หรือไปให้ถึงขั้นมรดกโลก UNESCO ได้คงจะเป็นอะไรที่น่าภูมิใจมาก

ออกกฏเพื่อรักษาอุตสาหกรรมอาหารดั้งเดิมไว้

ที่ประเทศอิตาลีมีการออกกฏหมายห้ามผลิตและนำเข้าเนื้อสัตว์ที่เพาะเลี้ยงมาจำหน่าย หรือนำมาทำเป็นส่วนผสมอาหารขายในประเทศ ห้ามกระทั่งอาหารสังเคราะห์อื่นๆ เพื่อเป็นการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมด้านอาหารการกินในประเทศให้คงอยู่ต่อไปได้

ในขณะเดียวกันก็พยายามเอาเมนูต่างๆ ไปขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกกับทาง UNESCO อีกทาง จะเห็นว่าการเอาจริงเอาจังของภาครัฐในการออกกฏเกณฑ์ข้อบังคับ ก็เป็นตัวช่วยให้ธุรกิจ SME ขนาดย่อยในประเทศได้ไปต่อ

ทางกลุ่มประเทศตะวันออกกลางเองก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกันกับเทรนด์ Heritage Gastronomy นี้ พวกเขามีการรณรงค์สื่อสารให้สถานบันที่สอนเรื่องเกี่ยวกับอาหารทั้งหมดในชาติได้รู้จักรากเหง้าที่มาของเมนูอาหารในประเทศ

พวกเขาส่งเสริมให้มีเกิดความเคารพต่อเมนูที่ส่งต่อมาอย่างยาวนาน แต่ในขณะเดียวกันก็สนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อยกระดับอาหารท้องถิ่นเก่าแก่เหล่านั้นยังคงไปต่อได้ในโลกแห่งยุค AI ทุกวันนี้

หรือนี่จะเป็นจุดจบของอาหารที่ผลิตในห้องแล็บ ?

ส่วนตัวผมคิดว่าไม่หรอกครับ แต่มันคือการขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนระหว่างสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่สุดล้ำที่จะสร้างขึ้นมาเพื่อช่วยผู้คนจำนวนมหาศาล ที่ยังเจอกับปัญหาเรื่องปากท้องการกินที่อาจต้องจ่ายค่าอาหารสูงเกินไป

กับส่วนที่เป็นวัฒนธรรมดีๆ ที่อยากสืบทอดให้คงอยู่ต่อไป แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่เข้าถึงได้ แต่กลายเป็นว่าอาหารแบบเดิมๆ จะกลายเป็น Luxury Business ที่อาจต้องขอเก็บเงินมากินสักครั้งในรอบปี เมื่ออาหารแบบดั้งเดิมจริงๆ กำลังเหลือพื้นที่น้อยลงทุกวัน

จากเทรนด์นี้นักการตลาดคงเห็นโอกาสจากการส่งเสริมเรื่อง Heritage Grastomy บ้างไม่มากก็น้อย เราจะหยิบอาหารดั้งเดิมพื้นบ้านที่อยู่มานานมาต่อยอดกับแบรนด์เราอย่างไรได้บ้าง เพื่อยกระดับแบรนด์ในระยะสั้นเรื่องภาพลักษณ์ และสร้าง New S Curve เพิ่มรายได้ทางธุรกิจให้ยั่งยืนในระยะยาว

7. Food Farmacies เทรนด์กินอาหารให้เป็นยา

เทรนด์นี้อาจฟังดูไม่ใหม่ในบ้านเรา เพราะคนไทยเน้นย้ำเรื่องนี้มานานกับการเลือกกินพืช กินผัก กินสมุนไพรตามธรรมชาติให้มาก เพื่อจะได้เป็นบำรุงดูแลร่างกายในระยะยาว แต่ในต่างประเทศหรือทั่วโลกเรื่องนี้เพิ่งมาเป็นกระแส กับนาวคิดเรื่อง Food Farmacies หรือการกินอาหารในชีวิตประจำวันเพื่อส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแทนการกินยาเม็ดแบบเดิมๆ

ดูเหมือนจะเป็นโอกาสชั้นดีของประเทศไทยเราที่เก่งเรื่องนี้อยู่แล้ว ลองมาดูกันอีกสักนิดนะครับว่าทั่วโลกกำลังมองหาอะไร และกำไรต้องการอาหารแบบไหนจากเทรนด์นี้

เมื่อคนเริ่มกินอาหารตามโรค

หมายความว่าจากเดิมพอเป็นโรคต้องเริ่มกินยา ผู้คนทั่วโลกเริ่มหันมาใส่ใจกับการเลือกกินอาหารให้เหมาะกับโรคภัยที่ตัวเองเป็นมากขึ้น ไปจนถึงเริ่มเปลี่ยนมากินอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้นเพื่อป้องกันโรคที่ไม่อยากเป็นตั้งแต่ตอนนี้แทน

เหมือนจากเดิมได้ใบจ่ายยาจากหมอ กลายมาเป็นใบจ่ายอาหารเข้าครัวแทน อาหารที่ดีนับจากนี้จะไม่ใช่แค่อร่อยและสะดวกสบาย แต่ยังต้องส่งเสริมสุขภาพผู้กินในระยะยาวด้วย และผู้บริโภคยุคใหม่ทุกวันนี้ต่างขยันหาความรู้เรื่องอาหารการกิน พวกเขารีเสิร์จเยอะมากก่อนเลือกหยิบอะไรเข้าปากแต่ละที

แถมวารสารทางการแพทย์ต่างประเทศก็เริ่มเผยแพร่งานวิจัยเหล่านี้เพิ่มขึ้น บอกให้คนรู้ว่าถ้าเป็นโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน ควรต้องเลือกกินอะไรแบบไหนในแต่ละวัน ถ้าไม่อยากกินยาหลายเม็ดแบบเดิมก็ต้องหันมากินอาหารพวกนี้แทรกลงไปในทุกมื้อแทน

และนั่นส่งผลให้พวกสินค้ากลุ่มผักหรือผลไม้สดจะเติบโตอย่างมากนับจากนี้ แพทย์ในต่างประเทศถึงกับออกใบแนะนำอาหารที่ควรกินให้กับคนใข้โดยตรง ลองคิดดูว่าถ้าในรายการใบสั่งยา เอ้ย ใบสั่งว่าควรกินอาหารอะไรบ้างนับจากนี้แล้วมีสินค้าที่คุณขายได้อยู่ในนั้น มันจะเป็นจุดขายใหม่ให้กับสินค้าเดิมคุณขนาดไหน ไปจนถึงมันจะเพิ่มมูลค่าไปได้อีกไม่รู้เท่าไหร่ในอนาคต

ของดีก็อยากดัน

บางแบรนด์ที่เป็นร้านค้าปลีก หรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็มีการรณรงค์เรื่องนี้บ้างแล้ว ด้วยการเปิดระบบสมาชิกอาหารดีเพื่อสุขภาพ ตั้งแต่การมีคำแนะนำพิเศษตรงหน้าเชลฟ์จุดขาย ไปจนถึงได้รับแต้มสะสมพิเศษมากกว่าการซื้ออาหารทั่วไป

บางแบรนด์อาจมีการแจกผักหรือผลไม้ให้กับลูกค้าตรงๆ เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ลองคิดดูซิว่าถ้าลูกค้าอายุยืนยาวขึ้น นั่นหมายถึง Customer Lifetime Value ที่เพิ่มขึ้นตามมา

ซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco ที่ประเทศอังกฤษก็มีการตั้งเป้าชัดเจนว่าจะเพิ่มอาหารที่ลูกค้าเลือกซื้อให้เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้นเป็น 65% ให้ได้ และก็ตั้งใจว่าจะลดปริมาณแคลอรี่ที่ลูกค้าซื้อไปกินโดยไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพถึง 100,000 ล้านแคลอรี่

นั่นหมายถึงร้านค้าปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ จะเลือกส่งเสริมสนับสนุนสินค้ากลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ มากกว่าอาหารเครื่องดื่มที่มีดีแค่อร่อยแบบเดิม

Photo: https://harrispr.ie/2024/04/30/holland-barrett-launches-all-new-food-range-food-that-loves-you-back/

Holland & Barrett แบรนด์ร้านค้าปลีกอาหารเพื่อสุขภาพในประเทศอังกฤษก็ได้จัดแคมเปญใหม่ที่ชื่อว่า Food that Loves you Back แปลเป็นไทยง่ายๆ ว่านี่คืออาหารที่ดีต่อคุณนะ เป็นการบอกให้ผู้คนรู้ว่าพวกเขาควรกินอะไรมากขึ้นถ้ายังรักสุขภาพตัวเองอยู่

และก็ออกแบบสัญลักษณ์ที่ชื่อว่า Plant Points แปะบนสินค้าที่มั่นใจว่าดีต่อสุขภาพและอยากส่งเสริมให้ลูกค้ากินสินค้าเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยตั้งเป้าหมายว่าจะกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์นี้ไม่น้อยกว่า 30 ชิ้นต่อสัปดาห์ให้ได้

จะเห็นว่าทางร้านค้า ไปจนถึงซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เริ่มปรับนโยบายกระตุ้นการขายไม่ใช่แค่สินค้าที่ขายดี หรือได้ GP เยอะ แต่ยังเน้นไปที่สินค้าที่ดีต่อสุขภาพลูกค้าในระยะยาวอีกด้วยครับ

ทางขณะที่อาหารประเภทผ่านการแปรรูปอย่างที่นิยมกันมานาน Ultra-Processed Foods นั้นก็จะถูกตรวจสอบมากขึ้นด้วยความเข้มงวดกว่าเดิมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศต่างๆ

เพราะเป็นที่รู้กันแล้วว่าอาหารที่ผ่านขั้นตอนการแปรรูปมามากนั้นแม้จะให้พลังงานสูงลิบ แต่กลับหาประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาวไม่ค่อยได้ ซึ่งจากพฤติกรรมการกินที่เน้นสะดวก อร่อย และง่าย ทำให้ประชากรส่วนใหญ่แทบจะทุกประเทศบนโลกล้วนมีปัญหาเรื่องสุขภาพจากโรค NCD มากมาย (เบาหวาน ความดัน หัวใจ)

ใครยังทำยอดขายจากสินค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก ต้องรีบปรับตัวให้ทันเทรนด์การกินแบบใหม่ Food Farmacies เทรนด์กินอาหารให้เป็นยาในปี 2025 เป็นต้นไปนะครับ

Marks & Spencer แบรนด์ดังก็สนับสนุนอาหารเพื่อสุขภาพ

Marks & Spencer ได้ร่วมมือกับ Modern Baker ผู้ผลิตขนมปังชื่อดังในอังกฤษในการออกสินค้าใหม่ที่ชื่อว่า Superloaf เป็นขนมปังที่ผ่านการวิจัยและพัฒนานานถึง 6 ปี จนได้เป็นขนมปังสุดพิเศษที่มีสารอาหารสูงและดีต่อระบบทางเดินอาหาร (ซึ่งปกติขนมปังจะไม่มี)

และที่สำคัญคือยังมีแคลอรี่ต่ำกว่าขนมปังทั่วไปในปริมาณเท่ากัน และนั่นทำให้หน่วยงานภาครัฐสนับสนุนให้ผลิตอาหารชนิดอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชนคนอังกฤษในระยะยาว

สรุปเทรนด์ Food Farmacies เทรนด์กินอาหารให้เป็นยาได้ง่ายๆ ว่า ผู้คนเริ่มใส่ใจกับการกินมากขึ้นทุกวัน และพวกเขาก็หันมากินแบบตะวันออกเรามากขึ้น คือการกินอาหารให้เป็นยา เพื่อลดการกินยาแบบตะวันตกแทน

กลุ่มสินค้าประเภทพืช ผัก ผลไม้ ไปจนถึงสมุนไพรจะได้รับความสนใจมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกหรือซูเปอร์มาร์เก็ตก็หันมารณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง

มีการออกตราสัญลักษณ์เพื่อให้ง่ายต่อการมองหาอาหารที่ดีต่อสุขภาพโดย Third Party คนกลางมากขึ้นทุกที ใครทำธุรกิจอาหารอยู่ต้องรีบดูแล้วปรับตัว ใครอยู่ถูกที่แล้วต้องรีบขยาย ส่วนใครไม่ได้ทำธุรกิจอาหารต้องรีบมองหาโอกาสว่าเราจะส่งเสริมสุขภาพลูกค้าในระยะยาวได้อย่างไร เพราะในแง่ธุรกิจมันคือการเพิ่ม Customer Lifetime Value แบบกลายๆ นั่นเองครับ

8. Relation Dining เทรนด์การทานเพื่อสานสัมพันธ์

เทรนด์ Relation Dining คือการกินอาหารเพื่อเน้นเพิ่มความสัมพันธ์ทั้งระหว่างคนรู้จักกัน และคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน และไม่ใช่แค่อาหารเท่านั้นที่จะช่วยสานสัมพันธ์หรือ Relationship ได้ แต่ยังรวมถึง Experience ทั้งหมดตั้งแต่บรรยากาศการตกแต่งร้าน ที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทานผูกพันกันมากขึ้น

คือนี้โอกาสทางการตลาดที่จะสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ๆ ให้ผู้คนได้มากินอาหารร่วมกัน ได้มีช่วงเวลาดีๆ ร่วมกัน จนกลายเป็น New S Curve ของธุรกิจในท้ายที่สุด

ในขณะเดียวกันกับการสร้างแบรนด์เทรนด์นี้ก็ช่วยให้เราได้ทิศทางใหม่เรื่องของการเน้น Relationship ระหว่างผู้คนกันมากขึ้น ลองมาดูในรายละเอียดกันอีกนิดนะครับว่าเทรนด์นี้มีหน้าตาตัวอย่างอย่างไร

เพราะความเหงาคือตัวเร่ง

ในวันที่คนเมืองจำนวนมากรู้สึกเหงา อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ผู้คนมีชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้นทุกวัน ทำให้การกินอาหารเป็นแค่ความจำเป็นในการเติมพลังงานแล้วออกไปทำงานหาเงินต่อเนื่องไม่รู้จบ

การลองเปิดใจกินข้าวกับคนแปลกหน้าจึงกลายเป็นโอกาสใหม่ที่จะทำให้ผู้คนหันมาทำความรู้จักกันอีกครั้ง เป็นทั้งการลดความโดดเดี่ยวและกระชับความสัมพันธ์ไปพร้อมกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงปัจจัยที่สืบเนื่องจากการกักตัวตอนโควิดที่ทำให้มนุษย์เรารู้แล้วว่าแท้จริงแล้วเราไม่ต้องการโดดเดี่ยวอยู่คนเดียวอย่างที่เคยทำมา

Photo: https://www.bonappetit.com/story/gen-z-dinner-party-boom

ในปี 2022 มีการจัดกิจกรรมที่ชื่อว่า Dinner With Friends เป็นการชวนคนใกล้ตัวแต่ไม่เคยใกล้ชิด อาจเป็นเพื่อนบ้านใกล้กันแต่ไม่ค่อยได้คุยกันมาก่อนได้มาร่วมกินข้าวกันที่บ้าน จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจนทำให้มีผู้ร่วมลงทะเบียนขอกินด้วยกว่า 800 คน ซึ่งต้องรอคิวนานถึง 4 ปี

ลองคิดภาพดูซิว่าถ้าเป็นแบรนด์เราจัดจะได้รับความสนใจขนาดไหน หรือถ้าไม่อยากจัดเองก็ไปสปอนเซอร์สนับสนุนคนที่มีแนวคิดอยากจะทำอยู่ก็ได้ เรียกได้ว่าเป็นการวินวินทุกฝ่าย คนได้เจอกันและผู้คนก็จดจำคุณได้ในทางที่ดี

Soup Doula ส่งซุปให้พ่อแม่มือใหม่

Photo: https://ny.eater.com/2023/2/22/23604546/soup-doula-marisa-mendez-marthaller

การเป็นพ่อแม่มือใหม่นั้นไม่ง่าย ก็เลยมีบริการทำซุปอร่อยๆ จากเชฟส่งตรงให้ถึงบ้านพ่อแม่มือใหม่ละแวกบ้านภายใต้ชื่อว่า Soup Doula และซุปนี้ไม่ได้แบ่งปันให้กับแค่พ่อแม่มือใหม่เท่านั้น แต่ยังแบ่งปันให้กับทุกคนที่ต้องการได้อาหารดีๆ จากใครสักคนที่ปรุงขึ้นจากความใส่ใจ ตั้งแต่คนสูงอายุ ผู้ป่วยโควิด นักศึกษามหาวิทยาลัย หรือคนที่รู้สึกเหงาและเป็นซึมเศร้าที่ต้องการความอบอุ่นที่มากกว่าแค่ซุปจะมอบให้ได้

หลังโควิดมาผู้คนอยากออกไปกินข้าวนอกบ้านมากขึ้น

ต้องยอมรับว่าผลกระทบจากโควิด19 ยังคงส่งผลต่อเราทุกคนบนโลกมาถึงทุกวันนี้ เรื่องหนึ่งก็คือการกินข้าวคนเดียวเป็นเวลานาน เราต้องกินแค่อาหารที่ทำเองหรือบ้าน หรือแค่อาหารที่สั่งผ่าน Food Delivery เท่านั้น

ทำให้หลังหมดยุคโควิดผู้คนจำนวนมากออกไปกินข้าวนอกบ้านกันเยอะขึ้น มีร้านอาหารใหม่ๆ เปิดตัวมากมายเพื่อรองรับความต้องการของผู้คนที่ไม่อยากกินข้าวคนเดียว หรือกินแบบเหงาๆ ที่บ้านลำพังอีกต่อไป

สรุปเทรนด์ Relation Dining เทรนด์การทานเพื่อสานสัมพันธ์ มันคือการที่ผู้คนถวิลหาการเชื่อมโยงกับคนอื่น แล้วก็เปิดใจทำความรู้จักคนแปลกหน้าแต่อยู่ใกล้ตัวกันมากขึ้น หน้าที่ของแบรนด์และนักการตลาดอย่างเราต้องต่อยอดจากจุดนี้ให้ไว เราจะทำให้ผู้คนได้ Connect กันมากขึ้้นกว่านี้ได้อย่างไร เราจะช่วยสาน Relationship ความสัมพันธ์ที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่

ถ้าทำได้ลูกค้ามากมายก็พร้อมจ่ายด้วยความเต็มใจให้คุณครับ

9. Sake Boom เทรนด์คนนิยมดื่มสาเกกำลังทั่วโลก

สาเก หนึ่งในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ถือว่าเป็น Signature หรือ Soft Power ของประเทศญี่ปุ่น จากกระแสความนิยมในอาหารญี่ปุ่นที่กระจายไปทั่วโลก และคนทั่วโลกก็ล้วนชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นอย่างปฏิเสธไม่ได้ มาวันนี้ความนิยมในอาหารญี่ปุ่นไม่ได้อยู่แค่กับซูชิ ซาซิมิ หรือปลาดิบ ข้าวปั้นแต่อย่างไร แต่ยังขยายไปถึงเครื่องดื่มอย่างสาเก จนกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของ Food & Beverage Trends 2025 ที่คนทำธุรกิจอาหารจำเป็นต้องรู้

ภาพรวมเทรนด์นี้คือผู้คนทั่วโลกเริ่มนิยมจับคู่สาเกกับอาหารจานต่างๆ มากขึ้น ก็เหมือนกับการทำ Wine Pairing แต่วันนี้มันคือ Sake Pairing เรียกได้ว่าเป็นการยกระดับสาเกให้อินเตอร์ไม่แพ้ไวน์

Photo: https://aymag.com/learning-etiquette-origami-sake/

แค่ในประเทศสหรัฐอเมริกาเองก็มีผู้ผลิตสาเกโลคัลเกิดขึ้นหลายราย จากข้อมูลล่าสุดมีไม่น้อยกว่า 20 แบรนด์ และที่กำลังถูกจับตามองก็คือแบรนด์สาเกในอเมริกาที่มีชื่อว่า Origami Sake ในรัฐอาร์คันซอ ซึ่งเริ่มกิจการช่วงกลางปี 2023 โดยใช้สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ในท้องถิ่นมาปรับแต่งสาเกให้เหมาะกับคนอเมริกันมากขึ้น จนเริ่มเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง

นอกจากในประเทศสหรัฐอเมริกาเองจะมีโรงกลั่นสาเกเกิดขึ้นจากคนอเมริกันเองมากมาย ทางบริษัทญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้มองข้ามโอกาสนี้ ได้มีการเปิดโรงงานหรือเปิดสาขาในประเทศอเมริกามากขึ้นเช่นกัน

Asahi Shuzo ได้เปิดโรงกลั่นและห้องชิมสาเกใน Hudson Valley และกำลังจะเปิดตัวแบรนด์สาเกอเมริกันชื่อ Dassai Blue เพื่อเจาะตลาดนักดื่มชาวอเมริกันเป็นหลัก

และไม่ใช่แค่ชาวญี่ปุ่นมาเปิดโรงกลั่นสาเกเท่านั้น แต่พวกเขายังวางแผนระยะยาวถึงขนาดที่ไปร่วมมือกับสถาบันอาหารอย่าง Culinary Institute of America เพื่อสร้างโปรแกรมให้ความรู้เรื่องสาเกอย่างจริงจังอีกด้วย

จากสหรัฐอเมริกาข้ามไปที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษกันบ้าง ที่นั่นก็มีโรงกลั่นสาเกโลคัลที่ชื่อว่า Kanpai แล้วก็ถูกนำไปเสริฟในร้านอาหารชื่อดังอย่าง Evelyn’s Table ด้วยการจับคู่ Sake Pairing กับอาหารเมนูต่างๆ พร้อมกับการเล่า Storytelling ว่าสาเกที่นำมาเสริฟนั้นมีเรื่องราวหรือวัตถุดิบส่วนผสมที่เป็นเอกลักษณ์ขนาดไหน

หรือแม้แต่การอธิบายว่าสาเกตัวนี้จะช่วยทำให้อาหารจานนี้รสชาติโดดเด่นกว่าเดิมอย่างไร เรียกได้ว่าเคย Wine Pairing มาอย่างไร Sake Pairing ก็อย่างนั้นเลยทีเดีย

และไม่ใช่แค่ลอนดอนที่มีการทำ Sake Pairing แต่เทรนด์นี้กระจายไปยังเมืองสำคัญทั่วโลก ตั้งแต่ Singapore หรือ Los Angeles ที่มีการทำ Sake Pairing จับคู่กับอาหารจานเด็ดมากมาย ขนาดที่มหานครปารีสเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องไวน์ของโลกก็ยังมีการจัดการดื่มสาเกคู่กับชีสต่างๆ ด้วยเช่นกัน

ดูเหมือนว่าเทรนด์การดื่มสาเกนั้นจะกลายเป็นเทรนด์สำคัญที่นักการตลาดในธุรกิจอาหารจะมองข้ามและไม่รู้ไม่ได้อีกต่อไป

ยกระดับ Sake ด้วย Wine Expert

เมื่อผู้ผลิตสาเกกำลังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมไวน์และแชมเปญ ได้เชิญ Richard Geoffroy อดีตเชฟเดอคาฟ (chef de cave) ของ Dom Pérignon มาเปิดบริษัทสตาร์ทอัพสาเกในญี่ปุ่นชื่อ IWA พร้อมกับเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวแรกอย่าง IWA 5 ซึ่งใช้กระบวนการ assemblage แบบที่ใช้ในการผลิตไวน์หรือแชมเปญในการผสมพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้รสชาติที่ลุ่มลึกกว่าสาเกทั่วไป

จนทำให้ IWA 5 ได้รับความนิยมในหมู่เชฟมิชลินมากมาย มันคือการยกระดับจาก Soft Power ทั่วไปให้กลายเป็น Super Commecialization จริงๆ

สรุปเทรนด์ Sake Bloom เมื่อคนทั่วโลกหันมานิยมดื่มสาเกมากขึ้น ด้วยอานิสงส์จากอาหารญี่ปุ่นเป็นทุนเดิม ทำให้คนทั่วโลกเปิดใจรับสาเกได้ง่ายขึ้น เพิ่มเติมด้วยการเอาผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมไวน์ระดับโลกเข้ามา ทำให้เชฟดังๆ ทั่วโลกเริ่มลองหยิบสาเกไปจับคู่กับอาหารที่ตัวเองทำ

จากสุราพื้นบ้านญี่ปุ่นในวันนั้น กำลังจะกลายเป็นสุรายอดนิยมของทั้งโลกในเร็วๆ นี้

10. Tundra to Table เทรนด์อาหารจากทวีปอาร์กติกแถบหนาวจัดกำลังมา

Tundra คือสภาพอากาศแบบหนาวเย็นและแห้งแล้งมากๆ คิดถึงแถบอาร์กติกของโลกที่มีแต่น้ำแข็ง หิมะ และภูเขาก็ได้ครับ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจากทวีปที่แห้งแล้งหนาวเหน็บมากๆ จะกลายเป็นจุดกำเนิดของ Food & Beverage Trends 2025 เทรนด์อาหารโลกยุคใหม่นับจากนี้

สาเหตุหนึ่งเพราะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาในภูมิภาคอาร์กติกนี้เกิดร้านอาหารระดับ Chef Table ดังๆ ขึ้นมากมาย และหลายร้านก็ได้รับรางวัลจากมิชลิน ยิ่งกลายเป็นเครื่องการันตีความอร่อย และก็กลายเป็นตัวเร่งให้ผู้คนที่มีกำลังทรัพย์มากพออยากจะไปเที่ยวชมวิวและชิมอาหารในแถบภูมิภาค Tundra

ถ้าใช้คำว่า Tundra หรืออาร์กติกหลายคนอาจยังนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหน ถ้าบอกว่าแถวๆ นอร์เวย์ ไอซส์แลนด์ คงพอจะนึกภาพได้ง่ายกว่า นั่นแหละครับคือพื้นที่ใหม่ที่เต็มไปด้วยร้านอาหารชั้นนำที่ได้รับดาวมิชลินมากมาย

เริ่มตั้งแต่ร้านอาหารที่ชื่อว่า Moss ที่ตั้งอยู่ใน Blue Lagoon Resort ประเทศไอซ์แลนด์ที่มีการนำเสนออาหารที่สะท้อนถึงความเป็นอาร์กติกได้อย่างหรูหราสุดๆ และแน่นอนว่าทุกอย่างที่กินล้วนใช้วัตถุดิบจากท้องถิ่นในไอซ์แลนด์ทั้งนั้น

ตั้งแต่ปลาแซลมอน สมุนไพรในป่าใกล้เคียง เนื้อแกะ แล้วก็พืชผักที่หาได้ในเฉพาะพื้นที่อันหนาวเหน็บของไอซ์แลนด์เท่านั้น

นอกจากนี้ในประเทศนอร์เวย์ก็ยังมีร้านอาหารที่ได้ดาวมิชลินมากถึง 6 ร้านเป็นครั้งแรกในปี 2023 เริ่มต้นจากร้านแรกที่ได้ดาวก็คือ Moss ที่ Blue Lagoon ที่เล่าไปตอนต้น และจากนั้นก็มีร้านอาหารอื่นๆ ได้ตามมาเป็นชุดใหญ่

หนึ่งในเมูนที่เป็น Signature ของทางร้านคือเนยสุดพิเศษที่ใช้วิธีการตี skyr ซึ่งเป็นโยเกิร์ตแบบไอซ์แลนด์ ผสมกับนมจากฟาร์มในท้องถิ่น สาหร่ายทะเล dules และเกลือทะเลที่ผลิตที่บ้านเชฟของร้านนั้น จนออกมาเป็นเนยที่แสนจะมีเอกลักษณ์และทุกคนที่จองไปก็ตั้งใจจะไปกินเมนูนี้โดยเฉพาะ

ซึ่งเนยก้อนเดียวสามารถเล่าเรื่องราว Storytelling อาหารจานนั้นได้เกือบชั่วโมง ตั้งแต่วิธีการปลูก เลี้ยง จับ ล่า เก็บเกี่ยว และผู้คนรอบๆ วัตถุดิบเหล่านั้น

หรือถ้าออกจากโรงแรมก็ลองไปดูที่ร้านอาหารหรูบนเรือสำราญขนาดใหญ่บ้าง ที่นอร์เวย์มี MS Kong Harald เป็นหนึ่งในเรือสำราญขนาดใหญ่ของ Hurtigruten Group ซึ่งไม่ได้มีแค่การเสริฟอาหารอย่างดี แต่ยังพาไปดูวิวทิศทัศน์อันสวยตะลึงของภูมิภาคอาร์กติกในแบบที่หาดูจากที่อื่นบนโลกไม่ได้

และนี่ก็สะท้อนว่าการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาร์กติกที่แสนเยือกเย็นแห้งแล้วแห่งนี้กำลังร้อนแรงอย่างมาก เกิดทริปท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้เกิดขึ้นมากมาย และนั่นเลยทำให้เทรนด์ Tundra to Table อาหารจากสภาพแวดล้อมแววทุนดรากลายเป็นหนึ่งในเทรนด์การกินสำคัญของโลกนับจากนี้ไป

Maaemo คือร้านอาหารนอร์เวย์ที่ได้ดาวมิชลินมากถึงสามดวง ร้านนี้ตั้งอยู่ที่เมืองซิดนีย์ และเปิดร้านเมื่อตอนเดือนมิถุนายน 2023 เท่านั้น ด้วยราคา 400 ดอลลาร์ต่อคน จะเสริฟอาหารที่มีวัตถุดิบกวางป่าที่ถูกล่าจากในท้องถิ่น และก็หัวใจกวางเรนเดียร์รมควัน แถมที่กรุงนิวยอร์กก็ยังมีการจัดเทศากล Taste of Iceland ครั้งแรกในปี 2023

ดูเหมือนว่าเทรนด์การกินอาหารแถบนอร์เวย์หรือไอซ์แลน หรืออาร์กติกกำลังมาแรงในระดับโลกจริงๆ

สรุปเทรนด์ Tundra to Table เพราะประเทศในแถบนอร์เวย์นั้นมีทัศนีย์ภาพที่สวยงามยากจะหาที่ไหนได้ จากกระแสแรกทำให้เกิดการท่องเที่ยวในภูมิภาคนั้นเยอะขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และส่งผลให้ร้านอาหารต่างๆ เปิดเยอะขึ้นเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่มีกำลังซื้อ จนทำให้เทรนด์อาหารภูมิภาคนี้กระจายไปยังทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็น Consequence ที่น่าสนใจจริงๆ

  1. Gen Alpha Palates เมนูนี้โดยอัลฟา
  2. Dreamscape Dinning การตกแต่งร้านอาหารที่ให้ Experience ลึกล้ำ
  3. Snackification เทรนด์กินขนมแทนข้าว(อาหารจานหลัก)
  4. Culinary Cocktails เทรนด์เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นเครื่องดื่ม
  5. Expendition Dining การกินอาหารที่ยิ่งกว่า Chef Table เพราะมันคือการผจญภัยระหว่างกิน
  6. Heritage Gastronomy มรดกวัฒนธรรมทางอาหาร
  7. Food Farmacies เทรนด์กินอาหารให้เป็นยา
  8. Relation Dining เทรนด์การทานเพื่อสานสัมพันธ์
  9. Sake Boom เทรนด์คนนิยมดื่มสาเกกำลังทั่วโลก
  10. Tundra to Table เทรนด์อาหารจากทวีปอาร์กติกแถบหนาวจัดกำลังมา

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ 10 เทรนด์อาหารการกินของคนทั่วโลกที่กำลังเกิดขึ้นแล้วและจะส่งผลกระทบต่อไปในอีก 10 ปีข้างหน้า แม้เราจะไม่ได้อยู่ในธุรกิจอาหารตรงๆ แต่นักการตลาดอย่างเราก็จะเป็นต้องรู้ไว้

เพราะเราอาจเจอไอเดียใหม่ๆ ที่จะเอาไปต่อยอดหรือ Collab กับแบรนด์อื่นที่จะสร้าง New S Curve ให้กับธุรกิจได้โดยไม่รู้ตัวครับ

อ่านบทความตอนที่ 1

Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2024

10 Travel & Hospitality Trends 2024 รวมเทรนด์การท่องเที่ยวแนวใหม่

https://everydaymarketing.co/trend-insight/10-travel-and-hospitality-trends-2024-from-the-future-100-vml/

10 Brands & Marketing Trends 2024-2025 สรุปเทรนด์การตลาดทั่วโลก

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *