รวม 10 Food & Drink Trends 2025 รวมเทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงทั่วโลก ร้านอาหารแบบไหนมา ธุรกิจอาหารแบบไหนโต

10 Food & Drink Trends 2025 เทรนด์อาหาร เครื่องดื่ม ที่กำลังมาแรงทั่วโลก

จาก The Future 100 รวมเทรนด์มาแรงทั่วโลกตั้งแต่ปี 2024-2025 ที่จะส่งผลไปอีก 10 ปีข้างหน้าจากรายงานของ VML หลายตอนก่อนหน้าที่ลงในการตลาดวันละตอนไป ตอนนี้เราจะมาสำรวจ 10 Food & Drink Trends 2025 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงทั่วโลกว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่นักการตลาดในธุรกิจนี้จะได้เอาไปคิดต่อยอดว่าเราจะทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาก่อนคู่แข่งได้ทันในปีหน้าครับ

1. Gen Alpha Palates เมนูนี้โดยอัลฟา

เมื่อเด็กรุ่นใหม่ที่เราเรียกว่า Generation Alpha กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลกับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าที่ใครหลายคนคิด

เราเคยคิดว่า Gen Z คือผู้กำหนดทิศทางการตลาดและธุรกิจโลกในวันนี้ ใช่ส่วนหนึ่งครับ แต่กับอาหารนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเด็กรุ่นใหม่กำลังบอกว่าพวกเขาต้องการกินอะไร ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจของเล่น ไปจนถึงแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกล้วนปรับตัวหาพวกเขาเรียบร้อยแล้ว

ถ้าอยากรู้ว่า Gen Alpha กำลังส่งผลต่อธุรกิจอาหารทั่วโลกขนาดไหน ลองมาดูเทรนด์ที่หนึ่งของ Food & Drink Trends 2025 กันครับ

จากรายงานบางสำนักบอกให้รู้ว่า Gen Alpha นั้นรู้จักอาหารหรือโลกของการกินที่หลากหลายกว่า Gen Z เยอะมาก ส่วนหนึ่งเพราะด้วยเชื้อชาติที่มีความหลากหลายและผสมปนเปมากกว่า

พ่ออาจเป็นชาติหนึ่ง และแม่อาจเป็นอีกชาติหนึ่ง ทำให้วัฒนธรรมการกินของเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้นั้นมีความหลากหลายมากกว่าที่ส่งผ่านมาจากผู้เป็นพ่อและแม่ ยังไม่นับปู่ ย่า ตา ยาย ที่ก็มีวัฒนธรรมการกินที่ลึกลงไปอีก

สิ่งนี้สะท้อนผ่านธุรกิจของเล่น เพราะการจะผลิตของเล่นแต่ละทีก็ต้องได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัวของเด็กแต่ละยุคสมัยจริงๆ และอาหารก็มักเป็นหนึ่งในของเล่นของเด็กทุกยุคสมัย เพียงแต่อาหารที่ถูกเลือกมาผลิตเป็นของเล่นนั้นจะเป็นอะไร ก็แล้วแต่การกินในแต่ละยุคสมัยอีกที

Lalo แบรนด์ของเล่นที่ได้ทำของเล่นซูชิอาหารญี่ปุ่นขึ้นมาให้เด็กตะวันตกได้เล่นกัน จากเดิมมักเล่นทอดไข่ ไส้กรอก ขนมปัง หรืออื่นๆ กลายเป็นเด็กยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการกินอาหารญี่ปุ่นหรือซาซิมิแซลมอนตั้งแต่เด็ก ก็เลยมีของเล่นเป็นได้ทำซูชิอาหารญี่ปุ่นจริงๆ ในวันนี้

หรือห้างสรรพสินค้า Target ในสหรัฐอเมริกาก็มีการผลิตตุ๊กตาของเล่นที่เป็นหมอนนิ่มๆ ที่เป็นอาหารเม็กซิโก อินเดีย ไปจนถึงญี่ปุ่น วางขายเป็นปกติแทนพวกอาหารฟาสต์ฟู้ดเดิมๆ แล้ว

จะเห็นว่าการที่เด็กยุคใหม่ Gen Z ได้รู้จักอาหารการกินที่หลากหลายตั้งแต่เกิด ค่อยๆ ส่งผลต่อธุรกิจอาหารและธุรกิจรอบตัวพวกเขาอย่างไร เราเป็นผู้ใหญ่อาจมองไม่เห็นสิ่งนี้ ลองไปดูกันต่ออีกนิดกับการเอา AI มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อ Gen Z​ โดยเฉพาะครับ

AI Flavors รสชาติใหม่จากเอไอ

ในวันที่ AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเสมือนเสิร์จ Google มากขึ้นทุกวัน ด้วยความสามารถของ LLM และ Generative AI ทำให้เครื่องมือนี้เข้าไปทุกหย่อมหญ้าทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจอาหารหรือเครื่องดื่มก็ย่อมไม่พลาดที่จะเอา AI มาประยุกต์ใช้เช่นกัน

Photo: https://www.coca-colacompany.com/media-center/coca-cola-creations-imagines-year-3000-futuristic-flavor-ai-powered-experience

Coca-Cola หรือ Coke ที่คนไทยคุ้นเคยก็ได้ออกเครื่องดื่มรสชาติใหม่จาก AI ที่ชื่อว่า Y3000 แบบจำกัดจำนวนขาย จากการตั้งคำถามว่าในปี 3000 หรืออีกเกือบพันปีข้างหน้า ถ้าเรายังกินน้ำโซดาอยู่ รสชาติมันน่าจะออกมาประมาณไหน แล้วก็ให้ AI ช่วยคิดออกมาจนผลิตให้ได้ลองชิมรสชาติในอนาคตจริงตั้งแต่กันยายน 2023

วิดีโอเกมเองก็สะท้อนให้เห็นวิธีการกินอาหารใหม่ๆ ของ Alpha เช่นกัน อย่างเกมที่ชื่อว่า NOUR Play With Your Food ก็ให้ผู้เล่นที่มีเป้าหมายหลักเป็นเด็กๆ ได้ลองทำอาหารเมนูแปลกๆ ด้วยส่วนผสมที่หลากหลายใกล้ตัวมากมาย จากนั้น AI ก็จะประเมินว่ากินได้ขนาดไหน รสชาติน่าจะออกมาเป็นอย่างไร

คิดถึงสมัยก่อนตอนผมเป็นเด็กหรือยังวัยรุ่น เกมทำอาหารมักจะเน้นการทำอาหารให้สมจริง เช่น ปิ้งเนื้อ หรือทำซูชิ หรืออื่นๆ แต่ดูเหมือนวิวัฒนาการด้านการกินจะมีความหลากหลายกว่าเดิมมาก และส่วนหนึ่งผมก็คิดว่าด้วยสื่อโซเชียลที่เข้าถึงได้ง่ายกับเด็กยุคใหม่ จึงทำให้พวกเขารู้จักโลกกว้างผ่านหน้าจอแคบๆ ในมือนั่นเอง

อีกด้านหนึ่งมันคือการทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่กลัวที่จะเข้าครัว ไม่มองว่าการทำครัวเป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือเรื่องจำเป็นแบบคนรุ่นก่อน ด้วยการเล่มทำครัวแบบง่ายๆ ในเกมผ่านหน้าจอดูก่อน จากนั้นค่อยขอพ่อแม่เข้าไปทำครัวจริง ส่วนจะกินจริงได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องนึงนะครับ (คุณพ่อแม่อาจต้องฝืนใจกินจริงเพื่อเล่นกับลูกหน่อย)

เล่นจับคู่อาหาร Playing Pairing Foods

อีกหนึ่งเทรนด์การกินที่จะเปลี่ยนไปเพราะ Alpha คือการจับคู่อาหาร เดิมการจับคู่อาหารที่จะกินด้วยกันต้องค่อนข้างคิดมาอย่างดี ดูเป็นศาสตร์ชั้นสูง แต่โลกยุคใหม่หลังจากนี้เด็กๆ จะเปลี่ยนวิธีการกินและดื่มไปอีกมาก อย่างการจับคู่อาหารการกินไปจนถึงเครื่องดื่มที่แปลกแหวกแนวมากขึ้นดังต่อไปนี้

Pringles กับ Caviar จากกับ Pairing กินเล่นสู่การทำ Product ให้กินจริง

@dzaslavsky

Caviar snacking 101: Craize Crackers with Good Culture Cottage topped with Markys Caviar Kaluga Special Reserve. One word…bomb. #caviar #cottagecheese #daniellemademedoit

♬ original sound – DANIELLE

จากกระแสบน TikTok ที่มีคนเอาไข่ปลาคาเวียร์สุดหรูมากินคู่กับขนมสุดธรรมดาอย่างมันฝรั่งแผ่น Pringles จนมีคนแห่ทำตามแล้วกวาดยอดวิวรวมไปไม่น้อยกว่าหมื่นล้านวิว

ทำให้ทางแบรนด์แม่ผู้ผลิต Pringles เห็นโอกาสที่จะเอามาต่อยอดทำเป็นสินค้าจริงๆ วางขายขึ้นมา จนออกมาเป็นชุดเซ็ต The Princles x The Caviar Co. สุดหรูออกมาขายในทันที

ผลคือขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แถมยังกลายเป็นกระแสไวรัลได้ฟรี PR ไปทั่วโลกอีกด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่างการจับคู่กินอาหารแบบใหม่ของ Alpha ที่น่าสนใจครับ ขนมลูกอมเคี้ยวได้อย่าง Skittles ก็ได้ออกรสชาติใหม่ Mustard ที่เป็นซอสเผ็ดของคาวขึ้นมา แล้วก็โปรโมทว่าเอาไว้กินกับ ใส้กรอก Hotdog ได้เลยนะ เพราะขนมเรารสชาติแบบมัสตาร์ดแท้ๆ เลย

งานนี้ยอดขายจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะทำยอดขายจากความสนใจที่ผู้คนอยากลองกินครั้งแรกได้สบายๆ ส่วนจะซื้อซ้ำมั้ยผมว่ากลยุทธ์หลักของเขาคือการทำสินค้าใหม่เพื่อให้ได้ Free PR กลับมา เพื่อทำให้ผู้คนยังไม่ลืมแบรนด์ขนม Skittles ที่มีคู่แข่งเป็นร้อยๆ แบรนด์วางขายเบียดเสียดเต็มซูเปอร์มาร์เก็ตไปหมดครับ

แถมทิ้งท้ายเทรนด์นี้ให้อีกหนึ่งเคส เมื่อ Pepsi เองก็ยังเข้ามาเล่นด้วย ด้วยการออกรสชาติใหม่แสนประหลาด Toasty Mashmallow, Chocolate และ Graham Cracker ด้วยคอนเซปที่ว่า 3 รสใหม่นี้คุณสามารถเอาไปผสมกันเป็นรสชาติใหม่ที่คุณชอบเองได้

คงพอเห็นภาพเทรนด์แรกของอาหารการกินและเครื่องดื่มนับจากนี้ไปใช่มั้ยครับว่า มันคือยุคของการเล่น การลอง การผสม การมิกซ์ การ Personalization อาหารให้เกิดความสนุกกับการกินมากกว่าแค่กินเพื่ออร่อยแล้วจบไป

ใครอยู่ในธุรกิจอาหารหรือเครื่องดื่มลองเอาไปคิดต่อยอดดูว่า เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ตั้งแต่การเอา AI มาช่วยคิด การเปิดโอกาให้ลูกค้าคนกินได้มิกซ์แอนด์แมชด้วยตัวเอง สุดท้ายคือการมองหาเทรนด์การกินใหม่ๆ จากเมนูชาติอื่นที่อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดจนเผลอมองข้ามไป

นี่เป็นแค่เทรนด์ที่ 1 เท่านั้น ยังเหลืออีก 9 เทรนด์ พร้อมแล้วไปกันต่อเลยครับ

2. Dreamscape Dinning การตกแต่งร้านอาหารที่ให้ Experience ลึกล้ำ

การกินอาหารในร้านสวยๆ ตกแต่งดีๆ เพลงเพราะๆ แบบเดิมดูจะไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อเทรนด์การกินอาหารนั้นเปลี่ยนไปแต่ยังคงคอนเซปเดิมคือ Experience หรือการได้ประสบการณ์ในการกินที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ที่เคยไปกินมา

ลองมาดูกันดีกว่าว่าเทรนด์การตกแต่งออกแบบร้านอาหารจะเป็นอย่างไร ก้าวล้ำจินตนาการไปขนาดไหน และที่สำคัญเจ้า AI จะเข้ามาอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้ครับ

Source: https://applejackhospitality.com.au/artifical-intelligence-restaurant/

บริษัท Applejack Hospitality ในประเทศออสเตเรียได้เปิดตัวแคมเปญ Create Your Dream Restaurant ให้คนที่สนใจมาร่วมออกแบบร้านอาหารในฝันของตัวเองเข้ามาประกวด

ตั้งแต่การคิดคอนเซปและออกแบบร้าน ไปจนถึงการออกแบบเมนูอาหารและเครื่องดื่ม แล้วก็รายละเอียดข้างในทั้งหมดที่อยากให้ร้านนี้ทำ

ทั้งหมดนี้อาจฟังดูยากจนคิดว่าน้อยคนจะเข้ามาส่งผลงานร่วมประกวดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วง่ายมาก เพราะแคมเปญนี้บอกเลยว่าให้คุณเข้าไปใช้ OpenAI ChatGPT ไปจนถึง Dall-E หรือ Midjourney ในการสร้างสรรผลงานพรีเซนเทชั่นส่งมาประกวดได้โดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร

ทางบริษัทเองได้ทำคลิปตัวอย่างสอนการใช้ ChatGPT ช่วยคิดคอนเซปแนวทางไปจนถึงให้มันช่วยทำภาพออกมาให้เห็น ท้ายที่สุดได้ผู้ชนะมาซึ่งทางบริษัทก็ได้มีการสร้างร้านจริงขึ้นมาตามคอนเซปที่ AI คิดให้ออกมาให้ได้มากที่สุด

ฟังดูน่าสนใจมั้ยครับกับการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจร้านอาหาร เรียกได้ว่าเราคิดให้ AI ทำ หรือเราอาจถามให้ AI ช่วยคิดแล้วเราก็คิดต่อยอดจากสิ่งที่ AI คิดอีกทีนึง

และนี่ก็คือผลงานของผู้ชนะการประกวดนี้ คิดมาครบตั้งแต่ตีมร้าน การตกแต่งร้าน การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงเมนูต่างๆ ที่จะทำหรือเครื่องดื่มที่จะเสริฟออกมา เรียกได้ว่าการเปิดร้านอาหารใหม่จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก แล้วในส่วนที่ยากคือคุณจะทำตามที่คิดได้จริงกี่เปอร์เซนต์มากกว่า

ดูเหมือนว่าผู้บริโภคนักกินยุคใหม่จะมองหาประสบการณ์แปลกใหม่อีกระดับ แค่แต่งร้านสวยเฟอร์นิเจอร์ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีคอนเซปแนวคิดที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ด้วย

ความสดใหม่ของร้านอาหารเรา จะทำให้ผู้คนสนใจและยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเข้ามารับประสบการณ์กลับไป

ย้ำอีกครั้ง แค่ร้านสวย เพลงเพราะ อาหารอร่อย ไม่พออีกต่อไป ร้านอาหารยุคใหม่เน้นประสบการณ์ที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อนครับ

ใครมีร้านอาหารหรือบาร์ที่ตกแต่งแปลกๆ ในบ้านเราอยากแบ่งปัน ก็ช่วยแชร์กันในคอมเมนต์หน่อยนะครับ

3. Snackification เทรนด์กินขนมแทนข้าว(อาหารจานหลัก)

Snackification ต้องยอมรับว่าเป็นคำใหม่สำหรับผมมาก พอลองโยนเข้าไปถาม ChatGPT ได้คำตอบแบบยืดยาวมาก แต่ประเด็นหลักของคำนี้ที่ผมสรุปมาให้คือผู้บริโภคยุคใหม่นิยมกินขนมหรือของทานเล่นแทนข้าว หรืออาหารจานหลักในแต่ละมื้อแล้ว

ปัจจัยหลักก็มาจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบตามประสาคนเมืองส่วนใหญ่ ต้องการกินอะไรง่ายๆ อิ่มไวๆ ได้พลังงานสูงๆ เรียกว่าสามารถกินขนมของว่างแทนข้าวได้ทุกมื้อ เช้า เที่ยง เย็น ไปจนถึงมื้อดึก พอเป็นขนมก็ดูเหมือนเราจะไม่มีช่วงเวลาจำกัดการกินแบบข้าวเลยครับ

และนิยามของคำว่า “ขนม” หรือ “ของกินเล่น” วันนี้ก็ไม่ได้หมายถึงแค่ของขบเคี้ยวเน้นรสอร่อย เค็ม หรือหวาน แต่ขนมยุคใหม่นับจากนี้ไปต้องอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหาร เช่น โปรตีนบาร์ ผลไม้อบแแห้ง หรืออาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบพกพาง่าย สะดวกหยิบขึ้นมากินได้ทุกที่ทุกเวลา นี่คือนิยามใหม่ของขนมเรียบร้อยแล้ว

และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือตลาดของกินเล่นหรือขนมทั้งหลายกลับมีขนาดหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังมีเทรนด์การเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าแบรนด์ไหนหรือนักการตลาดคนใดอยากจะก้าวเข้าสู่เทรนด์ Snackification นี้ ต้องคิดเลยว่าจะทำของกินเล่นอะไรที่นอกจากอร่อย สนุก แต่ยังต้องมีประโยชน์แบบจัดเต็ม ได้สารอาหารครบถ้วน สำคัญสุดคือต้องดีต่อสุขภาพอย่างมาก

Moonshot หนึ่งในขนม Cracker ในเครือ Patagonia นอกจากจะกินอร่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว ยังดีต่อโลกใบนี้ในระยะยาวด้วย

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของเทรนด์นี้คือขนม Cracker ที่ชื่อแบรนด์ว่า Moonshot ที่เน้นจุดขายเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ​Patagonia Provisions

ถ้าถามว่า Patagonia Provision คืออะไร คุณคงพอคุ้นแบรนด์ Patagonia ที่มีจุดยืนเรื่องรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมมากๆ ใช่ไหมครับ ดังนั้น Patagonia Provision คือกลุ่มสินค้าที่ Patagonia คัดสรรมาแล้วว่ากินได้ไม่ทำลายโลก ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบที่ปลูกขึ้นในท้องถิ่น ลด Cabon Fooprint ในการขนส่งระหว่างทาง แล้วไหนจะสนับสนุนการซื้อวัตถุดิบจากแค่เกษตรกรที่ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบยั่งยืน

เรียกได้ว่าอร่อยแบบไม่รู้สึกผิดบาปอย่างไรอย่างนั้น และนั่นก็ทำให้กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องนี้พร้อมสนับสนุนจ่ายในราคาที่สูงขึ้นอย่างเต็มที่ ถ้ามันจะช่วยทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้นในระยะยาว

จากรีเสิร์จก็บอกว่าคนรุ่นใหม่ค่อนข้างชอบกินขนมหรือของทานเล่นมากเป้นพิเศษ 69% ของคนอายุ 18-29 รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ได้กินขนมนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ของวันนั้นๆ และอีกรายงานหนึ่งก็บอกว่ากว่า 71% คนทั่วโลกกินขนมอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่มีอัตราการกินขนมมากกว่าคนรุ่นก่อนถึง 10%

ไม่แปลกใจเลยใช่มั้ยครับว่าทำไมตลาดขนมถึงโตวันโตคืน

ย้อนกลับไปที่ไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบของคนยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง ทำให้พวกเขามองหาอาหารที่สามารถตอบโจทย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น แค่เปิดซอง หรือฉีกกินก็ทำให้อิ่มท้องได้เท่ากันในระยะเวลาที่ไวกว่า แต่สำคัญคือต้องดีต่อสุขภาพ จะมากินเอาอร่อยแต่มีแค่น้ำตาล แป้ง และไขมัน จะไม่สามารถทำให้คนกลุ่มนี้หันมาเป็นลูกค้าคุณได้อย่างแน่นอน

Kellanova บริษัทลูกของ Kellogg ที่เน้นแบรนด์ขนม Snackification เป็นหลัก

เพื่อให้เห็นความเอาจริงเอาจังในตลาดขนมทานเล่นระดับโลกจะเห็นว่า บริษัทอย่าง Kellogg ผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลกถึงขนาดสร้างแบรนด์ใหม่ Kellanova ที่มาเป็นหัวเรือดูแลแบรนด์ขนมของกินเล่นทั้งหลายตั้งแต่ปลายปี 2023 เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างเต็มที่ชดเชยกับธุรกิจกลุ่มอาหารหลักที่กำลังซบเซา

ตัวอย่างแบรนด์ขนมดังๆ ยอดนิยมที่อยู่ภายใต้ Kellanova ก็มี Cheez-It, Pringles, Rice Krispies Treats และ Pop-Tarts ซึ่งแบรนด์เหล่านี้ได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 70% ในทวีปอเมริกาเหนือเพียงอย่างเดียว

Snack & Sustainable อร่อยอย่างเดียวไม่พอต้องดีต่อโลกด้วย

เทรนด์ Sustainable หรือความยั่งยืนนั้นแทรกซึมเข้าไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ แม้แต่ธุรกิจขนมก็ไม่เว้น เพราะขนมที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญคือไม่ใช่แค่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ยังต้องเน้นเรื่องของการผลิตและทั้งหมดที่เกี่ยวข้องต้องดีต่อโลกและสิ่งแวดล้อมด้วยจริงๆ

เพราะจากรายงานบอกว่ากว่า 51% ใส่ใจว่าแบรนด์นี้เคยมีข่าวฉาวข่าวเสียว่าทำลายสิ่งแวดล้อมไหม และอีก 83% ก็บอกว่าเป็นไปได้อยากให้แบรนด์ขนมที่พวกเขาเลือกกินนั้นเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วย

ดูเหมือนการจะทำขนมขายวันนี้ยากขึ้นไปอีกระดับจากวันวาน แต่ข้อดีคือถ้ามันยากแล้วเราทำได้ ย่อมหมายถึงคู่แข่งน้อยรายที่จะผ่านมาได้ถึงจุดนี้

เราจะเริ่มเห็นสัญลักษณ์ใหม่ๆ ที่บอกให้รู้ว่าขนมแบรนด์ไหนบ้างที่ใส่ใจกับเรื่องความยั่งยืนจริงๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์ก็คล้ายๆ อาหารออกแกนิค หรือ Gluten Free นี่แหละครับ เพียงแต่อันนี้จะสื่อถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เรียกได้ว่าสะดวกต่อผู้บริโภคมากขึ้นที่ไม่ต้องไปหาข้อมูลเองทั้งหมด แค่มองหาตราสัญลักษณ์นี้บนถุงขนมก็เพียงพอ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทรนด์ Snackification เมื่อขนมกินเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป ตลาดนี้มีโอกาสเติบโตอีกมากมาย จากปัจจัยไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปเน้นความเร่งรีบรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ใส่ใจกับทุกอย่างที่เอาเข้าปากมากขึ้น

แค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องดีต่อสุขภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือโลกทั้งใบอีกด้วย

4. Culinary Cocktails เทรนด์เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นเครื่องดื่ม

อีกหนึ่ง Food & Drink Trends 2025 ที่น่าสนใจมันคือการจับสองสิ่งมารวมกัน มันคือการเปลี่ยนอาหารจานหลักที่คุ้นเคย ให้กลายเป็นเครื่องดื่ม Cocktail เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ตัวอย่างร้าน Double Chicken Please ที่นิวยอร์คได้มีการสร้างเมนูเครื่องดื่ม Cocktail ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ Cold Pizza และ Key Lime Pie ที่เป็นการเปลี่ยนอาหารแสนธรรมดาทุกวันให้กลายเป็นเครื่องดื่มจบในแก้วเดียว

Cold Pizza Cocktail เป็นค็อกเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติของพิซซ่าเย็น ซึ่งอาจรวมถึงส่วนผสมที่สะท้อนถึงรสชาติที่เป็นที่จดจำจากพิซซ่า เช่น มะเขือเทศ เบซิล ชีส และเครื่องเทศต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับพิซซ่าในรูปแบบของเครื่องดื่ม

Key Lime Pie Cocktail นำเสนอรสชาติของขนมพายคีย์ไลม์ที่เป็นที่นิยม โดยมักจะใช้ส่วนผสมที่มีความเป็นกรดจากมะนาวเขียว ความหวานและครีมมี่จากส่วนผสมที่จำลองรสชาติของครีมชีสหรือแครกเกอร์แบบกรัม

Key Lime Pie: Bombay Sapphire Gin, Empirical Spirits The Plum, I Suppose Plum-Marigold Spirit, Winter Melon, Sweet Cream, Egg White, Lime, Soda

ค็อกเทลเหล่านี้เป็นตัวอย่างของแนวคิด Culinary Cocktails ที่ผสมผสานรสชาติจากอาหารและขนมหวานเข้ากับค็อกเทล สร้างสรรค์ประสบการณ์การดื่มที่ไม่เหมือนใคร และสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของมิกโซโลจิสต์ในการนำเสนอรสชาติในรูปแบบใหม่ที่น่าจดจำ

ร้าน Double Chicken Please เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน 2020 และได้รับการยกย่องอย่างมาก จนได้รับอันดับหนึ่งในรายการ North America’s 50 Best Bars 2023 และอันดับสองใน World’s 50 Best Bars 2023 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับบาร์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี

Photo: https://www.thepeakmagazine.com.sg/gourmet-travel/gn-chan-double-chicken-please/

แรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากความรักในอาหารของสองผู้ก่อตั้ง CN Chan และ Faye Chen ซึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมและความอบอุ่นในค็อกเทลทุกแก้ว โดยการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่ให้ทั้งความอร่อยและสนุกแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน

การออกแบบค็อกเทลที่เชื่อมโยงกับอาหารที่คุ้นเคยเช่นนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดผู้บริโภค แต่ยังทำให้ Double Chicken Please โดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงในเมืองนิวยอร์ก

หรือที่ประเทศเม็กซิโกคุณจะเจอกับ Cocktail ที่มีชื่อว่า Banana Split ใช่ครับ มันคือการเอาเมนูขนมสุดคลาสสิกมาทำใหม่ในรูปแบบพร้อมดื่มจบในแก้วเดียว

Banana Split นี้คิดค้นขึ้นที่ร้าน Handshake Speakeasy ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคิดค้นเมนู Cocktail ใหม่ๆ อยู่เสมอ ความตั้งใจของเมนูนี้คือให้ผู้ดื่มได้สัมผัสถึงรสชาติของขนมหวานแบบดั้งเดิม แต่ในรูปแบบของเครื่องดื่มที่มีทั้งรสชาติกล้วย ช็อกโกแลต และวานิลลา ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในขนม Banana Split

โดย Handshake Speakeasy ได้ผสมผสานส่วนผสมอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่เป็นทั้งนวัตกรรมและความสุขในแก้วเดียว จะเรียกว่าสอดคล้องกับอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญอย่าง Nostalgia ก็ไม่ผิดนัก

นอกจาก Banana Split แล้ว เมนูค็อกเทลของ Handshake Speakeasy ยังรวมถึงเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมหวาน เช่น Strawberry Pancake ซึ่งนำเสนอรสชาติที่หลากหลายและน่าตื่นเต้นสำหรับผู้ที่รักความหวาน

ดูเหมือนร้านนี้จะตั้งใจเอาเมนูขนมในวัยเด็กของทุกคนมาทำในรูปแบบ Cocktail จนทำให้หลายคนตั้งใจมาเพื่อลองและยอมจ่ายมากกว่า Cocktail ปกติเป็นแน่ครับ

และนั่นก็ทำให้ Handshake Speakeasy ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับสามในรายการ World’s 50 Best Bars 2023 และเป็นบาร์ที่โดดเด่นที่สุดในละตินอเมริกาในตอนนี้

ถ้าคุณคิดว่านี่สุดแล้ว บอกเลยว่ายังไม่สุด เพราะยังมีเมนู Culinary Cocktails อีกอันนึงที่เด็ดมากเอามาปิดท้ายเทรนด์นี้

Tom Kha Cocktail ต้มข่าที่คุณดื่มได้

ใช่ครับเมนูต้มข่า หรือแกงข่าของไทยที่คุ้นเคยถูกนำไปสร้างสรรค์ตีความใหม่ในรูปแบบ Cocktail​ โดยเชฟฝรั่งต่างชาติพร้อมชงให้คุณกิน เอ้ย!! ดื่มได้ที่ Bar Mischief ในเมือง Austin รัฐ Texas

พวกเขาบอกว่าได้สร้างสรรค์ค็อกเทล Tom Kha ซึ่งเป็นการผสมผสานรสชาติที่คุ้นเคยของซุปต้มข่ากับวอดก้าที่แช่เห็ด เพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อม และเมนูค็อกเทลนี้ยังมีการเพิ่มฟองน้ำมะพร้าวและตะไคร้ที่ให้รสหวานเล็กน้อยบนผิวหน้าของเครื่องดื่ม

เพื่อเพิ่มความสดชื่นและสัมผัสที่นุ่มนวล ทำให้ค็อกเทล Tom Kha ของ Bar Mischief กลายเป็นประสบการณ์การดื่มที่ผสมผสานรสชาติหวาน เค็ม และเผ็ดอย่างลงตัว (จริงหรอ ?)

นี่ภาพ Gen นะไม่ใช่ภาพจริง

สรุป Culinary Cocktails เมื่อของกินถูกทำเป็นเครื่องดื่ม นี่คืออาหารที่คุณดื่มได้แถมยังได้สนุกไปกับประสบการณ์แปลกใหม่ ที่อาจทำให้คุณทั้งเซอร์ไพรส์และมีความสุขไปพร้อมกัน

ใครทำร้านอาหารอยู่ลองคิดต่อยอดดูนะครับว่าเราจะสร้างสรรค์เมนู Cocktail ใหม่ๆ จากอาหารจานคุ้นเคยใกล้ตัวลูกค้าทุกคนได้อย่างไร เชื่อว่าคงจะทำให้ร้านคุณถูกพูดถึงอีกครั้ง

5. Expendition Dining การกินอาหารที่ยิ่งกว่า Chef Table เพราะมันคือการผจญภัยระหว่างกิน

อีกหนึ่งเทรนด์การกินที่น่าสนใจที่ชื่อว่า Expendition Dining มันคือการผสมผสานระหว่างการผจญภัย การเดินทาง การได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ควบคู่กับการกินสุดยอดอาหารจากฝีมือยอดเชฟระดับโลกในสถานที่ที่ไม่ธรรมดา ที่มาด้วยราคาหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท

จากรีเสิร์จที่ชื่อว่า Dose a Beautiful Environment Make Food Better บอกให้รู้ว่ามนุษย์จะรู้สึกว่าอาหารนั้นอร่อยขึ้น น่ากินยิ่งกว่าเดิมถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและมีการกระตุ้นอารมณ์ในแง่บวกควบคู่กัน

นั่นเลยเป็นที่มาของเทรนด์นี้ Expendition Dining การกินไปผจญภัยไป เริ่มจากบริษัท Zephalto ที่ให้บริการทริปบอลลูนสุดหรูค่อยๆ ลอยขึ้นไปดูเส้นขอบฟ้าความโค้งของโลกตัดกับอวกาศสีดำแสนลึกลับ ด้วยระยะเวลา 6 ชั่วโมงที่หนีไปไหนไม่ได้ ระหว่าง 6 ชั่วโมงนั้นลูกค้าแค่จำกัดรอบการขึ้นบอลลูนแค่ครั้งละ 6 คน จะได้ลิ้มรสอาหารแสนพิเศษที่ล้อไปกับภาพและบรรยากาศที่เห็นตรงหน้า

เดิม Chef Table เป็นแค่การใช้ Storytelling เพื่อช่วยขับรสชาติอาหารให้น่าสนใจยิ่งขึ้น แต่พอเป็น Expendition Dining นั้นยกระดับด้วยการเอาประสบการณ์แปลกใหม่จริงๆ ให้คุณให้สัมผัสก่อนจะกินอาหารแต่ละคำลงไป

หรือถ้าใครที่รู้สึกกลัวการเดินทางออกไปยังอวกาศนอกโลก ก้สามารถเลือกประสบการณ์การกินแบบเดินทางข้ามทะเลแทน กับร้านอาหารที่ชื่อว่า Iris Restaurant ที่ประเทศนอร์เวย์ เป็นร้านที่จะพาคุณเดินทางชมทะเลไปเรื่อยๆ หรือจะเรียกว่ากินข้าวบนเรือที่หน้าตาไม่เหมือนเรือสักเท่าไหร่มากกว่า

โดยตัวร้านก็ถูกออกแบบให้สวยงามประดุจงานศิลปะล้ำสมัย และด้วยที่นั่งจำกัดรับได้แค่รอบละ 24 คนเท่านั้น ระหว่างกินไปคุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์จากในน้ำที่แปลกใหม่ คุณจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากมาย การันตีว่าไม่เหมือนกับการกินอาหารที่ร้านไหนหรือแม้แต่ Chef Table ใดเคยทำมาก่อน

หรือคุณอาจจะลองประสบการณ์การกินที่แปลกใหม่กว่านั้น กินบนน้ำมันธรรมดาไป ก็ลองดำลงไปเก็บไวน์ขึ้นมากินด้วยตัวเองดูสักครั้งมั้ยล่ะ

ที่ทะเลบอลติค Veuve Clicquot ได้เสนอประสบการณ์ให้คนที่สนใจใส่ชุดดำน้ำเพื่อดำน้ำลึกลงไปถึง 43 เมตรเพื่อไปค้นหาขวดแชมเปญที่ถูกทิ้งไว้ใต้ทะเลขึ้นมากิน แต่ละรอบจะมีไม่เกิน 14 คนเท่านั้น แถมยังต้องจ่ายเงินหลายแสนบาทเพื่อลำบากดำน้ำลงไปเก็บแชมเปญขึ้นมากินเองครับ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Food & Drink Trends 2025 ที่ 5 Expendition Dining การกินอาหารรูปแบบใหม่ที่จะทำให้ Chef Table เดิมดูธรรมดาไปเลย ในบทความตอนหน้าจะพาไปดูอีก 5 Trends ที่เหลือเรื่องอาหารการกิน บอกได้เลยว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้แปลกใจไม่แพ้ 5 เทรนด์ใน EP นี้แน่นอนครับ

อ่านบทความ 5 Food & Drink Trends EP2 : Coming soon

Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2024

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *