จาก The Future 100 รวมเทรนด์มาแรงทั่วโลกตั้งแต่ปี 2024-2025 ที่จะส่งผลไปอีก 10 ปีข้างหน้าจากรายงานของ VML หลายตอนก่อนหน้าที่ลงในการตลาดวันละตอนไป ตอนนี้เราจะมาสำรวจ 10 Food & Drink Trends 2025 เทรนด์อาหารและเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงทั่วโลกว่ามีอะไรบ้าง เพื่อที่นักการตลาดในธุรกิจนี้จะได้เอาไปคิดต่อยอดว่าเราจะทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาก่อนคู่แข่งได้ทันในปีหน้าครับ
1. Gen Alpha Palates เมนูนี้โดยอัลฟา
เมื่อเด็กรุ่นใหม่ที่เราเรียกว่า Generation Alpha กลายเป็นผู้ทรงอิทธิพลกับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มมากกว่าที่ใครหลายคนคิด
เราเคยคิดว่า Gen Z คือผู้กำหนดทิศทางการตลาดและธุรกิจโลกในวันนี้ ใช่ส่วนหนึ่งครับ แต่กับอาหารนั้นเป็นคนละเรื่องกัน เพราะเด็กรุ่นใหม่กำลังบอกว่าพวกเขาต้องการกินอะไร ซึ่งส่งผลต่อธุรกิจของเล่น ไปจนถึงแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกล้วนปรับตัวหาพวกเขาเรียบร้อยแล้ว
ถ้าอยากรู้ว่า Gen Alpha กำลังส่งผลต่อธุรกิจอาหารทั่วโลกขนาดไหน ลองมาดูเทรนด์ที่หนึ่งของ Food & Drink Trends 2025 กันครับ
จากรายงานบางสำนักบอกให้รู้ว่า Gen Alpha นั้นรู้จักอาหารหรือโลกของการกินที่หลากหลายกว่า Gen Z เยอะมาก ส่วนหนึ่งเพราะด้วยเชื้อชาติที่มีความหลากหลายและผสมปนเปมากกว่า
พ่ออาจเป็นชาติหนึ่ง และแม่อาจเป็นอีกชาติหนึ่ง ทำให้วัฒนธรรมการกินของเด็กรุ่นใหม่ยุคนี้นั้นมีความหลากหลายมากกว่าที่ส่งผ่านมาจากผู้เป็นพ่อและแม่ ยังไม่นับปู่ ย่า ตา ยาย ที่ก็มีวัฒนธรรมการกินที่ลึกลงไปอีก
สิ่งนี้สะท้อนผ่านธุรกิจของเล่น เพราะการจะผลิตของเล่นแต่ละทีก็ต้องได้แรงบันดาลใจมาจากสิ่งรอบตัวของเด็กแต่ละยุคสมัยจริงๆ และอาหารก็มักเป็นหนึ่งในของเล่นของเด็กทุกยุคสมัย เพียงแต่อาหารที่ถูกเลือกมาผลิตเป็นของเล่นนั้นจะเป็นอะไร ก็แล้วแต่การกินในแต่ละยุคสมัยอีกที
Lalo แบรนด์ของเล่นที่ได้ทำของเล่นซูชิอาหารญี่ปุ่นขึ้นมาให้เด็กตะวันตกได้เล่นกัน จากเดิมมักเล่นทอดไข่ ไส้กรอก ขนมปัง หรืออื่นๆ กลายเป็นเด็กยุคใหม่ที่คุ้นเคยกับการกินอาหารญี่ปุ่นหรือซาซิมิแซลมอนตั้งแต่เด็ก ก็เลยมีของเล่นเป็นได้ทำซูชิอาหารญี่ปุ่นจริงๆ ในวันนี้
หรือห้างสรรพสินค้า Target ในสหรัฐอเมริกาก็มีการผลิตตุ๊กตาของเล่นที่เป็นหมอนนิ่มๆ ที่เป็นอาหารเม็กซิโก อินเดีย ไปจนถึงญี่ปุ่น วางขายเป็นปกติแทนพวกอาหารฟาสต์ฟู้ดเดิมๆ แล้ว
จะเห็นว่าการที่เด็กยุคใหม่ Gen Z ได้รู้จักอาหารการกินที่หลากหลายตั้งแต่เกิด ค่อยๆ ส่งผลต่อธุรกิจอาหารและธุรกิจรอบตัวพวกเขาอย่างไร เราเป็นผู้ใหญ่อาจมองไม่เห็นสิ่งนี้ ลองไปดูกันต่ออีกนิดกับการเอา AI มาประยุกต์ใช้ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มเพื่อ Gen Z โดยเฉพาะครับ
AI Flavors รสชาติใหม่จากเอไอ
ในวันที่ AI กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเสมือนเสิร์จ Google มากขึ้นทุกวัน ด้วยความสามารถของ LLM และ Generative AI ทำให้เครื่องมือนี้เข้าไปทุกหย่อมหญ้าทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และธุรกิจอาหารหรือเครื่องดื่มก็ย่อมไม่พลาดที่จะเอา AI มาประยุกต์ใช้เช่นกัน
Photo: https://www.coca-colacompany.com/media-center/coca-cola-creations-imagines-year-3000-futuristic-flavor-ai-powered-experience
Coca-Cola หรือ Coke ที่คนไทยคุ้นเคยก็ได้ออกเครื่องดื่มรสชาติใหม่จาก AI ที่ชื่อว่า Y3000 แบบจำกัดจำนวนขาย จากการตั้งคำถามว่าในปี 3000 หรืออีกเกือบพันปีข้างหน้า ถ้าเรายังกินน้ำโซดาอยู่ รสชาติมันน่าจะออกมาประมาณไหน แล้วก็ให้ AI ช่วยคิดออกมาจนผลิตให้ได้ลองชิมรสชาติในอนาคตจริงตั้งแต่กันยายน 2023
VIDEO
วิดีโอเกมเองก็สะท้อนให้เห็นวิธีการกินอาหารใหม่ๆ ของ Alpha เช่นกัน อย่างเกมที่ชื่อว่า NOUR Play With Your Food ก็ให้ผู้เล่นที่มีเป้าหมายหลักเป็นเด็กๆ ได้ลองทำอาหารเมนูแปลกๆ ด้วยส่วนผสมที่หลากหลายใกล้ตัวมากมาย จากนั้น AI ก็จะประเมินว่ากินได้ขนาดไหน รสชาติน่าจะออกมาเป็นอย่างไร
คิดถึงสมัยก่อนตอนผมเป็นเด็กหรือยังวัยรุ่น เกมทำอาหารมักจะเน้นการทำอาหารให้สมจริง เช่น ปิ้งเนื้อ หรือทำซูชิ หรืออื่นๆ แต่ดูเหมือนวิวัฒนาการด้านการกินจะมีความหลากหลายกว่าเดิมมาก และส่วนหนึ่งผมก็คิดว่าด้วยสื่อโซเชียลที่เข้าถึงได้ง่ายกับเด็กยุคใหม่ จึงทำให้พวกเขารู้จักโลกกว้างผ่านหน้าจอแคบๆ ในมือนั่นเอง
อีกด้านหนึ่งมันคือการทำให้เด็กรุ่นใหม่ไม่กลัวที่จะเข้าครัว ไม่มองว่าการทำครัวเป็นเรื่องน่าเบื่อ หรือเรื่องจำเป็นแบบคนรุ่นก่อน ด้วยการเล่มทำครัวแบบง่ายๆ ในเกมผ่านหน้าจอดูก่อน จากนั้นค่อยขอพ่อแม่เข้าไปทำครัวจริง ส่วนจะกินจริงได้หรือไม่เป็นอีกเรื่องนึงนะครับ (คุณพ่อแม่อาจต้องฝืนใจกินจริงเพื่อเล่นกับลูกหน่อย)
เล่นจับคู่อาหาร Playing Pairing Foods
อีกหนึ่งเทรนด์การกินที่จะเปลี่ยนไปเพราะ Alpha คือการจับคู่อาหาร เดิมการจับคู่อาหารที่จะกินด้วยกันต้องค่อนข้างคิดมาอย่างดี ดูเป็นศาสตร์ชั้นสูง แต่โลกยุคใหม่หลังจากนี้เด็กๆ จะเปลี่ยนวิธีการกินและดื่มไปอีกมาก อย่างการจับคู่อาหารการกินไปจนถึงเครื่องดื่มที่แปลกแหวกแนวมากขึ้นดังต่อไปนี้
Pringles กับ Caviar จากกับ Pairing กินเล่นสู่การทำ Product ให้กินจริง
จากกระแสบน TikTok ที่มีคนเอาไข่ปลาคาเวียร์สุดหรูมากินคู่กับขนมสุดธรรมดาอย่างมันฝรั่งแผ่น Pringles จนมีคนแห่ทำตามแล้วกวาดยอดวิวรวมไปไม่น้อยกว่าหมื่นล้านวิว
ทำให้ทางแบรนด์แม่ผู้ผลิต Pringles เห็นโอกาสที่จะเอามาต่อยอดทำเป็นสินค้าจริงๆ วางขายขึ้นมา จนออกมาเป็นชุดเซ็ต The Princles x The Caviar Co. สุดหรูออกมาขายในทันที
ผลคือขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แถมยังกลายเป็นกระแสไวรัลได้ฟรี PR ไปทั่วโลกอีกด้วย
อีกหนึ่งตัวอย่างการจับคู่กินอาหารแบบใหม่ของ Alpha ที่น่าสนใจครับ ขนมลูกอมเคี้ยวได้อย่าง Skittles ก็ได้ออกรสชาติใหม่ Mustard ที่เป็นซอสเผ็ดของคาวขึ้นมา แล้วก็โปรโมทว่าเอาไว้กินกับ ใส้กรอก Hotdog ได้เลยนะ เพราะขนมเรารสชาติแบบมัสตาร์ดแท้ๆ เลย
งานนี้ยอดขายจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ส่วนตัวคิดว่าน่าจะทำยอดขายจากความสนใจที่ผู้คนอยากลองกินครั้งแรกได้สบายๆ ส่วนจะซื้อซ้ำมั้ยผมว่ากลยุทธ์หลักของเขาคือการทำสินค้าใหม่เพื่อให้ได้ Free PR กลับมา เพื่อทำให้ผู้คนยังไม่ลืมแบรนด์ขนม Skittles ที่มีคู่แข่งเป็นร้อยๆ แบรนด์วางขายเบียดเสียดเต็มซูเปอร์มาร์เก็ตไปหมดครับ
แถมทิ้งท้ายเทรนด์นี้ให้อีกหนึ่งเคส เมื่อ Pepsi เองก็ยังเข้ามาเล่นด้วย ด้วยการออกรสชาติใหม่แสนประหลาด Toasty Mashmallow, Chocolate และ Graham Cracker ด้วยคอนเซปที่ว่า 3 รสใหม่นี้คุณสามารถเอาไปผสมกันเป็นรสชาติใหม่ที่คุณชอบเองได้
คงพอเห็นภาพเทรนด์แรกของอาหารการกินและเครื่องดื่มนับจากนี้ไปใช่มั้ยครับว่า มันคือยุคของการเล่น การลอง การผสม การมิกซ์ การ Personalization อาหารให้เกิดความสนุกกับการกินมากกว่าแค่กินเพื่ออร่อยแล้วจบไป
ใครอยู่ในธุรกิจอาหารหรือเครื่องดื่มลองเอาไปคิดต่อยอดดูว่า เราจะทำอย่างไรได้บ้าง ตั้งแต่การเอา AI มาช่วยคิด การเปิดโอกาให้ลูกค้าคนกินได้มิกซ์แอนด์แมชด้วยตัวเอง สุดท้ายคือการมองหาเทรนด์การกินใหม่ๆ จากเมนูชาติอื่นที่อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิดจนเผลอมองข้ามไป
นี่เป็นแค่เทรนด์ที่ 1 เท่านั้น ยังเหลืออีก 9 เทรนด์ พร้อมแล้วไปกันต่อเลยครับ
2. Dreamscape Dinning การตกแต่งร้านอาหารที่ให้ Experience ลึกล้ำ
การกินอาหารในร้านสวยๆ ตกแต่งดีๆ เพลงเพราะๆ แบบเดิมดูจะไม่เพียงพออีกต่อไป เมื่อเทรนด์การกินอาหารนั้นเปลี่ยนไปแต่ยังคงคอนเซปเดิมคือ Experience หรือการได้ประสบการณ์ในการกินที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ที่เคยไปกินมา
ลองมาดูกันดีกว่าว่าเทรนด์การตกแต่งออกแบบร้านอาหารจะเป็นอย่างไร ก้าวล้ำจินตนาการไปขนาดไหน และที่สำคัญเจ้า AI จะเข้ามาอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้ครับ
Source: https://applejackhospitality.com.au/artifical-intelligence-restaurant/
บริษัท Applejack Hospitality ในประเทศออสเตเรียได้เปิดตัวแคมเปญ Create Your Dream Restaurant ให้คนที่สนใจมาร่วมออกแบบร้านอาหารในฝันของตัวเองเข้ามาประกวด
ตั้งแต่การคิดคอนเซปและออกแบบร้าน ไปจนถึงการออกแบบเมนูอาหารและเครื่องดื่ม แล้วก็รายละเอียดข้างในทั้งหมดที่อยากให้ร้านนี้ทำ
ทั้งหมดนี้อาจฟังดูยากจนคิดว่าน้อยคนจะเข้ามาส่งผลงานร่วมประกวดได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วง่ายมาก เพราะแคมเปญนี้บอกเลยว่าให้คุณเข้าไปใช้ OpenAI ChatGPT ไปจนถึง Dall-E หรือ Midjourney ในการสร้างสรรผลงานพรีเซนเทชั่นส่งมาประกวดได้โดยไม่ผิดกติกาแต่อย่างไร
ทางบริษัทเองได้ทำคลิปตัวอย่างสอนการใช้ ChatGPT ช่วยคิดคอนเซปแนวทางไปจนถึงให้มันช่วยทำภาพออกมาให้เห็น ท้ายที่สุดได้ผู้ชนะมาซึ่งทางบริษัทก็ได้มีการสร้างร้านจริงขึ้นมาตามคอนเซปที่ AI คิดให้ออกมาให้ได้มากที่สุด
ฟังดูน่าสนใจมั้ยครับกับการประยุกต์ใช้ AI ในธุรกิจร้านอาหาร เรียกได้ว่าเราคิดให้ AI ทำ หรือเราอาจถามให้ AI ช่วยคิดแล้วเราก็คิดต่อยอดจากสิ่งที่ AI คิดอีกทีนึง
และนี่ก็คือผลงานของผู้ชนะการประกวดนี้ คิดมาครบตั้งแต่ตีมร้าน การตกแต่งร้าน การออกแบบประสบการณ์ ไปจนถึงเมนูต่างๆ ที่จะทำหรือเครื่องดื่มที่จะเสริฟออกมา เรียกได้ว่าการเปิดร้านอาหารใหม่จะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นมาก แล้วในส่วนที่ยากคือคุณจะทำตามที่คิดได้จริงกี่เปอร์เซนต์มากกว่า
ดูเหมือนว่าผู้บริโภคนักกินยุคใหม่จะมองหาประสบการณ์แปลกใหม่อีกระดับ แค่แต่งร้านสวยเฟอร์นิเจอร์ดีอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องมีคอนเซปแนวคิดที่แตกต่างจากร้านอื่นๆ ด้วย
ความสดใหม่ของร้านอาหารเรา จะทำให้ผู้คนสนใจและยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อเข้ามารับประสบการณ์กลับไป
ย้ำอีกครั้ง แค่ร้านสวย เพลงเพราะ อาหารอร่อย ไม่พออีกต่อไป ร้านอาหารยุคใหม่เน้นประสบการณ์ที่พวกเขาไม่เคยได้สัมผัสที่ไหนมาก่อนครับ
ใครมีร้านอาหารหรือบาร์ที่ตกแต่งแปลกๆ ในบ้านเราอยากแบ่งปัน ก็ช่วยแชร์กันในคอมเมนต์หน่อยนะครับ
3. Snackification เทรนด์กินขนมแทนข้าว(อาหารจานหลัก)
Snackification ต้องยอมรับว่าเป็นคำใหม่สำหรับผมมาก พอลองโยนเข้าไปถาม ChatGPT ได้คำตอบแบบยืดยาวมาก แต่ประเด็นหลักของคำนี้ที่ผมสรุปมาให้คือผู้บริโภคยุคใหม่นิยมกินขนมหรือของทานเล่นแทนข้าว หรืออาหารจานหลักในแต่ละมื้อแล้ว
ปัจจัยหลักก็มาจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบตามประสาคนเมืองส่วนใหญ่ ต้องการกินอะไรง่ายๆ อิ่มไวๆ ได้พลังงานสูงๆ เรียกว่าสามารถกินขนมของว่างแทนข้าวได้ทุกมื้อ เช้า เที่ยง เย็น ไปจนถึงมื้อดึก พอเป็นขนมก็ดูเหมือนเราจะไม่มีช่วงเวลาจำกัดการกินแบบข้าวเลยครับ
และนิยามของคำว่า “ขนม” หรือ “ของกินเล่น” วันนี้ก็ไม่ได้หมายถึงแค่ของขบเคี้ยวเน้นรสอร่อย เค็ม หรือหวาน แต่ขนมยุคใหม่นับจากนี้ไปต้องอุดมไปด้วยคุณค่าสารอาหาร เช่น โปรตีนบาร์ ผลไม้อบแแห้ง หรืออาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบพกพาง่าย สะดวกหยิบขึ้นมากินได้ทุกที่ทุกเวลา นี่คือนิยามใหม่ของขนมเรียบร้อยแล้ว
และที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือตลาดของกินเล่นหรือขนมทั้งหลายกลับมีขนาดหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แถมยังมีเทรนด์การเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าแบรนด์ไหนหรือนักการตลาดคนใดอยากจะก้าวเข้าสู่เทรนด์ Snackification นี้ ต้องคิดเลยว่าจะทำของกินเล่นอะไรที่นอกจากอร่อย สนุก แต่ยังต้องมีประโยชน์แบบจัดเต็ม ได้สารอาหารครบถ้วน สำคัญสุดคือต้องดีต่อสุขภาพอย่างมาก
Moonshot หนึ่งในขนม Cracker ในเครือ Patagonia นอกจากจะกินอร่อยและดีต่อสุขภาพแล้ว ยังดีต่อโลกใบนี้ในระยะยาวด้วย
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจของเทรนด์นี้คือขนม Cracker ที่ชื่อแบรนด์ว่า Moonshot ที่เน้นจุดขายเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ Patagonia Provisions
ถ้าถามว่า Patagonia Provision คืออะไร คุณคงพอคุ้นแบรนด์ Patagonia ที่มีจุดยืนเรื่องรักษ์โลกและสิ่งแวดล้อมมากๆ ใช่ไหมครับ ดังนั้น Patagonia Provision คือกลุ่มสินค้าที่ Patagonia คัดสรรมาแล้วว่ากินได้ไม่ทำลายโลก ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการใช้วัตถุดิบที่ปลูกขึ้นในท้องถิ่น ลด Cabon Fooprint ในการขนส่งระหว่างทาง แล้วไหนจะสนับสนุนการซื้อวัตถุดิบจากแค่เกษตรกรที่ให้ความสำคัญกับการทำเกษตรแบบยั่งยืน
เรียกได้ว่าอร่อยแบบไม่รู้สึกผิดบาปอย่างไรอย่างนั้น และนั่นก็ทำให้กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องนี้พร้อมสนับสนุนจ่ายในราคาที่สูงขึ้นอย่างเต็มที่ ถ้ามันจะช่วยทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้นในระยะยาว
จากรีเสิร์จก็บอกว่าคนรุ่นใหม่ค่อนข้างชอบกินขนมหรือของทานเล่นมากเป้นพิเศษ 69% ของคนอายุ 18-29 รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ได้กินขนมนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆ ของวันนั้นๆ และอีกรายงานหนึ่งก็บอกว่ากว่า 71% คนทั่วโลกกินขนมอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่มีอัตราการกินขนมมากกว่าคนรุ่นก่อนถึง 10%
ไม่แปลกใจเลยใช่มั้ยครับว่าทำไมตลาดขนมถึงโตวันโตคืน
ย้อนกลับไปที่ไลฟ์สไตล์อันเร่งรีบของคนยุคใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง ทำให้พวกเขามองหาอาหารที่สามารถตอบโจทย์ได้ในระยะเวลาอันสั้น แค่เปิดซอง หรือฉีกกินก็ทำให้อิ่มท้องได้เท่ากันในระยะเวลาที่ไวกว่า แต่สำคัญคือต้องดีต่อสุขภาพ จะมากินเอาอร่อยแต่มีแค่น้ำตาล แป้ง และไขมัน จะไม่สามารถทำให้คนกลุ่มนี้หันมาเป็นลูกค้าคุณได้อย่างแน่นอน
Kellanova บริษัทลูกของ Kellogg ที่เน้นแบรนด์ขนม Snackification เป็นหลัก
เพื่อให้เห็นความเอาจริงเอาจังในตลาดขนมทานเล่นระดับโลกจะเห็นว่า บริษัทอย่าง Kellogg ผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลกถึงขนาดสร้างแบรนด์ใหม่ Kellanova ที่มาเป็นหัวเรือดูแลแบรนด์ขนมของกินเล่นทั้งหลายตั้งแต่ปลายปี 2023 เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตอย่างเต็มที่ชดเชยกับธุรกิจกลุ่มอาหารหลักที่กำลังซบเซา
ตัวอย่างแบรนด์ขนมดังๆ ยอดนิยมที่อยู่ภายใต้ Kellanova ก็มี Cheez-It, Pringles, Rice Krispies Treats และ Pop-Tarts ซึ่งแบรนด์เหล่านี้ได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 70% ในทวีปอเมริกาเหนือเพียงอย่างเดียว
Snack & Sustainable อร่อยอย่างเดียวไม่พอต้องดีต่อโลกด้วย
เทรนด์ Sustainable หรือความยั่งยืนนั้นแทรกซึมเข้าไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ แม้แต่ธุรกิจขนมก็ไม่เว้น เพราะขนมที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญคือไม่ใช่แค่อร่อยและดีต่อสุขภาพ ยังต้องเน้นเรื่องของการผลิตและทั้งหมดที่เกี่ยวข้องต้องดีต่อโลกและสิ่งแวดล้อมด้วยจริงๆ
เพราะจากรายงานบอกว่ากว่า 51% ใส่ใจว่าแบรนด์นี้เคยมีข่าวฉาวข่าวเสียว่าทำลายสิ่งแวดล้อมไหม และอีก 83% ก็บอกว่าเป็นไปได้อยากให้แบรนด์ขนมที่พวกเขาเลือกกินนั้นเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาโลกร้อนด้วย
ดูเหมือนการจะทำขนมขายวันนี้ยากขึ้นไปอีกระดับจากวันวาน แต่ข้อดีคือถ้ามันยากแล้วเราทำได้ ย่อมหมายถึงคู่แข่งน้อยรายที่จะผ่านมาได้ถึงจุดนี้
เราจะเริ่มเห็นสัญลักษณ์ใหม่ๆ ที่บอกให้รู้ว่าขนมแบรนด์ไหนบ้างที่ใส่ใจกับเรื่องความยั่งยืนจริงๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อารมณ์ก็คล้ายๆ อาหารออกแกนิค หรือ Gluten Free นี่แหละครับ เพียงแต่อันนี้จะสื่อถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็เรียกได้ว่าสะดวกต่อผู้บริโภคมากขึ้นที่ไม่ต้องไปหาข้อมูลเองทั้งหมด แค่มองหาตราสัญลักษณ์นี้บนถุงขนมก็เพียงพอ
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทรนด์ Snackification เมื่อขนมกินเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป ตลาดนี้มีโอกาสเติบโตอีกมากมาย จากปัจจัยไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ที่เปลี่ยนไปเน้นความเร่งรีบรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ใส่ใจกับทุกอย่างที่เอาเข้าปากมากขึ้น
แค่อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องดีต่อสุขภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อมหรือโลกทั้งใบอีกด้วย
4. Culinary Cocktails เทรนด์เปลี่ยนอาหารให้กลายเป็นเครื่องดื่ม
อีกหนึ่ง Food & Drink Trends 2025 ที่น่าสนใจมันคือการจับสองสิ่งมารวมกัน มันคือการเปลี่ยนอาหารจานหลักที่คุ้นเคย ให้กลายเป็นเครื่องดื่ม Cocktail เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ ตัวอย่างร้าน Double Chicken Please ที่นิวยอร์คได้มีการสร้างเมนูเครื่องดื่ม Cocktail ใหม่ที่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือ Cold Pizza และ Key Lime Pie ที่เป็นการเปลี่ยนอาหารแสนธรรมดาทุกวันให้กลายเป็นเครื่องดื่มจบในแก้วเดียว
• Cold Pizza Cocktail เป็นค็อกเทลที่ได้รับแรงบันดาลใจจากรสชาติของพิซซ่าเย็น ซึ่งอาจรวมถึงส่วนผสมที่สะท้อนถึงรสชาติที่เป็นที่จดจำจากพิซซ่า เช่น มะเขือเทศ เบซิล ชีส และเครื่องเทศต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกเหมือนได้สัมผัสกับพิซซ่าในรูปแบบของเครื่องดื่ม
• Key Lime Pie Cocktail นำเสนอรสชาติของขนมพายคีย์ไลม์ที่เป็นที่นิยม โดยมักจะใช้ส่วนผสมที่มีความเป็นกรดจากมะนาวเขียว ความหวานและครีมมี่จากส่วนผสมที่จำลองรสชาติของครีมชีสหรือแครกเกอร์แบบกรัม
Key Lime Pie: Bombay Sapphire Gin, Empirical Spirits The Plum, I Suppose Plum-Marigold Spirit, Winter Melon, Sweet Cream, Egg White, Lime, Soda
ค็อกเทลเหล่านี้เป็นตัวอย่างของแนวคิด Culinary Cocktails ที่ผสมผสานรสชาติจากอาหารและขนมหวานเข้ากับค็อกเทล สร้างสรรค์ประสบการณ์การดื่มที่ไม่เหมือนใคร และสะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ของมิกโซโลจิสต์ในการนำเสนอรสชาติในรูปแบบใหม่ที่น่าจดจำ
ร้าน Double Chicken Please เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน 2020 และได้รับการยกย่องอย่างมาก จนได้รับอันดับหนึ่งในรายการ North America’s 50 Best Bars 2023 และอันดับสองใน World’s 50 Best Bars 2023 ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จมากสำหรับบาร์ที่เพิ่งเปิดได้ไม่กี่ปี
Photo: https://www.thepeakmagazine.com.sg/gourmet-travel/gn-chan-double-chicken-please/
แรงบันดาลใจที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากความรักในอาหารของสองผู้ก่อตั้ง CN Chan และ Faye Chen ซึ่งได้นำเสนอนวัตกรรมและความอบอุ่นในค็อกเทลทุกแก้ว โดยการสร้างสรรค์เครื่องดื่มที่ให้ทั้งความอร่อยและสนุกแปลกใหม่ในเวลาเดียวกัน
การออกแบบค็อกเทลที่เชื่อมโยงกับอาหารที่คุ้นเคยเช่นนี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดผู้บริโภค แต่ยังทำให้ Double Chicken Please โดดเด่นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงในเมืองนิวยอร์ก
หรือที่ประเทศเม็กซิโกคุณจะเจอกับ Cocktail ที่มีชื่อว่า Banana Split ใช่ครับ มันคือการเอาเมนูขนมสุดคลาสสิกมาทำใหม่ในรูปแบบพร้อมดื่มจบในแก้วเดียว
Banana Split นี้คิดค้นขึ้นที่ร้าน Handshake Speakeasy ที่ขึ้นชื่อเรื่องการคิดค้นเมนู Cocktail ใหม่ๆ อยู่เสมอ ความตั้งใจของเมนูนี้คือให้ผู้ดื่มได้สัมผัสถึงรสชาติของขนมหวานแบบดั้งเดิม แต่ในรูปแบบของเครื่องดื่มที่มีทั้งรสชาติกล้วย ช็อกโกแลต และวานิลลา ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในขนม Banana Split
โดย Handshake Speakeasy ได้ผสมผสานส่วนผสมอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างประสบการณ์การดื่มที่เป็นทั้งนวัตกรรมและความสุขในแก้วเดียว จะเรียกว่าสอดคล้องกับอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญอย่าง Nostalgia ก็ไม่ผิดนัก
นอกจาก Banana Split แล้ว เมนูค็อกเทลของ Handshake Speakeasy ยังรวมถึงเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากขนมหวาน เช่น Strawberry Pancake ซึ่งนำเสนอรสชาติที่หลากหลายและน่าตื่นเต้นสำหรับผู้ที่รักความหวาน
ดูเหมือนร้านนี้จะตั้งใจเอาเมนูขนมในวัยเด็กของทุกคนมาทำในรูปแบบ Cocktail จนทำให้หลายคนตั้งใจมาเพื่อลองและยอมจ่ายมากกว่า Cocktail ปกติเป็นแน่ครับ
และนั่นก็ทำให้ Handshake Speakeasy ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับสามในรายการ World’s 50 Best Bars 2023 และเป็นบาร์ที่โดดเด่นที่สุดในละตินอเมริกาในตอนนี้
ถ้าคุณคิดว่านี่สุดแล้ว บอกเลยว่ายังไม่สุด เพราะยังมีเมนู Culinary Cocktails อีกอันนึงที่เด็ดมากเอามาปิดท้ายเทรนด์นี้
Tom Kha Cocktail ต้มข่าที่คุณดื่มได้
ใช่ครับเมนูต้มข่า หรือแกงข่าของไทยที่คุ้นเคยถูกนำไปสร้างสรรค์ตีความใหม่ในรูปแบบ Cocktail โดยเชฟฝรั่งต่างชาติพร้อมชงให้คุณกิน เอ้ย!! ดื่มได้ที่ Bar Mischief ในเมือง Austin รัฐ Texas
VIDEO
พวกเขาบอกว่าได้สร้างสรรค์ค็อกเทล Tom Kha ซึ่งเป็นการผสมผสานรสชาติที่คุ้นเคยของซุปต้มข่ากับวอดก้าที่แช่เห็ด เพื่อให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อม และเมนูค็อกเทลนี้ยังมีการเพิ่มฟองน้ำมะพร้าวและตะไคร้ที่ให้รสหวานเล็กน้อยบนผิวหน้าของเครื่องดื่ม
เพื่อเพิ่มความสดชื่นและสัมผัสที่นุ่มนวล ทำให้ค็อกเทล Tom Kha ของ Bar Mischief กลายเป็นประสบการณ์การดื่มที่ผสมผสานรสชาติหวาน เค็ม และเผ็ดอย่างลงตัว (จริงหรอ ?)
นี่ภาพ Gen นะไม่ใช่ภาพจริง
สรุป Culinary Cocktails เมื่อของกินถูกทำเป็นเครื่องดื่ม นี่คืออาหารที่คุณดื่มได้แถมยังได้สนุกไปกับประสบการณ์แปลกใหม่ ที่อาจทำให้คุณทั้งเซอร์ไพรส์และมีความสุขไปพร้อมกัน
ใครทำร้านอาหารอยู่ลองคิดต่อยอดดูนะครับว่าเราจะสร้างสรรค์เมนู Cocktail ใหม่ๆ จากอาหารจานคุ้นเคยใกล้ตัวลูกค้าทุกคนได้อย่างไร เชื่อว่าคงจะทำให้ร้านคุณถูกพูดถึงอีกครั้ง
5. Expendition Dining การกินอาหารที่ยิ่งกว่า Chef Table เพราะมันคือการผจญภัยระหว่างกิน
อีกหนึ่งเทรนด์การกินที่น่าสนใจที่ชื่อว่า Expendition Dining มันคือการผสมผสานระหว่างการผจญภัย การเดินทาง การได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ควบคู่กับการกินสุดยอดอาหารจากฝีมือยอดเชฟระดับโลกในสถานที่ที่ไม่ธรรมดา ที่มาด้วยราคาหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท
จากรีเสิร์จที่ชื่อว่า Dose a Beautiful Environment Make Food Better บอกให้รู้ว่ามนุษย์จะรู้สึกว่าอาหารนั้นอร่อยขึ้น น่ากินยิ่งกว่าเดิมถ้าเราได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและมีการกระตุ้นอารมณ์ในแง่บวกควบคู่กัน
นั่นเลยเป็นที่มาของเทรนด์นี้ Expendition Dining การกินไปผจญภัยไป เริ่มจากบริษัท Zephalto ที่ให้บริการทริปบอลลูนสุดหรูค่อยๆ ลอยขึ้นไปดูเส้นขอบฟ้าความโค้งของโลกตัดกับอวกาศสีดำแสนลึกลับ ด้วยระยะเวลา 6 ชั่วโมงที่หนีไปไหนไม่ได้ ระหว่าง 6 ชั่วโมงนั้นลูกค้าแค่จำกัดรอบการขึ้นบอลลูนแค่ครั้งละ 6 คน จะได้ลิ้มรสอาหารแสนพิเศษที่ล้อไปกับภาพและบรรยากาศที่เห็นตรงหน้า
เดิม Chef Table เป็นแค่การใช้ Storytelling เพื่อช่วยขับรสชาติอาหารให้น่าสนใจยิ่งขึ้น แต่พอเป็น Expendition Dining นั้นยกระดับด้วยการเอาประสบการณ์แปลกใหม่จริงๆ ให้คุณให้สัมผัสก่อนจะกินอาหารแต่ละคำลงไป
หรือถ้าใครที่รู้สึกกลัวการเดินทางออกไปยังอวกาศนอกโลก ก้สามารถเลือกประสบการณ์การกินแบบเดินทางข้ามทะเลแทน กับร้านอาหารที่ชื่อว่า Iris Restaurant ที่ประเทศนอร์เวย์ เป็นร้านที่จะพาคุณเดินทางชมทะเลไปเรื่อยๆ หรือจะเรียกว่ากินข้าวบนเรือที่หน้าตาไม่เหมือนเรือสักเท่าไหร่มากกว่า
โดยตัวร้านก็ถูกออกแบบให้สวยงามประดุจงานศิลปะล้ำสมัย และด้วยที่นั่งจำกัดรับได้แค่รอบละ 24 คนเท่านั้น ระหว่างกินไปคุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์จากในน้ำที่แปลกใหม่ คุณจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากมาย การันตีว่าไม่เหมือนกับการกินอาหารที่ร้านไหนหรือแม้แต่ Chef Table ใดเคยทำมาก่อน
หรือคุณอาจจะลองประสบการณ์การกินที่แปลกใหม่กว่านั้น กินบนน้ำมันธรรมดาไป ก็ลองดำลงไปเก็บไวน์ขึ้นมากินด้วยตัวเองดูสักครั้งมั้ยล่ะ
ที่ทะเลบอลติค Veuve Clicquot ได้เสนอประสบการณ์ให้คนที่สนใจใส่ชุดดำน้ำเพื่อดำน้ำลึกลงไปถึง 43 เมตรเพื่อไปค้นหาขวดแชมเปญที่ถูกทิ้งไว้ใต้ทะเลขึ้นมากิน แต่ละรอบจะมีไม่เกิน 14 คนเท่านั้น แถมยังต้องจ่ายเงินหลายแสนบาทเพื่อลำบากดำน้ำลงไปเก็บแชมเปญขึ้นมากินเองครับ
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ Food & Drink Trends 2025 ที่ 5 Expendition Dining การกินอาหารรูปแบบใหม่ที่จะทำให้ Chef Table เดิมดูธรรมดาไปเลย ในบทความตอนหน้าจะพาไปดูอีก 5 Trends ที่เหลือเรื่องอาหารการกิน บอกได้เลยว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้แปลกใจไม่แพ้ 5 เทรนด์ใน EP นี้แน่นอนครับ
อ่านบทความ 5 Food & Drink Trends EP2 : Coming soon
Source: https://www.vml.com/insight/the-future-100-2024