สรุป 10 Digital Marketing Trends 2026 ของประเทศไทย รวบรวมจากรายงานการตลาดทั่วโลกที่ปรับเข้าสู่บริบทธุรกิจไทย โดยการตลาดวันละตอน

10 Digital Marketing Trends 2026 สรุปเทรนด์การตลาดไทย 2569

เทรนด์การตลาดไทยในปีหน้า หรือปี 2569 จะเป็นอย่างไร ผมเองจึงไปรวบรวมและเรียบเรียงมาให้จากประสบการณ์ออกมาได้ 10 ข้อทีรู้สึกว่าทิศทางการตลาดไทยในปี 2026 จะมีหน้าตาแบบนี้ ลองมาดู 10 Digital Marketing Trends 2026 กับไปทีละข้อ แล้วระหว่างอ่านก็อย่าลืมตั้งคำถามด้วยนะครับว่า “เทรนด์นี้เหมาะกับธุรกิจเราหรือไม่ ?” ถ้าเหมาะแล้วเราจะปรับกลยุทธ์การตลาดอย่างไรถึงจะโหนกระแสเทรนด์นี้ไปเพื่อให้ยอดขายโตครับ

1. From Generative AI สู่ Agentic AI Marketing จากเอไอนักสร้าง สู่เอไอผู้ช่วยงานที่แท้จริง

ในสองสามปีที่ผ่านมา ตั้งแต่โลกได้รู้จักกับ Generative AI อย่าง ChatGPT ครั้งแรกตอนปลายปี 2022 ก็ทำเอาทุกวงการสั่นสะเทือนอย่างมาก ในปี 2023-2025 จึงเป็นปีของการประยุกต์ใช้ Generative AI ตระกูล LLM อย่างหนักหน่วง และในขณะเดียวกันก็มีการถือกำเนิดของ Agentic AI แบบใช้งานง่ายในระดับที่คนทั่วไปก็ใช้ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

จากเดิมนักการตลาดอย่างเราเคยตื่นเต้นอย่างมากกับการให้ Generative AI วาดภาพนั้น สร้างรูปนี้ คิดไอเดีย ทำสคริปต์ เขียนแคปชั่นก๊อปปี้คมๆ แบบนักโฆษณาเก่งๆ มาสู่การตื่นเต้นยิ่งกว่าเมื่อได้เห็นว่า Agentic AI สามารถคิด วางแผน และลงมือทำตามคำสั่งเราให้สำเร็จได้

เช่น การใช้ค้นหาตั๋วเครื่องบินราคาถูกที่สุด ที่ผมเองก็ลองมาแล้วพบว่าว้าวมาก หรือในแง่การตลาดก็อย่างการวางระบบ Automation จริงๆ ด้วย N8N หรือ Make.com ใช้ Agentic AI สร้างคอนเทนต์ขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติที่เราไม่ต้องเข้ามาสั่งผ่านการพิมพ์ Prompt เองทุกวันแบบ Generative AI เดิม

อย่างที่ SCB และ AIS เองก็มีการเอา Agentic AI เข้ามาช่วยงานระดับ Operation อย่างการอนุมัติสินเชื่อด่วน หรือ ถ้าลูกค้าโทรมาเรื่องเน็ตมีปัญหา มันก็จะไปสำรวจข้อมูลทั้งหลายดูก่อนว่าจากเบอร์ของลูกค้าคนนั้นอยู่ในพื้นที่ที่กำลังมีการซ่อมแซมอยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ก็จะบอกข้อมูลไปโดยไม่ต้องพึ่งคนว่าให้รอแปบเดี๋ยวเน็ตก็ใช้ได้ จะเห็นว่า Agentic AI ใน Call Center จะสามารถคุยได้รู้เรื่องเสมือนคุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่บอทบื้อๆ ที่ต้องกด 1 กด 2 แบบเดิม

ในแง่ธุรกิจ Agentic AI จะเข้ามาช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มคน หลายธุรกิจลดการจ้างแอดมินในการตอบแชท หรือรับสายลูกค้าลงไปเยอะมาก เพราะหันมาจ้าง AI Trainer ซึ่งก็คือพนักงานเดิมให้มาช่วยสอนเอไอให้ฉลาดขึ้น มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น เรียกได้ว่าจากพนักงานหน้างานกลายเป็นคนควบคุมและสั่งการเอไอ

โดย KPI ของพนักงานเหล่านี้จะไม่ใช่ Conversion Rate ของตัวเองแต่จะเป็น TCR ย่อมาจาก Task Completion Rate ดูว่า AI ที่เรารับผิดชอบนั้นปิดงาน ปิดดีลได้เรียบร้อยดีกี่เปอร์เซนต์

2. From Gen Z to Silver Economy เศรษฐกิจสูงวัยใจเก๋า

เดิมทีนักการตลาดทุกยุค ทุกสมัย ก็จะเอาแต่โฟกัสกลุ่มคนรุ่นใหม่เพราะเชื่อมั่นว่าคนกลุ่มนี้แหละมีขนาดใหญ่มาก และก็พร้อมจะจับจ่ายใช้สอยเพื่อสนองความต้องการของตัวเองมากกว่าคนเจนอื่น

แต่ในความเป็นจริงแล้วโลกเรากำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ และในประเทศไทยเราเองก็เข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มตัวไปเรียบร้อยแล้ว บอกกับภาวะประชากรถดถอยในประเทศก็เห็นได้ชัด จากข้อมูลของ We Are Social ปี 2026 ก็บอกให้รู้ว่าจำนวนประชากรในประเทศเรามีตัวเลขที่ลดลงเรียบร้อยแล้ว

นั่นหมายความว่าคนเกิดใหม่ไม่ทันคนที่แก่ตายไป ดังนั้นผู้บริโภคกลุ่มใหญ่จะไม่ใช่คนรุ่นใหม่อย่าง Gen Z หรือ Alpha แบบที่เคยเชื่อกันอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นกลุ่ม Silver Generation หรือกลุ่มคนที่สูงวัยมากขึ้นเรื่อยๆ จากสีผมที่กลายเป็นสีเทาเพราะผมหงอกจนขาวอย่างเห็นได้ชัดนั่นเอง (ถ้าไม่ย้อมสีผมปิดแบบผมนะ)

เมื่อผู้บริโภคกลุ่มใหญ่กลายเป็นกลุ่ม 50+ ที่มีเงินในกระเป๋าพร้อมใช้กว่าคนรุ่นใหม่ คนกลุ่มนี้อยากใช้ชีวิตแบบ Active Aging ไม่ใช่แค่ Aging Society แบบเดิมแต่อย่างไร

นักการตลาดในปี 2026 ต้องเลิกมองว่า คนแก่ต้องชอบของเชยๆ จืดๆ ชืดๆ พวกเขาต้องการสีสันและความสนุกสนานในชีวิต เพียงแค่เงื่อนไขด้านร่างกายอาจไม่กระฉับกระเฉงเท่าวัยรุ่นคนหนุ่มสาวเท่านั้นเอง

พวกเขาไม่ได้ช้า เพียงแต่พวกเขาอาจไม่ได้เร็วเพราะข้อจำกัดด้านร่างกายที่เริ่มเสื่อมถอย หรือสายตา หรือระบบเผาผลาญ แต่พวกเขาก็พร้อมจ่ายให้กับความสนุกสนานควบคู่ไปกับสุขภาพ ถ้านักการตลาดคนไหนมองเห็นจุดที่จะหยิบสินค้าหรือบริการตัวเองขึ้นมาขาย Silver Generation ได้ บอกเลยว่าเงินจะไหลมาเทมาแน่นอนครับ

ในบ้านเราก็จะเริ่มเห็นสินค้าที่ออกแบบแบบ Universal Design เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนไปมากขึ้นในหลายๆ ด้าน ทั้งตัวอสังหาริมทรัพย์เองที่เริ่มต้นห้องนอนชั้นล่างใหญ่และโอ่อ่ามากขึ้น หรือติดลิฟต์เข้าไปในบ้านเพื่อให้แก่ตัวไปก็สามารถขึ้นลงชั้นสองและสามได้สบาย

ธุรกิจโรงพยาบาลเองก็มีการออกโปรแกรมที่เน้นเวชศาสตร์ชะลอวัย เรียกได้ว่าตลาดกลุ่มสูงวัยใจเก๋านั้นยังคงมีโอกาสมากมายให้นักการตลาดที่หัวไวเข้าใจ Silver Insight ก่อนใครเพื่อน

หรือคนกลุ่มนี้ยังมีอีกชื่อเรียกนึงว่า Disposable Income คือกลุ่มคนที่มีเงินเหลือใช้อย่างเห็นได้ชัด ต่อไปนี้ถ้าจะออกแบบสิ่งใดๆ ก็ต้องคิดเผื่อถึงสภาพร่างกายของพวกเขาให้มากขึ้นนะครับ เช่น ปุ่มต้องใหญ่ขึ้น ตัวหนังสือต้องใหญ่ขึ้น เส้นสายสีสันต้องมีการตัดกันให้คมเพื่อให้มองเห็นได้ชัด สิ่งนี้จะสะท้อนไปถึงเรื่อง UX/UI Design เพื่อรองรับ Silver Generation ในอนาคต

ย้ำอีกรอบห้ามให้ทำให้พวกเขารู้สึกแก่ แต่ต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าแบรนด์คุณนี่รู้ใจพวกเขามากกว่าแบรนด์อื่นนะครับ

3. From Google Search to Video-First Search หาข้อมูลเป็นคลิปเพื่อฟังและดู

ลืมการทำ SEO แบบเดิมๆ ที่บทความจะติดหน้าแรกของ Google หรือไม่ เพราะวันนี้คนไทยจำนวนมากหันไปหาข้อมูลใน TikTok กันเยอะขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หรือพวกเขาไปค้นหาใน Discovery บนช่องทาง Instagram เพื่อดูว่ามีคลิป Reel อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง

จะไปเที่ยวญี่ปุ่นไม่ค้นหาข้อมูลใน Google แบบเดิมแล้ว แต่จะมาค้นหาผ่านคลิปสั้นต่างๆ ว่าคนเที่ยวญี่ปุ่นตอนนี้เค้าลงคลิปแบบไหน เป็นต้น

ดังนั้นการจะทำคลิปให้คนหยุดดูได้ก็ต้องเน้นการตอบคำถามในใจตั้งแต่เนิ่นๆ ใช้หลักการเดาคำตอบที่คนหาผ่านตัวหนังสือใหญ่ๆ เสียงพูดหรือเสียงพากษ์ชัดๆ เพื่อทำให้ AI ในแพลตฟอร์มนั้นอยากดึงคลิปเราไปให้คนที่หาได้เห็นมากขึ้น

นี่คือ Customer Journey ที่เปลี่ยนช่องทางไปจากเดิมอย่างมาก จากเดิมเห็นข้อมูลผ่านตาจะด้วยภาพหรือข้อความที่ต้องอ่าน มากลายเป็นเพิ่มการได้ยินผ่านเสียงเข้าไปด้วย จึงจะอยู่ในขั้นตอน Awareness ของผู้คน

และที่สำคัญ Video Content ถ้าทำดีๆ ก็จะกลายเป็น Digital Asset ของแบรนด์อีก เพราะบางช่องทางคลิปที่ยอดวิวเยอะๆ ก็สามารถทำเงินได้ ดังนั้นเห็นความสำคัญของการทำคลิปเพื่อตอบเทรนด์ใหม่อย่าง Video-First Search ในปี 2026 แล้วใช่ไหมครับ

4. Trust & KOCs ความจริงใจคือการตลาดชั้นดี

ในวันที่เราเต็มไปด้วย Fake News, False Information ที่ถูกสร้างขึ้นมาง่ายๆ ด้วย AI ชนิดที่เอา AI ที่ว่าแน่เรื่องการ Detective ภาพจาก AI ก็ยังแยกไม่ออกอีกต่อไป ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรู้สึกยากจะเชื่อใจในสิ่งที่ตาเห็น นำพาไปสู่การตั้งคำถามว่า “เรื่องจริงหรือ AI” มากขึ้นทุกวัน

เราจะเห็นคลิปที่ใช้ Deepfake สร้างคนดังขึ้นมาเป็น Video ที่ดูสมจริงต่างๆ มากมาย อย่างคลิป Sam Altman กำลังทำท่าขโมยการ์ดจอคอมพิวเตอร์ในห้างที่โด่งดังมาก นั่นก็ถูกสร้างขึ้นมาจาก AI จนทำให้ผู้คนทั้งตื่นตัวและตื่นกลัวไปพร้อมกัน

บรรดา Influencer คนดังเองก็ได้รับความเชื่อถือจากผู้บริโภคน้อยลง เพราะคนก็เริ่มจับโป๊ะได้ว่าตกลงนี่ทำคลิปเพื่อปั่นยอดไลก์ หรือเป็นคลิปถูกจ้างให้รีวิวแต่ไม่ยอมบอกตรงๆ กันแน่นะ คนจึงเริ่มหันมาเชื่อถือ “คนธรรมดาที่ดูจริงใจ” หรือที่เรียกว่า KOC (Key Opinion Consumer) มากขึ้น เพราะคนเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนของพวกเขา ผู้ติดตามไม่เยอะมากแบบอินฟลูเบอร์ใหญ่ แต่ดูมีความจริงใจในการเล่า การรีวิว เล่าหมดเปลือกแบบไม่ได้มีแต่ด้านดี เพราะก็กล้าพูดถึงด้านเสียที่อินฟลูเบอร์ใหญ่ไม่กล้าเล่าเพราะกลัวเสียลูกค้า

ตัวอย่างในบ้านเราก็จะเห็นผ่านบิวตี้แบรนด์ สกินแคร์มากมายเริ่มหันมาจ้างให้รีวิวด้วยหน้าสดมากขึ้น ไม่ต้องปั้นแต่งหน้าอะไรให้ดูสวยเวอร์วังอลังการแบบเดิม ยิ่งการจ้างดาราหน้าตาดีมาถือกระปุกครีมยิ่งจะไม่ค่อยมีให้เห็นอีกต่อไป

งบการตลาดจะถูกกระจายไปยัง Micro Influencer มากในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่จะไม่ได้จ้างแบบหว่านๆ เหมือนเดิม เพราะจะมีการตั้งใจเลือกคนที่ตรงกับคาแรคเตอร์ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อสารในเวลานั้นมากขึ้นแทน

ในขณะเดียวกันแบรนด์ก็ต้องเตรียมตัวเรื่อง Crisis Management ให้ดีเผื่อเวลาข่าวฉาวดราม่าจากความตั้งใจและไม่ตั้งใจ ควบคู่ไปกับการรับมือ Fake News ข่าวปลอมความเข้าใจผิดมากมาย เช่น เพจปลอม ช่องปลอม ที่ถูกมิจฉาชีพตั้งใจทำเพื่อหลอกลูกค้าให้โอนเงิน เป็นต้น

5. Shoppertainment สนุกปุ๊บ ซื้อปั๊บ

“คนไม่ชอบดูโฆษณา” หนึ่งในคำพูดสุดคลาสสสิคของนักการตลาดทุกยุคทุกสมัย แต่ความจริงแล้วไม่เลยครับ เพียงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาโฆษณาชอบทำตัวเหมือนผู้พูดที่ไม่ค่อยสนใจผู้ฟัง พวกเขาชอบคิดว่าก็ฉันจ่ายเงินแล้ว ฉันควรได้พูดในสิ่งที่อยากพูดจนลืมคิดไปว่า แล้วอีกฝ่ายของหน้าจออยากฟังเรื่องที่คุณอยากพูดหรือเปล่า ?

พอโซเชียลมีเดียเข้ามาก็ส่งผลต่อโฆษณาให้ปรับรูปแบบไปมีความสนุกสนานขึ้น ในยุคแรกๆ ของ Content Marketing เน้นประโยชน์ของผู้อ่าน มาถึงยุคของ Viral Marketing เน้นความสนุก แปลกใหม่ให้คนสนใจอยากหยุดดู และล่าสุดเราก็เข้าสู่ยุค Shoppertainment คือไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาช้อปอะไร แต่ไถๆ ฟีดไปเจออะไรสนุกๆ น่าซื้อก็เผลอช้อปกดใส่ตะกร้าจ่ายเงินมาส่งหน้าบ้านไม่รู้ตัวมานับต่อนับ

อย่างปรากฏการณ์ Live ปักตะกร้าขายของใน TikTok บ้านเราก็เห็นเป็นกระแสอยู่เรื่อยๆ ไม่สร่างซา พอดารามีข่าวดราม่าอะไรสักอย่างก็รีบประกาศรับ Live ปักตะกร้าขายของทำเงินกันมากมาย ทำให้วันนี้ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้ช้อปเพราะอยากได้สินค้า แต่ช้อปเพราะอยากดูแม่ค้า Live

ยิ่งสนุกยิ่งอยากช้อป ยิ่งมีกระดิ่งให้ตีให้กด มี Effect ต่างๆ มากมายยิ่งเผลอใจ อารมณ์เหมือนเดินงานวัดแล้วเจอแม่ค้าบิ๊วให้เข้ามาดู เข้ามาซื้อ เปรียบเทียบแบบนี้คงเห็นภาพง่ายขึ้น

เทรนด์​นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าระบบหลังบ้านไม่ออกแบบให้ Seamless Experience ว่าแค่ดูคลิปก็สามารถกดซื้อที่หน้าจอเดียวกัน ไม่ต้องเด้งไปไหนมากมายแล้วก็สามารถตัดเงินให้ของมาส่งที่บ้านได้ทันที มารู้อีกทีก็ตอนสิ้นเดือนที่บิลค่าบัตรเครดิตมา หรือตอนที่พบว่าเงินในบัญชีแทบไม่เหลือสักบาท เหลือแค่ค่ามาม่าสองสามซอง

ดูเหมือนวันนี้การจะขายสินค้าได้ร้านค้าต้องสนุก หรือถ้ามองอีกมุมนึงคือถ้าคุณเป็นคนสนุก เป็นอินฟลูอารมณ์ดี ก็สามารถหยิบอะไรมาขายก็ได้ บรรดา Marketplace อย่าง Shopee Lazada ก็พยายามผันตัวไปเป็น Social Media มากขึ้น ผลักดันให้ร้านต่างๆ ออกมา Live ขายของอยู่ตลอดเวลา

เรียกว่าเทรนด์นี้ทุบ Customer Journey ที่เคยเรียนมาเพราะทุกอย่างจบในจุดเดียวคือ เห็นปุ๊บ สนุกปั๊บ เผลอกดสั่งตัดเงินเลย

ดังนั้นอีกหนึ่งอาชีพที่จะมาแรงของนักการตลาดปี 2026 ก็คือนักไลฟ์ หรือ Streameer ที่ขายเก่ง ทำคอนเทนต์สนุก เอนเตอร์เทนได้ดี เรียกว่าจะมาแทนที่ Sales Manager ค่าตัวแพงแบบเดิมในยุค Live Commerce นับจากนี้ครับ

6. Zero-Party Data-Driven Marketing ดาต้าที่ดีคือดาต้าที่ลูกค้าตั้งใจให้เอง

จากเดิมนักการตลาดอาศัยแต่ Third-Party Data เป็นหลัก ซึ่งก็คือระบบ Ads ต่างๆ ไม่ว่าจะของ Facebook, Google หรือ TikTok เองก็ตาม มันคือการใช้ดาต้าคนอื่นที่เราก็ไม่รู้จักเจ้าของ เราได้แต่เชื่อว่าดาต้านั้นจะแม่นยำมากพอที่จะทำให้เราเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้จริงๆ

จากนั้นเมื่อกฏหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเริ่มประกาศใช้ตามที่ต่างๆ ในโลก ไม่ว่าจะ GDPR ของยุโรป หรือ PDPA ของไทย ทำให้การใช้ Third-Party Data เริ่มชะงักไปบ้าง บวกกับ Privacy War ของบริษัทเทคต่างๆ ที่ทำให้การแชร์หรือการเก็บดาต้าผู้ใช้เป็นไปได้ยากมากขึ้น

Facebook เองถึงขึ้นทำโฆษณาประท้วง Apple ตอนปล่อย iOS 14.5 ที่บอกว่าจะไม่ให้เก็บข้อมูลผู้ใช้งานข้ามแอปได้โดยง่ายอีกต่อไป และนั่นก็เลยทำให้แบรนด์ต่างๆ หันมาสะสม First-Party Data หรือข้อมูลของลูกค้าตัวเองโดยตรงมากขึ้นผ่านเทคโนโลยีต่างๆ

เช่น เก็บผ่าน GA4 ที่ติดอยู่ในเว็บและแอป หรือมีการสร้างฐานข้อมูลตัวเองเพื่อเอาไปต่อยอดเป็น Second-Party Data ของคนอื่นอีกที แต่ทั้งหมดนี้กำลังจะเปลี่ยนโฉมไปอีกครั้งจากการเข้ามาของ Zero-Party Data ในปี 2026

Zero-Party Data คือข้อมูลที่ลูกค้าเต็มใจให้เราเองไม่ได้ผ่านการเก็บแบบอัตโนมัติแบบ First-Party Data เช่นการตอบแบบสอบถาม Survey เพื่อแลกกับอะไรบางอย่าง เช่น แต้ม คะแนน หรือของรางวัลแรงจูงใจ ทำให้นักการตลาดอย่างเราได้รู้ว่าลูกค้าคิดอย่างไร ต้องการอะไร เพื่อนำไปสู่การตลาดแบบรู้ใจ Personalized Marketing ที่แม่นยำกว่าเดิม

อย่างที่ผมเคยพูดในงาน CTC2024 ว่า “หน้าที่ของนักการตลาดยุคใหม่ไม่ใช่แค่ใช้ดาต้าเป็น แต่ต้องฉลาดในการขอดาต้าลูกค้าด้วย นี่คือยุคของ Creativity-Driven Data เพื่อจะได้มี Data-Driven Marketing”

7. Value-Based Pragmatism ความคุ้มค่าเชิงกลยุทธ์

ท่ามกลางเศรษฐกิจฝืดเคืองทั่วโลก ทำให้ผู้บริโภคนับจากนี้ไปจะใช้เงินน้อยลงไม่ใช่เพราะพวกเขาขี้เหนียวหรือว่างก แต่พวกเขาจะมีความ “ช่างเลือก” ให้กับการใช้จ่ายทุกครั้งมากกว่าเดิม

การคิดก่อนซื้อจะเพิ่มขึ้นยกเว้นในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยราคาไม่แพง พวกของต่ำกว่าร้อยยังคงไปได้ง่าย แต่กับสินค้าที่มีราคามากกว่านั้นจะต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกว่า Value for Money

Value for Money ที่ไม่ได้หมายความว่าต้องราคาถูก แต่หมายถึงทนทานกว่า ใช้ได้นานกว่า ประสิทธิภาพดีกว่า มีฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายมากกว่า

จ่าย 1 ต้องได้มากกว่า 1 นั่นหมายความว่าถ้าแพงกว่าแต่รู้สึกคุ้มค่ากว่าผู้บริโภคก็ยินดีจะจ่ายให้กับแบรนด์คุณ

เราเห็นเทรนด์นี้ชัดผ่านการซื้อช่วงวัน Double Day อย่าง 11.11 หรือ 12.12 วันที่คนยอมกดซื้อของราคาแพงเพราะช่วงนั้นจะมีโค้ดส่วนลดมากมาย เราจะเห็นพฤติกรรมการวางแผนซื้อแบบจริงจัง หรือถ้าคิดข้ามช็อตไปก็อาจวางแผนธุรกิจใหม่ให้เป็น Subscription Model ให้ลูกค้าสมัครสมาชิกจ่ายรายเดือนโดยเราส่งสินค้าหรือบริการให้แบบไม่ขาดตกบกพร่อง

แต่ในขณะเดียวกันก็หมายความว่าเราต้องหมั่นสร้าง Value ใหม่ๆ ให้ลูกค้าเพิ่มเติมด้วย

อีกหนึ่งเคล็ดลับของเทรนด์การตลาดนี้ก็คือการทำให้สินค้าคุณยังคงขายต่อได้ราคาดี Resale Value ก็จะยิ่งทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกแบรนด์คุณได้ง่ายขึ้นครับ

8. Niche Communication สื่อสารให้ชัดเจาะกลุ่มให้ลึก

ย้ำเป็นรอบที่ล้านว่าหมดยุคการตลาดแบบหว่านแห Mass Marketing Communication การตลาดที่ดีต้องรู้ใจ เข้าใจ และใส่ใจก่อนสื่อสารออกไป นั่นก็คือ Niche Communication แบบ Personalization เราไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับทุกคนเหมือนกัน เพราะไม่ใช่ทุกคนอยากฟังเรื่องเดียวกัน

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดคือการสื่อสารผ่าน LINE สื่อสารเฉพาะเรื่องกับคนที่เราติด Tag ไว้ หรืออาจแฝงตัวเข้าไปใน Facebook Group หรือ LINE OpenChat เพื่อสื่อสารกับเฉพาะกลุ่มคนที่เราต้องการ นี่คือเคล็ดลับการตลาดในการเข้าถึงคนที่ใช่แบบแมสได้ไปพร้อมกัน

เช่น แบรนด์อสังหาริมทรัพย์อาจเข้าไปในกลุ่มทาสแมวเมื่อบอกว่า มีคอนโดที่ Pet Friendly เหมาะกับการเลี้ยงแมวมากที่อยากให้ทุกคนที่เป็นทาสแมวได้รู้จัก

ถ้าให้ดีขึ้นอีกนิดคือการเสริม Exclusive Promotion โปรพิเศษเพื่อกลุ่มทาสแมวโดยเฉพาะ หรืออาจเข้าไปเจาะกลุ่มคนชอบทำอาหารด้วยการสื่อสารว่า คอนโดนี้ออกแบบระบบระบายควันในการทำครัวได้สูงว่าคอนโดทั่วไป เป็นต้น

การตลาดวันนี้ต้องคิดภาพกลุ่มที่เราอยากได้ ยิ่งคิดได้ Niche เท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสปิดการขายได้ดีเท่านั้นครับ

9. Solo Living & Pet Economy ตัวคนเดียว…กับแมวหนึ่งตัว

เทรนด์การอยู่เป็นโสดตัวคนเดียว และมีสัตว์เลี้ยงอย่างแมวสักหนึ่งตัว เราจะเห็นภาพคนกลุ่มนี้เยอะขึ้นในบ้านเรา อย่างตอนแผ่นดินไหวก็จะเห็นว่ามีคนอุ้มแมวออกมาจากคอนโดกันมากมาย ทั้งที่คอนโดส่วนใหญ่ก็มีกฏห้ามเลี้ยงสัตว์

เมื่อคนยุคสมัยแต่งงานกันช้าลง อยู่ตัวคนเดียวกันเยอะขึ้น และก็นิยมเลี้ยงสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น แมว เป็นลูก หรือที่เราเรียกเขาว่า Pet Parents

นั่นหมายความว่าสินค้าต่างๆ ต้องปรับขนาดให้มีไซส์เล็กลงเหมาะกับบริโภคคนเดียวมากขึ้น กินคนเดียวหมด ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และที่สำคัญต้อง Pet Friendly หรือใช้กับสัตว์เลี้ยงได้ด้วยจะยิ่งดีมาก

ตัวอย่างบริษัทอสังหาริมทรัพย์บ้านเราอย่าง Major Development ก็เป็นผู้นำเรื่องคอนโดเลี้ยงสัตว์ได้อย่างเห็นได้ชัดมาพักใหญ่

อ่านถึงตรงนี้เริ่มคิดได้เลยว่าเรามีสินค้าสำหรับกลุ่มคนอยู่คนเดียวติดพอร์ทไว้บ้างหรือยัง ถ้ายังต้องรีบคิดและลงมือทำตั้งแต่วันนี้ได้เลยครับ

10. Green Verification รักษ์โลกจริงต้องพิสูจน์ได้

จากกระแสโลกร้อน จากเทรนด์ ESG ทำให้หลายแบรนด์พยายามสื่อสารว่าตัวเองดีจริง รักษ์โลกจริง แต่ก็มีคนค้นพบว่าหลายแบรนด์ทำการฟอกเขียว Greenwashing กันเยอะมาก

ดังนั้นผู้บริโภคเริ่มจับตามองว่าแบรนด์ไหนที่บอกว่าตัวเอง Eco-Friendly พวกเขาจะเริ่มถามหาหลักฐานความ Green ที่แท้จริงของคุณไปจนถึงเริ่มขุดคุ้ยหาหลักฐานด้วยตัวเอง

เราจะเริ่มเห็นแบรนด์ต่างๆ ปรับตัวมาใช้วัสดุที่มีความรักษ์โลกมากขึ้น อย่างแบรนด์ Moreloop ที่เอาขวดพลาสติกรีไซเคิลมาทำเป็นเนื้อผ้า หรือที่กลุ่ม PTT/CG ก็ทำ Circular Economy ด้วยการแปรรูปขยะกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์อีกครั้ง

ดังนั้นถ้าไม่เขียวจริงอย่าหาทำ อย่าสื่อสารออกไปให้ตัวเองเสียหาย และถ้ายังไม่เริ่มเขียวต้องรีบลงมือทำ เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ต่างใส่ใจกับสิ่งของที่ตัวเองกินใช้มากกว่าเดิมครับ

ปี 2026 ไม่ใช่ปีของการ “ลองผิดลองถูก” แต่เป็นปีแห่งการ “เอาจริง” ท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเทคโนโลยี AI ที่ก้าวกระโดดจนน่าตกใจ นี่คือ 10 เรื่องที่คุณต้องโฟกัส ถ้าไม่อยากตกขบวนรถไฟสายอนาคต

  1. Agentic AI Marketing เลิกตื่นเต้นกับ AI ที่แค่วาดรูปได้สวยหรือเขียนแคปชั่นได้เก่ง หันไปเรียนรู้การใช้ AI คิด วางแผน และลงมือทำตามกลยุทธ์ให้เรา
  2. Silver Economy สูงวัยใจเก๋า เมื่อ Gen Z มีความสำคัญน้อยลงทั้งในแง่ปริมาณและกำลังซื้อ รีบทำความเข้าใจพวกเขาให้ทันก่อนคู่แข่งจะปรับกลยุทธ์ได้ใจพวกเขาไป
  3. Video-First Search ลืมการทำ SEO แบบเดิมๆ เพราะคนสมัยนี้เน้นหาคลิปจาก TikTok แทน Google แล้ว
  4. Trust & KOCs ความจริงใจคือการตลาดที่จะได้ใจลูกค้า หมดยุคอินฟลูเบอร์ใหญ่ เข้าสู่ยุคคนทั่วไปรีวิวด้วยความจริงใจทั้งชมทั้งติ
  5. Shoppertainment สนุกปุ๊บซื้อปั๊บ เมื่อความสนุกกระตุ้นให้คนกดซื้อได้ง่ายขึ้น จาก Sales Manager สู่ยุค Steam Manager ไลฟ์ขายของคือหนึ่งในกลุยทธ์หลัก
  6. Zero-Party Data นักการตลาดยุคใหม่ต้องฉลาดในการขอดาต้าลูกค้าด้วย จะมาหวังพึ่ง Third-Party Data ยิงแอดเหมือนเดิมไม่พอ ต้องหมั่นขอ หมั่นถาม แล้วเอามาใช้ทำการตลาดแบบฉลาดใช้ดาต้าเยอะๆ
  7. Value-Based Pragmatism คุ้มค่าต้องมาก่อน ลูกค้าไม่ได้งกขึ้น แต่ลูกค้าเลือกมากขึ้นอย่างตั้งใจ ถ้าจ่าย 1 ได้ 1 แต่อีกเจ้าจ่าย 4 ได้ 6 ลูกค้าจะหนีไปจ่าย 4 ที่แม้จะแพงกว่าแต่ในแง่ความคุ้มค่านั้นกินขาดจริงๆ
  8. Niche Communication เลิกทำการตลาดแบบหว่าน สื่อสารลงไปให้ลึกยังกลุ่มเป้าหมายที่อยากได้จริงๆ หาพวกเขาให้เจอแล้วตั้งใจทำการตลาดลงไป
  9. Solo Living & Pet Economy ตัวคนเดียว…กับแมวหนึ่งตัว คนไทยแต่งงานช้า แถมยังอยู่เป็นโสดมากขึ้น แถมยังเป็นทาสแมวอีกหนึ่ง สินค้าไซส์เพื่อบริโภคคนเดียวต้องมีให้เลือกมากกว่านี้ได้แล้ว
  10. Green Verification รักษ์โลกจริงต้องพิสูจน์ได้ อย่าทำ PR ปลอมๆ ว่าตัวเองรักษ์โลกไม่งั้นทัวร์ลงฉ่ำแน่ แต่ถ้ายังไม่เริ่มปรับตัวเรื่องรักษ์โลกก็ต้องรีบทำตั้งแต่นาทีนี้ได้แล้ว

สุดท้ายนี้ผมขอจบด้วย 3 กลยุทธ์หลักที่จะช่วยยกระดับงานการตลาดของทุกคนในปี 2026

The 3 Marketing Shifts ทำทันที ทำตามนี้รอดแน่

  1. Shift from Creation to Orchestration (เปลี่ยนจากผู้สร้าง เป็นผู้คุมวง):
  • เลิกเสียเวลากับงานรูทีน (ตอบแชท, ยิงแอด, ทำกราฟิกพื้นฐาน) ปล่อยให้ Agentic AI ทำแทน
  • เอาเวลาของมนุษย์ไปทำเรื่อง “Strategic Empathy” หรือการทำความเข้าใจความรู้สึกที่ลึกซึ้งของลูกค้า ซึ่ง AI ยังทำไม่ได้

2. Shift from Broadcasting to Bonding (เปลี่ยนจากการป่าวประกาศ เป็นการสร้างสายสัมพันธ์):

  • หยุดสื่อสารกับคนแปลกหน้า (Mass Ads) แต่หันมาสร้าง “บ้าน” ของตัวเอง (LINE OA / Community)
  • เก็บ Zero-Party Data ให้ได้มากที่สุด เพราะนี่คือทรัพย์สินเดียวที่ไม่มีใครขโมยไปได้ และใช้มันเพื่อดูแลลูกค้าเก่าให้ดีกว่าหาใหม่

3. Shift from Perfection to Authenticity (เปลี่ยนจากความสมบูรณ์แบบ เป็นความจริงใจ):

  • ในยุคที่ทุกอย่าง “ปลอม” ได้ด้วย AI “ความเรียล” คือของแพง
  • ใช้ KOCs หรือคนจริงๆ มาช่วยพูดแทนแบรนด์ และกล้าที่จะโปร่งใสในเรื่องกระบวนการผลิต (Green Verification) ความเชื่อใจ (Trust) คือสกุลเงินใหม่ที่มีค่าที่สุดในปี 2026

สรุปสุดท้ายนี้อยากบอกว่า การตลาดในปี 2026 เป็นต้นไปนี้เราต้องหันมาใช้ AI ดูแลระบบ และทำงานเพื่อความรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แล้วหันมาใช้ หัวใจดูแลคนด้วยกัน เพื่อความเชื่อใจและยั่งยืนทุกฝ่ายครับ

อ่านอัปเดท 6 Generation Consumer Insights 2026 ในการตลาดวันละตอนต่อ

เจ้าของเพจการตลาดวันละตอน อาจารย์พิเศษวิชา Data-Driven Communication เขียนหนังสือมาแล้ว 7 เล่ม Personalized Marketing, Data-Driven Marketing, Data Thinking, Contextual Marketing, Social Listening, CRM และ ขายดีขึ้นร้อยเท่ากับการตลาดร้อยตอน และที่ปรึกษาด้านการตลาด Data-Driven Advisor

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *