ในฐานะที่เป็นผู้คอยตอบคำถามเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา ในฐานะผู้ที่ให้ความสำคัญกับการเข้าค้นหาจุดที่เป็น pain point ของลูกค้าและเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจแทน
2. Build data and analytics capabilities หาข้อมูลเข้ามาและเพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์
การจะทำ Personalization ให้กับลูกค้าทุกคนได้ สิ่งสำคัญอยู่ที่ความสามารถทั้งสองด้านควบคู่กันไป นั่นก็คือการหา data เข้ามาและความสามารถในการวิเคราะห์ data ที่มีที่มาที่หลากหลาย ตั้งแต่ข้อมูลทั่วไปของลูกค้า ข้อมูลการซื้อขายหรือที่ลูกค้ามีกับเราโดยตรง และข้อมูลจาก third party ที่ได้มาจากแหล่งอื่น ไม่ว่าจะจาก social media หรือจากพาร์ทเนอร์ด้าน data ที่ต้องมีความน่าเชื่อถือและจะต้องได้มาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามการจะควบคุมและจัดการกับ data จากทั้งภายในและภายนอกองค์กรที่มีความหลากหลายและมากมายได้จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้ machine learning ในการช่วยค้นหาและจัดการกับลูกค้าที่ใช่ได้อย่างเหมาะสม ทันที และจำนวนมากพร้อมๆ กัน เพราะนั่นเป็นเรื่องที่เกินความสามารถขององค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบันนี้
จากการสอบถามองค์กรใหญ่ๆ เหล่านี้ก็พบว่ากว่าครึ่งพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพวกเขาทำการเก็บ Data ที่ต้องการมาเป็นอย่างดี แต่ในความเป็นจริงเมื่อพวกเขาต้องเอา Data เหล่านั้นมาใช้งานก็พบว่ามันช่างยากเย็นเหลือเกิน โดยเฉพาะการใช้ Data จาก source ที่แตกต่างกันมันช่างใช้ร่วมกันแทบไม่ได้เลย
หลายบริษัทในวันนี้ต้องการจะเพิ่มความสามารถในการสกัดหาคุณค่าที่ซ่อนอยู่ใน Data ที่พวกเขามีออกมาให้ได้มากกว่านี้ พวกเขาพยายามสร้างความเป็นเจ้าของ Data ต่างๆ ขึ้นมา พยายามขออนุญาตจากลูกค้าทั้งหลายในการเก็บ Data ไปใช้งานต่อให้ได้มากที่สุด รวมถึงพยายามหาพาร์ทเนอร์ที่จะมาแชร์ Data ระหว่างกัน
นอกจากนี้พวกเขายังพยายามสร้างหรือหาเครื่องมือในการใช้งาน Data ที่ดีขึ้นอยู่เสมอ พยายามเฟ้นหาคนที่มีความสามารถในด้านนี้ และพยายามวิเคราะห์ข้อมูลที่มีเพื่อหาสัญญาณสำคัญบางอย่างจาก data เพื่อเอาไปทำทำ personalized กับลูกค้าให้เกิดผล
ปัญหาอีกอย่างที่สำคัญมากคือการการทำงานกับ Data ขององค์กรต่างๆ ในวันนี้ยังขาดเรื่องการหยิบเอา real-time data มาใช้ประโยชน์อย่างมาก หรือกว่าครึ่งขององค์กรใหญ่ๆ แทบจะไม่ได้มีการใช้ real-time data เลย
บริษัทที่ทำ Personalization อย่างเชี่ยวชาญแล้วมีข้อแนะนำง่ายๆ สำหรับ way of working for personalization ว่า ต้องยุบการทำงานแบบแยกแผนกหรือฝ่ายออกไป จากนั้นต้องสร้างทีมที่สามารถคิดและตัดสินใจรวมถึงสามารถทำงานข้ามสายงานกันได้เพื่อเรื่องนี้ โดยต้องเอาพนักงานจากทุกทีมเข้ามาทำงานร่วมกันในทีมใหม่นี้ และที่สำคัญต้องทำงานให้เร็วขึ้นกว่าเดิม
บริษัทที่จำเป็นผู้นำในด้านนี้ต้องเปิดโอกาสให้ทีมสามารถ test and learn หรือลองผิดลองถูกเพื่อเรียนรู้ได้ ต้องทำงานแบบ agile ของฝ่าย marketing กับ IT และทีมอื่นๆ ที่ต้องเกี่ยวข้องกัน
เพราะ Brand Individualization คือโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าได้ engage กับเราแบบ one to one จนนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน หรือแม้แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่
ในวันนี้ที่เทคโนโลยีพร้อมแล้ว และก็มีหลายแบรนด์ที่เป็นทำในเรื่องนี้จนไปได้ดีจนเกิดเป็น case study ให้ตามศึกษามากมาย แม้จะมีอุปสรรคและไม่ง่าย แต่ถ้าใครทำได้ก็จะได้รับส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มขึ้น และยอดขายหรือกำไรที่จะมากขึ้นตามมา ถ้าองค์กรของใครไม่อยากถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ต้องขยับและทำให้เร็วขึ้นกว่านี้ ไม่อย่างนั้นคุณอาจจะพบว่าลูกค้าประจำของคุณ คนที่เป็น top spender ของคุณกำลังเปลี่ยนใจไปหาคู่แข่งที่ใช้ Personalization เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจนกลายเป็นแบรนด์ที่รู้ใจแทน