วันนี้เราจะมาพูดถึงตัวช่วยทำ การตลาด อย่าง Micro-Moments ที่ Google ได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อนิยามถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยทันที ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ช่วงเวลา (Moment) ได้แก่ I want to know, go, do and buy ซึ่งนักการตลาดเองก็ต้องเข้าใจถึงกลยุทธ์หลัก 3 ข้อได้แก่ Be There, Be Useful และ Be Quick ด้วยเช่นกัน เพื่อเข้าถึง Customer Journey หรือพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างเฉียบขาด
I Want to know ฉันอยากรู้เดี๋ยวนี้ ! สำหรับบางคนต้องการหาข้อมูลเฉยๆ ยังไม่ได้อยู่ในขั้นตอนการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นั้นสำคัญมาก จากสถิติ 66% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนใช้เพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการที่เห็นโฆษณาบนทีวี
I want to Go ฉันอยากไปเดี๋ยวนี้ ! ผู้คนกำลังมองหาหน้าร้านที่สามารถเข้ามาลองหรือเข้ามาดูสินค้าจริง ซึ่ง Be there การอยู่ที่นั่น หมายความว่าพวกเขากำลังพิจารณาแบรนด์ของคุณอยู่นั่นเอง การค้นหาคำว่า “ใกล้ฉัน’ มีการเติบโดตขึ้นสองเท่าภายในเวลาแค่ปีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโลกดิจิทัลนั้นเชื่อมโยงกับความเป็นอยู่กับโลกความเป็นอยู่ของเรา
I Want to Do ฉันต้องทำเดี๋ยวนี้ ! ช่วงเวลาเหล่านี้จะมาก่อนหรือหลังการซื้อก็ได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดสิ่งเหล่านี้เป็น “How to” ที่ผู้คนมักจะเสิร์ชเพื่อต้องการทำสิ่งต่างๆหรือค้นหาสิ่งใหม่ๆ ซึ่งการที่มีเนื้อหาที่เพียบพร้อมกับสถานการณ์นั้นๆ นั่นอาจเป็นกุญแจสำคัญของการโฆษณาก็ได้นะ มีการค้นหาคำว่า “How to” บนยูทูปถึง 70%
I want to buy ฉันอยากซื้อเดี๋ยวนี้ ! แน่นอนว่าสำคัญมาก ใครบางคนนั้นพร้อมที่จะซื้อและอาจจ้องการความช่วยเหลือในการตัดสินใจเลือกซื้อหรือไม่รู้จะซื้ออะไร ซึ่งคุณไม่สามารถรู้ได้ว่าลูกค้ากำลังพิจารณาของคุณอยู่หรือไม่ แต่สิ่งสำคัญก็คือคุณจะต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสในการปิดการขายของคุณ เพราะว่า 82 % ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนปรึกษากับโทรศัพท์ของตัวเองว่าซื้ออะไรดีทั้งๆที่ยืนอยู่ในร้านค้า
ตัวอย่าง FAIT ขับเคลื่อนเป้าหมายของแบรนด์ด้วยกลยุทธ์ “Being There” สำหรับผู้ที่ค้นหารถยนต์ขนาดเล็ก
หลังจากที่ห่างหายไป 28 ปี ทางผู้ผลิตรถยนต์ FIAT ก็กลับมาอีกครั้งสู่ตลาดอเมริกาอีกครั้งด้วย FAIT 500 รถยนต์ขนาดเล็กสำหรับคนเมือง โดยสร้าง Awareness กับผู้บริโภคใหม่ เน้นไปที่ราคาน้ำมันที่กำลังพุ่งสูงขึ้นทำให้คว้าใจชาวอเมริกันที่สนใจรถยนต์ที่ช่วยประหยัดน้ำมันเป็นอย่างมาก เห็นได้ว่าข้อเสียของแบรนด์ในอดีตนั้นกำลังจะกลายเป็นจุดแข็งขึ้นมาในปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว
การที่จะสร้างกลยุทธ์ be there ผ่านทุกช่วงเวลาทุกประเภทนั้น คุณควรที่จะคำนึงถึงเจตนาและบริบทของลูกค้าสะก่อน ทุกช่วงเวลาคุณต้องคำนึงถึงความตั้งใจและบริบทของผู้ใช้
Be Useful วิธีเอาชนะใจผู้บริโภคด้วยคอนเทนท์ที่มีประโยชน์
หากคุณต้องการที่จะชนะใจลูกค้าและความคิดของผู้บริโภคในแบบ I Want to know ฉันอยากรู้, I Want to go ฉันอยากไป, I Want to do ฉันอยากจะทำและ I Want to buy ฉันอยากซื้อ คุณจะต้องทำมากกว่าแสดง นั่นก็คือต้องมีประโยชน์และตอบสนองความต้องการของพวกเขาในช่วงเวลาเหล่านั้น ซึ่งหมายถึงการเชื่อมโยงผู้คนกับสิ่งที่พวกเขากำลังมองหาในเวลานั้นๆและให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องเมื่อพวกเขาต้องการ
จากการค้นหา”ฉันจะกินอาหารที่มีประโยชน์กว่านี้ได้ยังไง?” ไปจนถึง”ยอดสะสมแต้มของฉันคืออะไร” หรือ”รถ SUV ที่ดีที่สุดสำหรับเด็กวัยหัดเดิน?” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผู้บริโภคกำลังใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อการศึกษาหาข้อมูลก่อนตัดสินใจมากขึ้นแม้ว่าสิ่งนั้นจะมีมูลค่าสูงก็ตามเพราะมือถือจะช่วยให้พวกเขาเข้าถึงการเดินทางตั้งแต่ก่อนซื้อไปจนซื้อสินค้าเสร็จเสื่อพวกเขามีแรงบันดาลใจ
90% ของผู้ใช้สมาร์ทโฟนบอกว่าพวกเขาใช้มันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้และผู้บริโภคนั้นชอบเนื้อหาที่มีการให้ความรู้และอ่านได้อย่างเพลินๆมากกว่าการโฆษณาแบบHard sale
“ จากประสบการณ์ของเราที่ผู้ซื้อบ้านใหม่จำนวนมากหันมาหาเว็บเพื่อช่วยในการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตเราต้องการผลิตเนื้อหาที่สามารถให้ความรู้ได้แบบดิจิทัลตามความต้องการและเป็นสิ่งที่สนุกสนาน Elizabeth Banks นำเสนอเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมและแพลตฟอร์มดิจิทัลทำให้เราประสบความสำเร็จได้อย่างน่าทึ่ง” – Andrew Strickman หัวหน้าฝ่ายแบรนด์และหัวหน้าCreative, Realtor.com
ด้านล่างเป็นตัวอย่างจากTake Home Depot ซึ่งเพิ่งเปิดตัวซีรีย์วิดีโอเพื่อช่วยให้ผู้บริโภคสามารถทำสิ่งต่างๆรอบๆบ้านและUnilever ที่ช่วยให้คุณผู้หญิงมีผมสวยในทุกๆวัน
วันนี้คอลเล็กชันมีวิดีโอหลายร้อยรายการโดยมีวิดีโอ10 อันดับแรกในแต่ละรายการมีการเข้าชมนับล้านครั้งหรือมากกว่า”The full Home Depot ”How to” คอลเลคชั่นนี้ได้รับการรับชมมากกว่า43 ล้านครั้งเลยทีเดียว
นักเขียนบล็อกสำหรับช่องYouTube“ All Things Hair” ของยูนิลีเวอร์สร้างคอนเทนท์ใหม่โดยเข้าถึงเจตนาของผู้บริโภคและบริบท พวกเขาให้คำตอบที่ง่ายและน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคในช่วงเวลาการดูแลผมที่อยากทำและผลักดันการมีส่วนร่วมของแบรนด์
เริ่มจากใช้ฟังก์ชัน One click เป็นวิธีที่เร็วที่สุดในการที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการขายของออนไลน์
Rue La La เพิ่งทราบว่า 40% ของรายได้มาจากมือถือ (ส่วนมากเป็นผู้ใช้ Android) และบริษัทได้เพิ่ม Google Wallet เข้ามาทันทีเพื่อแอพของพวกเขาเพื่อสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่ง่ายขึ้น
ช่วยลูกค้า Fill on Forms กรอกข้อมูล จากประวัติการเข้าชมเว็บไซต์และใช้ข้อมูลการวิเคราะห์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกรอกแบบฟอร์ม
Beyond the Rack กำลังเผชิญอยู่ด้วยอัตรายอดขายที่ลดลง จึงเปลี่ยนเป้าหมายหลักของเว็บไซต์มือถือจากการทำธุรกรรมทั้งหมดไปสู่เป้าหมายที่ง่ายกว่านั่นคืออีเมล ตอนนี้ลูกค้าที่ลงทะเบียนบนมือถือ แต่ซื้อสินค้าบนเดสก์ท็อปหลังจากได้รับอีเมลจะได้รับเครดิตเท่ากับคนที่ซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ
Anticipated Needs
be Quick หรือความรวดเร็วยังหมายถึงการที่รู้ถึงความต้องการของลูกค้าล่วงหน้าด้วย ก่อนอื่นวิเคราะห์คอนเทนท์หรือ Keyword ยอดฮิตที่ลูกค้ามักจะเสิร์จหาและดูว่าพวกเขาทำอะไรกับมัน จากนั้นลองทำตามวิธีด้านล่างนี้ดู
เริ่มจากกระตุ้นสิ่งสำคัญก่อน การที่จะ Call to action หรือดึงดูดความสนใจจากลูกค้าควรอยู่ในตำแหน่งที่โดดเด่นเห็นชัดได้ง่ายในหน้าโฮมเพจ และปุ่มอื่นๆตามมา
สายการบิน Rue La La ได้โฟกัสไปที่ประสบการณ์ของลูกค้าด้วยการ call to action “Book a flight” จองเที่ยวบิน ทำให้ลูกค้าจองตั๋วอย่างง่ายดาย ทำให้ลูกค้าสามารถจองตั๋วทั้งขาไปและกลับผ่านโทรศัพท์ได้อย่างรวดเร็ว