รู้จัก Decoy Effect เทคนิคทางจิตวิทยา ที่ทำให้ของที่อยากขาย ขายได้ดีมากขึ้น

เคยตั้งใจจะซื้อของรุ่นถูกสุด แต่พอเห็นตัวเลือกอีก 2–3 ตัวแล้วสุดท้ายดันซื้อรุ่นกลาง ทั้งที่แพงกว่ามั้ยครับ?ยกตัวอย่างที่หลายคนน่าจะเคยเจออย่างป๊อปคอร์นโรงหนัง 1.) ขนาดเล็ก 80 บาท 2.) ขนาดกลาง 120 บาท และ 3.) ขนาดใหญ่ 130 บาท หลายคนเลือกขนาดใหญ่ เพราะรู้สึกว่าคุ้มกว่า ทั้งที่ตอนแรกอาจตั้งใจจะซื้อไซซ์เล็กด้วยซ้ำ นี่แหละครับ คือพลังของ Decoy Effect เทคนิคทาง จิตวิทยา และกลยุทธ์ที่นักการตลาด ร้านค้า และแบรนด์ทั่วโลกใช้กันแบบเนียน ๆ เพื่อทำให้ตัวเลือกที่อยากขาย เด่นขึ้นกว่าเดิม โดยไม่ต้องลดราคาอะไรเลย แค่ออกแบบตัวเลือกให้เป็น บทความนี้จะพาไปดูว่า Decoy Effect คืออะไร ทำงานยังไง และทำไมมันถึงได้ผลครับ

Decoy Effect คือ เทคนิคการเพิ่มตัวเลือกที่ตั้งใจทำให้แย่กว่า เข้าไปในชุดตัวเลือก เพื่อผลักให้ลูกค้าเลือกตัวเลือกที่คุณอยากให้เขาเลือกมากที่สุด

อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ คือ

  • เรามีสินค้าที่อยากขาย = ตัวเลือก A
  • เรามีตัวเลือกอีกอันที่ไม่อยากให้ขายเท่าไหร่ = ตัวเลือก B
  • เราจึงสร้างตัวเลือก C = ตัวล่อ (Decoy) ที่ดูไม่คุ้ม เพื่อทำให้ A ดูคุ้มขึ้นทันทีครับ

แม้ลูกค้าจะคิดว่าตัวเองตัดสินใจด้วยเหตุผล แต่จริง ๆ แล้วเรากำลังเปรียบเทียบ คือไม่ได้ดูว่ามันดีจริงไหม แต่ดูว่ามันคุ้มกว่าอันข้าง ๆ หรือเปล่า ผลลัพธ์คือตัวเลือกที่อยากให้ขาย จะกลายเป็นตัวเลือกที่ดูดีที่สุดโดยอัตโนมัติครับ

ในอดีต The Economist เคยตั้งแพ็กเกจ 3 แบบ

  • ออนไลน์อย่างเดียว: $59
  • ฉบับพิมพ์อย่างเดียว: $125
  • ออนไลน์ + ฉบับพิมพ์: $125

เห็นไหมครับว่าฉบับพิมพ์อย่างเดียว ราคาเท่ากับแบบรวมทุกอย่างแบบดังนั้นหนังสือ “ฉบับพิมพ์อย่างเดียว” นี่แหละ = Decoy ผลลัพธ์ คือ คนเกือบทั้งหมดเลือกแบบที่ 3 เพราะดูคุ้มที่สุดทั้งที่จริง ๆ แล้วราคาถูกตั้งมาช่วยดันตัวเลือกที่แบรนด์ต้องการขายครับ

  • S = $4
  • M = $6.5
  • L = $7

ไซซ์ M คือ Decoy เพราะมันทำให้ L โดดเด่นแบบไม่ต้องพูดอะไรเพิ่มเติมเลยครับ

  • 300 บาท 10GB
  • 450 บาท 30GB
  • 499 บาท Unlimited

ใน Case นี้ตัวเลือก 450 บาททำหน้าที่เป็น Decoy เพื่อผลักคนให้ซื้อ Unlimited ครับ

มนุษย์ทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า Loss Aversion คือเกลียดการสูญเสียมากกว่าการได้มา เช่น เราจะรู้สึกเจ็บปวดกับการเสียเงิน 100 บาท มากกว่าความสุขที่ได้ 100 บาท เพราะฉะนั้น เวลามีตัวเลือกหลายตัว สมองจะไม่คิดว่าเราอยากได้ตัวไหน แต่คิดว่าตัวไหนที่ถ้าเลือกแล้วจะไม่รู้สึกว่าฉันโดนหลอก หรือเลือกผิด

พอมีตัวเลือกที่ดูคุ้มกว่าแบบชัดเจนมากสมองจะรีบคว้ามันทันที เพราะมันเหมือนช่วยลดความเสี่ยงที่จะเสียผลประโยชน์ นี่คือเหตุผลที่คนยอมจ่ายเพิ่มนิดเดียวเพื่อเลือกแพ็กเกจที่ดูคุ้มที่สุด แม้จะไม่ต้องการทั้งหมดก็ตามครับ

สมองมนุษย์ไม่ชอบคิดเยอะ คิดนาน เพราะมันเหนื่อย และใช้พลังงานสูงมากครับ ฉะนั้นเพื่อประหยัดพลังงาน สมองใช้วิธีลัด Heuristic เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้นครับ และหนึ่งในวิธีลัดแบบที่พบบ่อยคือ “ดูว่าอันไหนคุ้มที่สุด แล้วเลือกเลย”

เพราะการวิเคราะห์ละเอียด เช่น คำนวณคุ้มต่อหน่วย, ฟีเจอร์ที่จำเป็น, ปริมาณที่ใช้จริง ฯลฯ มันใช้เวลามากเกินไป Decoy Effect จึงได้ผลเพราะมันทำให้ “อันที่คุ้มที่สุด” โดดเด่นแบบเห็นปุ๊บรู้ปั๊บ ช่วยให้สมองเซฟพลังงาน ลดเวลาในการคิด และตัดสินใจได้ทันที

เวลาเรามี 2 ตัวเลือก สมองจะลังเล เพราะมันยากที่จะตัดสินว่าอะไรดีกว่า โดยไม่มีจุดเปรียบเทียบอื่นครับ แต่พอเพิ่มตัวเลือกที่ 3 ซึ่งก็คือตัว Decoy สมองจะมองเห็นความต่าง ระหว่างแต่ละตัวได้ชัดขึ้นทันทีครับ เช่น A = 100 บาท และ B = 150 บาท จะทำให้เลือกลำบาก แต่พอเพิ่ม C (Decoy) = 145 บาท แต่ฟีเจอร์น้อยกว่า B จะทำให้ B ดูคุ้มที่สุดแบบไม่ต้องคิดเยอะเลยครับ ดังนั้น Decoy เปรียบเสมือนเหมือนไฟฉาย ที่ทำให้ตัวเลือกหนึ่งโดดเด่นขึ้นแบบทันตาเห็นเลยล่ะครับ

Decoy Effect จิตวิทยา

Decoy Effect คือหนึ่งในเครื่องมือทางจิตวิทยาที่ทรงพลังที่สุดในการออกแบบตัวเลือกให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น โดยไม่ต้องลดราคา ไม่ต้องยัดโปรโมชั่นเพิ่ม แค่จัดลำดับและวางตำแหน่งตัวเลือกให้ถูก ก็สามารถผลักลูกค้าไปยังตัวเลือกที่แบรนด์อยากให้เลือกได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพราะมนุษย์มักกลัวการเลือกผิด ชอบความคุ้มค่า และใช้การเปรียบเทียบแบบรวดเร็วเป็นหลัก เมื่อมีตัวเลือกที่ 3 เข้ามาเป็นตัวล่อ สมองจะเห็นความคุ้มชัดขึ้นทันที ทำให้ตัวเลือกที่ต้องการขายโดดเด่นขึ้นมาเอง แบบไม่ต้องพูดอะไรเพิ่ม ดังนั้น Decoy Effect ไม่ใช่การหลอกลวง แต่คือการออกแบบให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและรู้สึกว่าตัวเองได้สิ่งที่คุ้มที่สุด ซึ่งถ้าใช้ให้ดี ก็ช่วยเพิ่มยอดขายได้แบบไม่กระทบความน่าเชื่อถือของแบรนด์เลยครับ

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

ชื่อเติ้ลครับ เป็น Senior Data Insight Researcher & Marketing Content Creator แห่งการตลาดวันละตอนครับ ^^ มีงานอดิเรกเป็น ผู้ช่วยนักวิจัยฝั่ง Consumer Insights ที่คณะวิทยาศาตร์การกีฬา ที่จุฬาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *