แน่นอนว่าการสะกิดแค่เล็กน้อยก็มากพอที่จะทำให้คนมากมายตอบปฏิเสธได้ง่ายๆ และในทางปฏิบัติการหลังบ้านคือทาง Apple เองก็จะบังคับให้ทุกแอปที่จะทำงานใน iPhone ต่อจากนี้แจ้งให้ชัดเจนว่าจะเก็บ Data อะไรบ้างดูได้จากใน App Store และบอกขนาดว่าดูได้เช่นกันว่าแอปใดจะเอา Data เราจากช่องทางอื่นมาร่วมประกอบในการวิเคาะห์ตัวเรามากแค่ไหน ถ้าใครอยากรู้ว่า Facebook เก็บข้อมูลเราอะไรไปบ้างลองเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ App Store ด้วยตัวเองเลยครับ
ภาพเมื่อวันที่ 1/5/2021
นี่คือรายการ Data เราที่ Facebook ขอเก็บไปเชื่อมโยง ขอโทษทีนะครับคุณจะเอาข้อมูลสุขภาพ หรือข้อมูลทางการเงินผมไปเพื่ออะไร? แล้วไหนจะ Sensitive info อีก แล้วยังมีในส่วน Other Data อีก ทีนี้ไม่ต้องแปลกใจเลยนะครับว่าทำไมโฆษณา Facebook ถึงแม่นยำเหมือนดักฟัง เพราะพวกเขาคาดการณ์ได้ว่าคุณน่าจะกำลังสนใจเรื่องอะไรจาก Data แล้วก็เลือกชิ้นงานโฆษณาที่ตรงกับความต้องการคุณขึ้นมาได้แม่นยำเป็นประจำ
ซึ่งทาง Facebook ก็ลงทุนทำโฆษณายกใหญ่ลงหนังสือพิมพ์ New York Times ว่าสิ่งที่ Apple กำลังจะทำจะส่งผลต่อธุรกิจรายย่อยกว่า 10 ล้านรายในประเทศให้ได้ผลกระทบอย่างหนักตามภาพด้านล่างนี้ครับ
ซึ่งบริษัท Ad Company ในเยอรมันเองก็ออกมาบอกว่าสิ่งที่ Apple จะทำก็กระทบตัวเองเหมือนกันไม่ใช่แค่ Facebook จะทำให้รายได้ของผู้พัฒนาแอปลดลงกว่า 60% เลยทีเดียว จากการได้เก็บ Data ข้ามแอป
ทาง Director of Global Privacy ของ Apple เองก็บอกว่าการที่พวกเขาเลือกสร้างฟีเจอร์ App Trakcing Transparency ขึ้นมาเพราะเห็นว่าการติดตามเก็บ Data โดยไม่แจ้ง ไม่ขออนุญาต หรือโดยไม่ยินยอมนั้นเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ แต่การจะปิดทั้งหมดเลยก็จะส่งผลต่อระบบ Digital Ecosystem เช่นกัน ก็ต้องเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสเข้าถึงบ้าง แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับความยินยอมของเจ้าของ iPhone เท่านั้น
ถ้าใครได้อ่านหนังสือ Marketing 5.0 ที่ผมเคยสรุปไปแล้วจะเห็นว่ามีบทหนึ่งที่พูดเรื่องของ Segment of One ที่เป็นการบอกให้รู้ว่าเราทุกคนล้วนมี Segment ของตัวเองทั้งนั้น นั่นก็เพราะเมื่อเราถูกเก็บ Data ในทุกๆ ด้านไปมากพอเราก็จะมีความ Unique ไม่เหมือนใครโดยไม่จำเป็นจะต้องมี Segment ใหญ่ๆ ในการทำการตลาดแบบเดิม แต่เราสามารถทำการตลาดแบบ Personalization ได้สุดๆ ครับ
เพิ่มในส่วนของ App Privacy เข้าไปใน App Store ให้เรารู้อย่างชัดเจนว่าแต่ละ App จะขอเก็บข้อมูลอะไรเราไปบ้าง และพวกเขาจะเอา Data อะไรของเราจากส่วนไหนเข้าไปประกอบเพิ่มอีก
สรุปได้ว่า App Tracking Transparency ใน iOS 14.5 ของ Apple จะทำให้เจ้าของ iPhone ฉุกคิดอย่างน่าสนใจว่าพวกเขาควรจะให้ Data กับแอปอื่นที่ขอติดตามเก็บข้อมูลหรือไม่ แน่นอนว่าเรื่องของการใช้ Third-Party Data ในการทำการตลาดจะไม่จบแค่นี้ เพราะในปีหน้าทาง Google เองก็ออกมาประกาศว่าจะยกเลิกการใช้งาน Third-Party Cookies ในปี 2022 อย่างสิ้นเชิง นั่นเท่ากับว่าหมดแล้วความสบายในการได้ยอดขายง่ายๆ จากการยิงแอดโฆษณาไม่กี่ชิ้น ถึงเวลาที่เราจะต้องมาโฟกัสกับการเก็บ Customer Data ของตัวเองหรือที่เรียกว่า First-Party Data
เดี๋ยวผมจะมาเล่าเรื่องแนวทางการรับมือของนักการตลาดออนไลน์ หรือการทำ Digital Marketing 2022 ว่าถ้าเราไม่มี Third-Party Cookies ให้ใช้แล้วเราจะต้องทำงานกันอย่างไรให้ยอดขายไม่หายไปจาก Data ฟรีที่มีให้ใช้กันน้อยลงครับ
ดูที่การตลาดวันละตอน LIVE พูดคุยเรื่องนี้กับคุณลูกปลา Analytist.co คุณแม็ค CEO Rabbit Digital Group และ คุณต่อ Predictive