Case Study: Coca Cola กับแบรนด์น้ำอัดลมที่ทำตลาดในไทยมาอย่างยาวนานจนมีฐานลูกค้าแน่นหนา และเป็นเครื่องดื่มในตลาดน้ำอัดลม ที่มูลค่าตลาดมากที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มเพื่อความสดชื่น โดยมีมูลค่าประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท
Case Study: Apple แบรนด์เจ้าของสมาร์ทโฟนอย่าง IPhone และอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ต่าง ๆ มากมาย ที่มีประวัติความเป็นมาอันโด่งดังจนถูกนำไปทำเป็นภาพยนต์เลยทีเดียว ทำให้หลายคนมีภาพจำ Apple ในฐานะผู้ทำเทรนด์เทคโนโลยีสุดล้ำ
โดย Apple เองก็ยังคงรักษาความเป็นผู้นำเทรนด์เอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ทยอยเปิดตัวแบบปีต่อปี ซึ่งแม้จะมีสินค้าที่ปล่อยออกมาตลอด แต่จุดสำคัญที่ทำให้ Apple ได้รับความนิยมไม่น้อยคือ วิสัยทัศน์ที่ว่า “มีนับพันก็เชื่อมต่อกันเป็นหนึ่ง” หรือก็คือไม่ว่าคุณหรือคนรอบตัวของคุณจะมีอุปกรณ์อะไรของ Apple ก็สามารถเชื่อมต่อหรือส่งข้อมูลถึงกันได้อย่างง่ายดาย
ซึ่งอุปกรณ์ของแบรนด์อื่นไม่สามารถเชื่อมต่อหรือเข้าถึงได้ ทำให้คนที่ใช้ Apple กลายเป็น Community ที่แยกออกจาก Community อื่นที่ใช้อุปกรณ์ของแบรนด์อื่น และด้วยราคาที่สูงจนคนรายได้ปานกลางยังต้องคิดแล้วคิดอีก บวกกับเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่โด่งดังและน่าจดจำ รวมถึงภาพจำความเป็นผู้นำเทรนด์ และดีไซต์ที่เรียบหรูเสริมภาพลักษณ์ให้เจ้าของดั่งเครื่องประดับราคาแพงชิ้นนึง ทำให้กลยุทธ์ Premium Pricing ของ Apple ประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม
Even Pricing: เป็นกลยุทธ์ที่มีเทคนิคเหมือนกับ Odd Pricing เพียงแต่มีกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน โดยกลยุทธ์นี้จะใช้กับสินค้าที่มี Position ในตลาดอยู่ระดับสูงกับกลุ่มลูกค้าที่ชอบสินค้าคุณภาพ
Case Study:Marshall แบรนด์หูฟังยอดนิยมที่มาพร้อมคุณภาพ และดีไซต์สุดคูล ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องเสียงที่เรียกได้ว่ามี Position และฐานลูกค้าในระดับบน ๆ หากไม่นับของก็อปตามตลาด ซึ่งการตั้งราคาเมื่อเทียบกับหูฟังคุณภาพพอใช้ในตลาดทั่วไป ทำให้เห็นลักษณะการใช้ กลยุทธ์ตั้งราคา ให้เหมาะสมกับ Position ของสินค้าเป็นอย่างดี
เช่น การให้ตัวเลือกลูกค้า 3 ตัวเลือก คือ Size S ราคา 49 บาท สำหรับคนที่ต้องการราคาประหยัด Size M ราคา 69 บาท เป็นตัวเลือกที่ราคาไม่สมเหตุสมผลและไม่คุ้มที่จะจ่าย และ Size L ราคา 79 บาท ตัวเลือกสุดท้ายที่ทำให้รู้สึกคุ้มค่าที่จะจ่ายมากกว่า แม้ต้องยอมจ่ายเงินมากขึ้นก็ตาม
ขอบคุณรูปภาพจาก:Tesla
Case Study:Tesla แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่มีเจ้าของเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกที่พึ่งจะ Take Over แพลตฟอร์มชื่อดังอย่าง Twitter ไป ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้าจาก Tesla นั้นมีจุดแข็งจากนวัตกรรมช่วยขับชนิดที่ว่าไม่ต้องจับพวงมาลัยก็ยังได้
และด้วยราคาที่เข้าถึงไม่ยากนัก ทำให้ Tesla ได้รับความนิยมในไทยพอสมควร แต่ด้วยการเข้ามาของคู่แข่งยักษ์ใหญ่จากจีน ที่เป็นเจ้าการผลิตระดับโลก ทำให้ Market Share ของ Tesla มีส่วนแบ่งน้อยลงจนยอดขายไม่ถึงเป้า
ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla Model Y เองต้องลดราคาลงมาเพื่อกระตุ้นการขาย แข่งกับเจ้าการผลิตอย่างจีน ซึ่งหากดูจากราคาที่ลดลงจะสะท้อนให้เห็นถึงการใช้กลยุทธ์ Decoy Pricing ที่ส่งเสริมการขายรุ่น Performance จากการตั้งราคารุ่น Long Range ให้ออกมาไม่สมเหตุสมผลนั่นเอง
เพราะต้องบอกว่าธุรกิจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวนั้น ไม่ได้มี High Season ตลอดทั้งปี จะมีแค่ช่วงหน้าร้อนไม่กี่เดือนเท่านั้น ที่สามารถทำเงินได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ดังนั้นการขึ้นราคาในช่วงที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวสูง และลดราคาในช่วงที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำ จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สามารถเฉลี่ยงบประมาณและกำไรไปได้ตลอดทั้งปี