3 Laws of Building Brand Love จาก CTC 2025 โดย คุณสโรจ เจ้าของเพจสโรจขบคิดการตลาด

บทความนี้จะพามาสรุป Session เด็ดจากงาน CTC 2025 ในหัวข้อ “Framework of Building Brand Love in Trust Economy” โดยคุณสโรจ เจ้าของเพจ สโรจขบคิดการตลาด ที่ชวนเรามาเปิดมุมใหม่ของคำว่า “ความรัก” ที่แบรนด์ไม่ควรมองข้ามเลยล่ะครับ เพราะในยุคที่ตัวเลือกเยอะจนคนไม่อยาก Commit กับอะไรอีกต่อไป แม้แต่กับแบรนด์ที่เคยอยู่ในใจก็อาจโดนเทได้ง่าย ๆ ถ้ามีใครใหม่ที่ดีกว่าเข้ามา คุณสโรจเลยตั้งคำถามสำคัญว่า ถ้าเรารู้ว่าความรักของลูกค้าไม่ได้เกิดจากดวง…แล้วเราจะสร้างมันยังไงให้ยั่งยืน? พร้อมหยิบเอาองค์ประกอบของ “ความรักสามสี” มาผูกกับแนวคิดการตลาดแบบถึงแก่น แล้วสรุปเป็น 3 กฎทองที่แบรนด์ทุกแบรนด์ควรมี อยากรู้ว่าเป็นยังไงอ่านต่อได้เลยครับ

Building Brand Love

รักแท้จากลูกค้า ไม่ใช่เรื่องดวง แต่ต้องสร้างอย่างตั้งใจ ต้องเล่าก่อนว่าทุกวันนี้คนไม่ค่อย Commit กับอะไรแล้ว ไม่ใช่เพราะไม่อยากผูกพัน แต่เพราะตัวเลือกมันเยอะมากครับ ลองคิดดูสิครับว่าเรื่องเรื่องความรักเราก็มีแอปเดตให้ปัด มีโซเชียลไว้ส่อง มีแชทแอปไว้ทักใครก็ได้ แล้วในโลกของแบรนด์ล่ะ ลูกค้าเองก็รู้สึกแบบเดียวกันเลยครับ ว่า “ถ้าไม่ใช่…ฉันก็ไม่จำเป็นต้องทน” อีกต่อไป เพราะมีตัวเลือกรออยู่ตั้งเยอะแยะ

สิ่งที่เปลี่ยนไปมากคือผู้บริโภคไม่ได้เลือกซื้อแค่สินค้าหรือบริการอีกต่อไปแล้วครับ แต่เค้ากำลังเลือก “ใครสักคน” ที่เค้าจะใช้เงินด้วย และจะอยู่ด้วยไปนาน ๆ และยิ่งไปกว่านั้นคือแบรนด์ที่เคยอยู่ในใจอาจโดนลบได้ง่าย ๆ ถ้ามีใครใหม่ที่ดีกว่าเข้ามาครับ

มากไปกว่านั้นผู้บริโภคยุคนี้รักตัวเองมากขึ้นครับ Self-Love มาแรงมาก หลายคนเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร และไม่อยากใช้แบรนด์ที่ไม่อิน ไม่ตรงค่านิยม หรือทำให้รู้สึกแย่แม้แต่นิดเดียว

เรื่อง Fragile Trust หรือความไว้ใจในยุคนี้ก็เปราะบางสุด ๆ เพราะตอนนี้เรากำลังอยู่ในยุคที่แยกความจริงกับภาพลวงตาได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI, คอนเทนต์ปลอม, รีวิวไม่จริง แทนที่จะได้รับมาแบบอัตโนมัติเหมือนเมื่อก่อนจนมีวลีเด็ดติดปาก “จริงหรือเค้ก” อย่างที่หลายคนเคยได้ยินกันครับ

เพราะฉะนั้น คำว่า Brand Love ในวันนี้ มันเลยกลายเป็นสิ่งที่ “ยากจะได้มา” และ “ง่ายมากที่จะเสียไป” ครับ แล้ว Brand Love มันไม่ได้เกิดจากโฆษณาสวย ๆ อย่างเดียว เพราะลูกค้าไม่ได้เลิฟแบรนด์ที่แค่ดูดี แต่จะเลิฟแบรนด์ที่ “ทำตัวดี” เสมอต้นเสมอปลายต่างหากครับ

ต้องเล่าก่อนครับว่าในมุมของนักจิตวิทยา เค้าบอกว่าเวลาที่เรารู้สึกรักใครสักคน มันไม่ได้มาจากแค่ความรู้สึกฟิน ๆ แต่จริง ๆ แล้วความรักมีองค์ประกอบอยู่ 3 อย่างหลัก ๆ ครับ เปรียบเทียบเป็นความรักสามสีนั่นเองครับ

สีแรกคือ แดง – Psychological Love
อันนี้คือความหลงใหลเลยครับ แบบว่าเห็นปุ๊บ ใจเต้นแรง อยากได้ อยากอยู่ใกล้ เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องใช้เหตุผลมากครับ เหมือนเวลาเรารู้สึกว่า “แบรนด์นี้เท่จัง” หรือ “ดีไซน์แบบนี้แหละใช่เลย” โดยที่ยังไม่ต้องรู้ราคาหรือฟีเจอร์อะไรด้วยซ้ำครับ

สีที่สองคือ ชมพู – Logical Love
ตรงนี้คือความรักที่ Make Sense ครับ เหตุผลครบ ฟังก์ชันชัด ราคาเหมาะสม บริการดี ศีลเสมอกัน ประมาณว่า “อยู่ด้วยกันแล้วรอด” ใช้แล้วไม่เหนื่อย ไม่ต้องแบก มีความเสถียร เหมาะกับคนที่ต้องการแบรนด์ที่เชื่อถือได้ในระยะยาวครับ

สีสุดท้ายคือ ขาว – Social Context Love
ก็คือความรักที่คนรอบข้างเชียร์ครับ เช่น ครอบครัวชอบ เพื่อนใช้ แล้วดูดี หรือว่าเราเคยผ่านอะไรบางอย่างร่วมกับแบรนด์นี้มาแล้วเลยรู้สึกผูกพัน มันคือความรักที่ไม่ได้มีแค่เราสองคน แต่เป็นความรักที่มีสังคมเข้ามาร่วมรับรู้ด้วยครับ

Building Brand Love

ฟังดูแล้วน่าจะพอเห็นภาพใช่มั้ยครับ ว่าถ้าแบรนด์ไหนมีครบทั้งสามสี คือทั้งหลงใหล ทั้ง Make Sense และมีแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง นั่นแหละครับคือความรักที่ยั่งยืนจริง ๆ ซึ่งเรียกมันว่า Healthy Lasting Love แต่ถ้าขาดสีใดสีหนึ่งไป ความสัมพันธ์นั้นก็จะเปราะครับ เช่น มีแต่ความหลงใหล แต่ไม่มีเหตุผล ก็อยู่ด้วยกันไม่รอด หรือถ้ามีแต่เหตุผล แต่ไม่มีความอิน ก็ไม่รู้จะรักกันไปทำไม สุดท้ายก็จืดไปเองครับ

คำตอบอยู่ใน 3 Laws of Building Brand Love ครับ กฎง่าย ๆ 3 ข้อ ที่จะช่วยเติมเต็มทั้งสามสีของความรักให้กับแบรนด์ของคุณครับ

Building Brand Love
Building Brand Love

ความสม่ำเสมอไม่ใช่ความน่าเบื่อนะครับ แต่มันคือความมั่นคงที่ทำให้ลูกค้ารู้ว่า “แบรนด์นี้คือใคร และยืนหยัดเพื่ออะไร” ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ การบริการ โทนเสียง หรือประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ ทุกอย่างต้องไปในทิศทางเดียวกันเสมอครับ

เชื่อว่าหลายคนเคยมีประสบการณ์กับร้านอาหารหรือแบรนด์อะไรสักอย่างที่เคยรักมาก แต่กลับไปอีกทีแล้วคุณภาพดรอปลง แบบนี้แหละครับ คือจุดที่ความเชื่อใจพังทลายไปแล้ว และมันยากมากที่จะได้กลับคืนมา เพราะ Trust คือพื้นฐานของ Brand Love ถ้าสั่นคลอนเมื่อไหร่ ความสัมพันธ์ก็แทบจะจบเลยครับ

Building Brand Love

แล้วเราจะบอกว่า Consistency หมายถึงทำเหมือนเดิมตลอดก็ไม่ใช่นะครับ เพราะถ้าโลกเปลี่ยนแต่แบรนด์ไม่พัฒนาเลย ก็จะตกขบวนเช่นกัน สิ่งสำคัญคือแบรนด์ต้อง “พัฒนาแบบไม่หลุดตัวตน” ต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น Harley-Davidson จากแบรนด์ที่เคยพูดถึงอเมริกัน Freedom ขับรถบิ๊กไบค์ทะลุทะลวง ก็เปลี่ยนมาเล่าเรื่อง Wellness & Meditation ได้ แต่ยังคงความเชื่อเรื่องอิสรภาพและความกล้าอยู่ครบถ้วนครับ

คนยุคนี้ไม่ชอบแบรนด์ที่ดูเฟคครับ แต่เค้าไม่ได้ต้องการความเป๊ะไปหมดซะทีเดียว แค่ต้องการความจริงใจเท่านั้นเอง ถ้าแบรนด์ทำพลาดก็พูดตรง ๆ ถ้าเกิดปัญหาก็อย่าหายไป ถ้าราคาเพิ่มก็อธิบายให้ฟัง แบรนด์ที่กล้าบอกความจริงคือแบรนด์ที่เคารพลูกค้าในฐานะพาร์ทเนอร์ ไม่ใช่แค่คนจ่ายเงินครับ คนเราไม่ได้รักแบรนด์เพราะความสมบูรณ์แบบ แต่เพราะแบรนด์นั้นทำตัวน่ารักในวันที่พลาด ได้ครับ

Empathy เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ลูกค้าเค้ารู้สึกยังไง ต้องการอะไร และกลัวอะไร ไม่ใช่แค่ถามแล้วทำ แต่ต้องฟังแล้ว “ตีความให้ขาด” ว่าเบื้องหลังคำพูดนั้น เขาต้องการอะไรจริง ๆ ครับ

Building Brand Love

เคสที่เห็นภาพชัดคือคลิป TikTok ของศรีจันทร์ที่ CEO ก้มมอบของให้แฟนคลับที่รอนานศิลปินมาก ไม่มีคำพูด ไม่มีสคริปต์ แต่มันทำให้เกิดการแชร์นับล้านวิว เพราะลูกค้ารู้สึกว่า “แบรนด์เข้าใจฉัน”

@ann190935

ศรีจันทร์สร้างมาตรฐานไว้สูงมาก ไลฟ์ขายของ mc และทีมทำงานมืออาชีพทุกครั้ง เรื่องทรีตศิลปินนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แบรนด์ทรีตมายอาโปดีมากๆ ล่าสุดจัดงานอีเว้นไม่คิดว่าแบรนด์จะทรีตแฟนคลับดีขนาดนี้ ทางแบรนด์ให้เกียรติทั้งศิลปินและแฟนคลับอะ อยู่ด้วยกันยาวๆเลยนะคะ 💜 #SRICHAND1948xMileApo#MilePhakphum #Nnattawin

♬ เสียงต้นฉบับ – Ann🏳️‍🌈💚i love you MileApo – Ann love MileApo💚💛🥬🥕

ความรักมันไม่ได้เกิดจากตอนที่ทุกอย่างราบรื่นหรอกครับ แต่มันเกิดจากวิธีที่เราปฏิบัติต่อกันเวลามีปัญหาต่างหาก

Building Brand Love

ในยุคที่ตัวเลือกเยอะจนคนไม่อยาก Commit อะไรยาว ๆ อีกต่อไป การที่ลูกค้าจะรักแบรนด์จริง ๆ มันเลยไม่ใช่เรื่องดวงครับ แต่ต้องสร้างอย่างตั้งใจ เพราะผู้บริโภควันนี้ไม่ได้แค่เลือกซื้อของ แต่กำลังเลือก “ใครสักคน” ที่จะใช้เงินด้วย และพร้อมจะเปลี่ยนใจทันทีถ้าแบรนด์ไม่ตรงใจพอ ความรักที่ลูกค้ามีให้แบรนด์จึงเปราะบางกว่าที่เคย โดยเฉพาะในยุคที่ไว้ใจอะไรได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งรีวิวปลอม คอนเทนต์หลอก หรือภาพลักษณ์ที่ไม่จริง 

ถ้าแบรนด์อยากได้ Brand Love จริง ๆ ต้องเข้าใจว่าความรักมี 3 มิติ: ความรู้สึกหลงใหล (แดง), เหตุผลที่ Make Sense (ชมพู), และความผูกพันผ่านสังคม (ขาว) ซึ่งถ้าแบรนด์เติมให้ครบทั้งสามสีได้ ความรักนั้นจะอยู่ได้ยาวครับ แต่ถ้าขาดสีใดสีหนึ่งไป ความสัมพันธ์ก็อาจไม่รอด และถ้าอยากเติมรักให้ครบ ต้องทำตาม 3 Laws คือ สม่ำเสมอแบบมีวินัย (Consistency), จริงใจแบบเปิดเผย (Transparency), และเข้าใจลูกค้าแบบลึกซึ้ง (Empathy) ไม่รีบขาย แต่เข้าไปนั่งในใจลูกค้าให้ได้ครับ แบบนี้แหละ…ถึงจะรักกันได้นานจริง ๆ ครับ

AI-Generated by Shutterstock (Prompt: a determined businessman standing in front of a glass wall filled with brand strategy sketches, dramatic side lighting, focused expression, cinematic depth of field, modern office setting, motivational mood)

บทความที่แนะนำให้อ่านต่อ

ชื่อเติ้ลครับ เป็น Senior Data Insight Researcher & Marketing Content Creator แห่งการตลาดวันละตอนครับ ^^ มีงานอดิเรกเป็น ผู้ช่วยนักวิจัยฝั่ง Consumer Insights ที่คณะวิทยาศาตร์การกีฬา ที่จุฬาครับ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *