วิเคราะห์ การตลาด Tagi ผ่านกรอบ 4P เมื่อของใช้ไลฟ์สไตล์ขายมากกว่าแค่ฟังก์ชัน แต่คือ “งานศิลป์ฮีลใจ” ที่ใครก็ยอมเปย์

เคยไหมคะที่เดินผ่านร้านค้าหรือไถฟีดโซเชียลแล้วเผลอกดสั่งซื้อของบางอย่างเพียงเพราะรู้สึกว่ามันน่ารัก ทั้งที่ของชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้มีความจำเป็นต้องรีบใช้ขนาดนั้น พฤติกรรมนี้ในทางจิตวิทยาและ การตลาด มักจะถูกเรียกบนต้นกำเนิดจากฝั่งโซเชียลจีนอย่าง Xiaohongshu ว่าเป็นการจ่าย “Dopamine Tax” หรือการยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับสารความสุขที่หลั่งออกมาตอนได้ครอบครองของที่ถูกใจค่ะ ซึ่งผู้บริโภคหลายคนใช้เป็นคำเรียกเล่น ๆ เมื่อซื้อของจากแบรนด์ที่มีชื่อว่า Tagi ค่ะ แต่เบื้องหลังปรากฏการณ์ความน่ารักที่กวาดพื้นที่หน้าฟีดนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญแต่อย่างใด วันนี้เราจึงจะพามาถอดรหัสความสำเร็จของ Tagi ผ่านกรอบกลยุทธ์การตลาด 4P กันค่ะ

ซึ่งในยุคที่ผู้บริโภคมีความเครียดจากการทำงานและการใช้ชีวิต แบรนด์ที่สามารถทำหน้าที่เป็น “นักบำบัดใจ” ผ่านดีไซน์สินค้าได้ มักจะเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด วันนี้เบลล์เลยจะพามาดูว่าพวกเขามีวิธีคิดและใช้กลยุทธ์อะไรในการปั้นแบรนด์ให้คนยอมจ่ายเงินซื้อความน่ารักกันค่ะ

ก่อนจะไปเจาะลึกกลยุทธ์ เรามาทำความรู้จักที่มาที่ไปของแบรนด์นี้ให้ลึกซึ้งขึ้นกันอีกนิดค่ะ Tagi (อ่านว่า ทา-จิ หรือ ทา-กิ) เป็นแบรนด์ดีไซเนอร์ไลฟ์สไตล์ที่ถือกำเนิดขึ้นในเมืองเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน เมื่อปี 2019 ท่ามกลางกระแสการแข่งขันของแบรนด์สินค้ามากมาย แต่ Tagi สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็วด้วยจุดยืนที่ชัดเจนค่ะ

การตลาด TAGI 4P
รูปภาพจาก: Tagi Thailand

ชื่อแบรนด์นี้ย่อมาจากคำว่า “Timely Access of Gripping Imagination” หรือการเข้าถึงจินตนาการที่น่าดึงดูดใจได้ทุกเวลา โดยแนวคิดหลักของแบรนด์คือการเชื่อว่าชีวิตประจำวันของผู้คนมักจะวนเวียนอยู่กับความจำเจค่ะ พวกเขาจึงอยากเป็นตัวแทนของการฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ แล้วหยอด “จินตนาการ” และ “ความโรแมนติก” ลงไปในทุกช่วงเวลาของชีวิต ผ่านสิ่งของที่เราต้องหยิบจับและใช้งานอยู่ทุกวันค่ะ

รูปภาพจาก: Tagi Thailand

สินค้าของ Tagi จึงไม่ได้เป็นเพียงของใช้ทั่วไป แต่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อย่างครอบคลุม และพร้อมที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในทุกพื้นที่ของชีวิตประจำวันเลยค่ะ จุดเด่นสำคัญที่เชื่อมโยงสินค้าทุกชิ้นเข้าด้วยกันคือ “ภาษาภาพ” ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นมาก ชนิดที่เพียงแค่มองเห็นก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นแบรนด์ Tagi ค่ะ โดยทางแบรนด์ได้เลือกใช้สีสันที่สดใสจัดจ้านในสไตล์คัลเลอร์บล็อก นำมาจับคู่สีตัดกันอย่างลงตัว ผสมผสานเข้ากับรูปทรงเรขาคณิตแบบอิสระ หรือรูปทรงออร์แกนิกที่เน้นความโค้งมน นุ่มฟู ชวนให้หวนนึกถึงความสนุกสนานของของเล่นในวัยเด็กค่ะ

การตลาด TAGI 4P
รูปภาพจาก: Tagi Thailand

การผสมผสานความขี้เล่นเหล่านี้อย่างลงตัว ได้เปลี่ยนสิ่งของพื้นฐานให้กลายเป็น “Functional Art” หรืองานศิลปะที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน โดยสินค้าแต่ละชิ้นทำหน้าที่เป็นเหมือนงานประติมากรรมชิ้นเล็ก ๆ ที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการด้านอารมณ์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน Gen Z และ Millennials ที่มักจะรู้สึกหมดพลังจากการทำงาน ไอเทมของ Tagi จึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตนที่สดใส (Self-Expression) เป็นของสะสมที่น่าภูมิใจ และที่สำคัญที่สุดคือเป็น “ตัวช่วยเยียวยาจิตใจ” ที่พร้อมจะเสิร์ฟความสุขและรอยยิ้มให้กับผู้ใช้งานได้ทันทีที่มองเห็น หรือที่พวกเราเรียกกันว่าการจ่าย Dopamine Tax นั่นเองค่ะ

@justllynn

everything in tagi was genuinely so cute,,, definitely a must visit if you are in shanghai! ⋆·˚ ༘ *🍎+🐛`♥ #tagi #shanghai #cute #shopping #fypシ゚

♬ Creme Brulee – Oneul

ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างปรากฏการณ์ Dopamine Tax ให้ผู้บริโภคยอมจ่ายอย่างเต็มใจนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความบังเอิญหรือแค่ดีไซน์ที่น่ารักเพียงอย่างเดียวค่ะ เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของแบรนด์นี้ชัดเจนยิ่งขึ้น เบลล์ขอพาทุกคนมาเจาะลึกและถอดรหัสความสำเร็จของ Tagi ผ่านการวิเคราะห์ด้วยกรอบกลยุทธ์ 4Ps Marketing Mix กันต่อเลยค่ะ ว่าพวกเขาทำอย่างไรถึงสามารถเปลี่ยนจินตนาการและความน่ารักให้กลายเป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่แข็งแกร่งและเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้อย่างอยู่หมัด

สิ่งแรกที่เป็นเหมือนหัวใจสำคัญและทำให้ Tagi โดดเด่นทิ้งห่างคู่แข่งในตลาด คือ กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่คิดมาอย่างน่าสนใจ โดนใจคนชอบของสะสมของน่ารักแบบเบลล์มากค่ะ แบรนด์ไม่ได้เลือกที่จะลงไปเล่นในสมรภูมิการแข่งขันด้านฟังก์ชันการใช้งานแบบเดิม ๆ เช่น วัสดุทนทานที่สุด หรือมีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด แต่ TAGI เลือกที่จะชู “คุณค่าทางอารมณ์” (Emotional Value) ขึ้นมาเป็นฟีเจอร์หลักในการขายค่ะ

รูปภาพจาก: Tagi Official
@qbambell

พาช้อป Tagi. สาขาเฉิงตูมีอะไรน่าตำบ้าง 🐶 #chengdu #tagi #เที่ยวจีน

♬ glue song sped up – ່

การออกแบบของ Tagi อาศัยหลักจิตวิทยาที่กระตุ้นให้เกิดความสุข โดยการใช้สีสันที่สดใสจัดจ้าน การจับคู่สีแบบคัลเลอร์บล็อก และการสร้างรูปทรงออร์แกนิกที่มีความโค้งมน นุ่มฟู หรือมีดีเทลปูดนูนแบบ 3 มิติ ดีไซน์เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนสวิตช์ที่คอยเปิดสารโดพามีน (Dopamine) หรือสารแห่งความสุขให้กับผู้ใช้งานในทุกครั้งที่หยิบจับ เป็นการเปลี่ยนของใช้ธรรมดาให้กลายเป็น “Functional Art” หรืองานศิลปะที่ใช้งานได้จริงค่ะ

การตลาด TAGI 4P
รูปภาพจาก: Tagi Official

นอกจากนี้ การที่แบรนด์เลือกใช้กลยุทธ์แตกไลน์สินค้า (Product Diversification) ให้ครอบคลุมทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่ของชิ้นเล็กอย่างเคสมือถือ กิ๊บติดผม ไปจนถึงของแต่งบ้านและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ยังเป็นการเพิ่มความถี่ในการใช้งาน อย่างชาญฉลาด ทำให้ Tagi ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์แฟชั่นที่ฉาบฉวย แต่สามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ใน Customer Journey ของผู้บริโภคได้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่ตื่นนอนยันเข้านอน จนกลายเป็น “ตัวแทนของไลฟ์สไตล์” ที่ลูกค้าขาดไม่ได้ค่ะ

สำหรับกลยุทธ์ด้านราคา เมื่อสินค้าไม่ได้แข่งขันกันด้วยฟังก์ชันการใช้งาน การตั้งราคาของ Tagi จึงก้าวข้ามกรอบการตั้งราคาตามต้นทุน (Cost-Plus Pricing) แบบเดิม ๆ ไปสู่การใช้กลยุทธ์ Value-Based Pricing หรือการตั้งราคาตาม “คุณค่าทางจิตใจ” ที่ลูกค้าเป็นผู้ประเมินค่ะ โดยทางแบรนด์ได้เลือกวางตำแหน่งสินค้าให้อยู่ในกลุ่ม Accessible Premium ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ที่ดูพรีเมียมและมีความประณีตระดับดีไซเนอร์แบรนด์ แต่ยังคงรักษาระดับราคาไว้ในจุดที่จับต้องได้ และไม่ได้สูงจนเกินเอื้อมค่ะ

รูปภาพจาก: Tagi Thailand

หากเจาะลึกลงไปที่อินไซต์ของผู้บริโภค จะพบว่ากลยุทธ์นี้สอดรับกับพฤติกรรมและจุดกำเนิดของแบรนด์อย่างประเทศจีนที่มีเทรนด์ “Yueji Culture” ( 悦己文化) หรือวัฒนธรรมการปรนเปรอตัวเอง ควบคู่ไปกับวัฒนธรรม “Little Treat Culture” ที่ผู้คนต้องการซื้อตั๋วหลีกหนีจากความเครียดชั่วขณะค่ะ

การตลาด TAGI 4P
รูปภาพจาก: Tagi Thailand

ในยุคที่ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะความกดดันรอบด้านทั้งจากเศรษฐกิจและสังคม การตั้งเป้าหมายใหญ่ ๆ ในชีวิตอาจดูเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและสร้างความเครียด กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่และ Gen Z จึงหันมาหาความสุขที่จับต้องได้ทันที จนเกิดเป็นพฤติกรรมการ “เปย์ตัวเอง” เพื่อชดเชยความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนัก โดยเรามักจะยอมจ่ายเงินซื้อความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเยียวยาจิตใจในยามตึงเครียดนั่นเองค่ะ

ด้วยระดับราคาที่เข้าถึงได้และตอบโจทย์การเป็นรางวัลฮีลใจที่เชื่อมโยงอินไซต์ของคนยุคนี้เข้าด้วยกัน ทำให้กระบวนการตัดสินใจซื้อเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดายโดยที่ลูกค้าแทบไม่รู้สึกผิด เพราะเมื่อนำราคาไปชั่งน้ำหนักกับปริมาณความสุข และรอยยิ้มที่ได้รับจากการครอบครองไอเทมสุดน่ารักเหล่านี้ พวกเขาจะรู้สึกทันทีว่านี่คือการจ่ายที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผลที่สุดค่ะ

กลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่ายของ TAGI คือกรณีศึกษาชั้นยอดของการสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ หรือที่เรียกว่า Omnichannel ค่ะ โดยแบรนด์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนพื้นที่ขายของให้กลายเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ค่ะ

รูปภาพจาก: Tagi Official

ในฝั่งออฟไลน์ ร้าน Concept Store ของ Tagi ที่มีชื่อว่า Tagi. House ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงเชลฟ์วางสินค้า แต่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยแนวคิด Retailtainment โดยมาจากคำว่า Retail + Entertainment ค่ะ ร้านค้าเปรียบเสมือนแกลเลอรีศิลปะหรือสตูดิโอถ่ายรูปขนาดย่อม ด้วยการจัดวางสินค้าและสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นด้วยสีสันสะดุดตา

การตลาด TAGI 4P
รูปภาพจาก: GOODMOODS

ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนป้ายโฆษณา 3 มิติ ที่ดึงดูดให้ผู้คนอยากเดินทางมาสัมผัสประสบการณ์จริงสำหรับทำการเช็คอินและสร้างคอนเทนต์ค่ะ ซึ่งพฤติกรรมนี้สะท้อนให้เห็นว่าแบรนด์เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้มองหาแค่การช้อปปิ้ง แต่ต้องการ “Experience” ที่สามารถนำไปแชร์ต่อในโลกโซเชียลได้ค่ะ

ในขณะเดียวกัน บนโลกออนไลน์ Tagi ก็ได้เลือกเจาะตลาดผ่านแพลตฟอร์มที่ขับเคลื่อนด้วยภาพและคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์อย่าง Little Red Book (Xiaohongshu) รวมถึงการขยาย Touchpoint ผ่านร้าน Multi-brand ชั้นนำในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินค้าค่ะ การวางกลยุทธ์เช่นนี้ทำให้หน้าร้านออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์ม E-commerce ทั่วไป แต่เป็นพื้นที่ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาอัปเดตเทรนด์ ค้นหาแรงบันดาลใจ และเข้าถึงสินค้าได้ง่ายที่สุดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามค่ะ

ปิดท้ายด้วยกลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด Tagi เลือกใช้วิธีการสื่อสารที่ไม่ได้เน้นการโฆษณาขายของโดยตรง แต่ปล่อยให้ความน่ารักและเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของสินค้าทำหน้าที่บอกต่อความสำเร็จผ่านพลังของเครือข่ายสังคมออนไลน์ค่ะ กุญแจสำคัญที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นไวรัลอยู่เสมอคือการสร้างคอนเทนต์จากผู้ใช้งานจริง เนื่องจากสินค้าทุกชิ้นถูกออกแบบมาให้มีความสวยงามและขึ้นกล้องเป็นพิเศษ

เมื่อลูกค้าซื้อไปใช้งาน สินค้าเหล่านั้นจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงของใช้ทั่วไป แต่เป็นเสมือนเครื่องหมายที่ช่วยแสดงรสนิยมหรือตัวตนของผู้ครอบครอง ทำให้ผู้ใช้เกิดความภาคภูมิใจจนอยากถ่ายรูปเพื่อแชร์ลงในโซเชียลมีเดียของตนเองค่ะ พฤติกรรมนี้เองที่ทำให้แบรนด์ได้รับสื่อแบบบอกต่อที่ทรงพลังและน่าเชื่อถืออย่างมาก โดยแบรนด์แทบไม่ต้องทุ่มงบประมาณไปกับการทำโฆษณาเลยค่ะ

รูปภาพจาก: ikonshops

นอกจากนี้ Tagi ยังต่อยอดความสำเร็จผ่านกลยุทธ์การจัดกิจกรรมในรูปแบบ Pop-up Event ที่มักจะเปลี่ยนพื้นที่กิจกรรมให้กลายเป็นแลนด์มาร์คสีสันสดใสชั่วคราว เพื่อสร้างความรู้สึกตื่นเต้นและกระตุ้นให้เกิดความต้องการซื้อทันทีด้วยสินค้าจำนวนจำกัด โดยกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้าอีกด้วยค่ะ

การตลาด TAGI 4P
รูปภาพจาก: Social Beta

รวมถึงการทำโปรเจกต์พิเศษร่วมกับแบรนด์ไลฟ์สไตล์อื่น ๆ เช่น ร้านกาแฟหรือเบเกอรี่ชื่อดัง เพื่อแลกเปลี่ยนฐานแฟนคลับซึ่งกันและกัน วิธีนี้ไม่เพียงแต่ช่วยดึงดูดกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ให้มารู้จักกับแบรนด์มากขึ้น แต่ยังทำให้ TAGI ดูสดใหม่และอยู่ในกระแสความสนใจของผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลาค่ะ จนกลายเป็นแบรนด์ที่ใคร ๆ ต่างก็เฝ้ารอและพูดถึงในทุกครั้งที่มีคอลเลกชันใหม่ออกมาค่ะ

สรุป วิเคราะห์ การตลาด Tagi ผ่านกรอบ 4P เมื่อของใช้ไลฟ์สไตล์ขายมากกว่าแค่ฟังก์ชัน แต่คือ “งานศิลป์ฮีลใจ” ที่ใครก็ยอมเปย์

ท้ายที่สุดแล้ว กรณีศึกษาของ Tagi ได้พิสูจน์ให้เราเห็นอย่างลึกซึ้งค่ะว่า ในยุคที่สินค้าหลายอย่างสามารถลอกเลียนแบบฟังก์ชันการใช้งานกันได้ สิ่งที่คู่แข่งไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย ๆ คือ “ความเชื่อมโยงทางอารมณ์” (Emotional Connection) ที่แบรนด์มีต่อผู้บริโภคค่ะ

ความสำเร็จของ Tagi ไม่ได้เกิดจากดีไซน์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการแปรสภาพความกดดันของผู้คนในโลกปัจจุบัน ให้กลายเป็นความสุขที่จับต้องได้ผ่านกลยุทธ์ที่เฉียบคม ทั้งการอัปเกรดสินค้าให้เป็นงานศิลป์ การตั้งราคาที่เป็นเสมือนรางวัล และการสร้างพื้นที่ให้ลูกค้าได้แสดงตัวตน จนสามารถเปลี่ยนจินตนาการให้กลายเป็นธุรกิจที่แข็งแกร่ง กลายเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคยินดีมอบให้กับแบรนด์ด้วยความเต็มใจค่ะ

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *