วิเคราะห์กลยุทธ์การตลาด Krispy Kreme ผ่าน 4P แบรนด์ทำยังไง ให้โดนัทกลายเป็นของฝากที่ขายดีตลอดกาล

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ถ้าใครจำได้กับปรากฏการณ์ห้างแตกที่สยามพารากอน คนยืนรอคิวไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง หรือถึงขั้นยอมจ่ายเงินซื้อให้คนที่รับหิ้วในราคาที่บวกเพิ่มไปอีกหลายเท่า เพียงเพื่อจะได้ลองกินโดนัทของแบรนด์ Krispy Kremeที่ผ่านเราเห็นแบรนด์ที่สร้างฟีเวอร์แบบนี้มาเยอะครับ แต่มันก็เป็นเพียงกระแสที่มักจะมาไวไปไว พอคนเริ่มเบื่อหรือสินค้าหาซื้อได้ง่ายขึ้น แบรนด์เหล่านั้นก็มักจะค่อย ๆ หายไปจากตลาดในที่สุดแต่เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับ Krispy Kreme ครับ

แบรนด์โดนัทสัญชาติอเมริกันที่มีอายุเกือบ 90 ปีแบรนด์นี้ ไม่เพียงแต่จะเอาชนะตลาดได้ แต่ยังสามารถพลิกจากของหายากที่คนต้องแย่งกันซื้อ ให้กลายมาเป็นของฝากที่ใคร ๆ ก็นึกถึง และสามารถยืนระยะกวาดยอดขายในไทยมาได้ยาวนานกว่า 10 ปีครับ

วันนี้เราจะมาถอดรหัสกันครับว่า เบื้องหลังความสำเร็จที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ หรือแค่เพราะรสชาติที่อร่อยเพียงอย่างเดียวนั้น วันนี้ผมจะพาทุกคนไปหาคำตอบผ่านบทความวิเคราะห์กลยุทธ์ การตลาด Krispy Kreme ผ่าน 4P แบรนด์ทำอย่างไร? ให้โดนัทกลายเป็นของฝากที่ขายดีตลอดกาล

จากจุดเริ่มต้นที่แบรนด์ขายโดนัทสไตล์อเมริกัน Krispy Kreme ทำให้การทานของหวานเป็นเรื่องอร่อยที่สุดครับ โดยมี Hero Product ที่แข็งแกร่งอย่างโดนัทรส Original Glazed ที่เป็นพระเอกตลอดกาล แบรนด์ไม่ต้องพึ่งพารสชาติที่ซับซ้อน แต่เน้นความคลาสสิกที่คนกินซ้ำได้ไม่เบื่อ

การตลาด Krispy Kreme 4P
ขอบคุณรูปภาพจาก: flavournetwork.

ลืมภาพโดนัทธรรมดา ๆ ไปได้เลยครับ เพราะ Krispy Kreme คือโดนัทที่แก้ Pain Point ด้านความน่าเบื่อ และมอบประสบการณ์แบบครบจบ

  • เนื้อสัมผัสละลายในปาก: รสชาติ Original Glazed ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หอมหวานอร่อยจนหาใครเลียนแบบได้ยาก
  • ไม่ใช่แค่อร่อยแต่คือไลฟ์สไตล์: การถือกล่อง Krispy Kreme กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนถือดูอินเทรนด์และแกลม
  • ความหลากหลายของเมนู: มีเครื่องดื่มให้เลือกหลากหลายเพื่อทานคู่กับโดนัทแบบเข้ากัน
การตลาด Krispy Kreme 4P
ขอบคุณรูปภาพจาก: Krispy Kreme Thailand

ถ้าทุกคนสังเกตแบรนด์ที่มาจากต่างประเทศทุกวันนี้ไม่ว่าจะ CHAGEE, JIAN CHA Tea หรือ Emily’s จะตามมาด้วยราคาที่สูงลิ่วจนคนทั่วไปเข้าถึงยากครับ แต่ Krispy Kreme วาง Positioning ไว้ว่าต้องการเจาะตลาด Premium Mass แม้ราคาต่อชิ้นอาจจะสูงกว่าโดนัทเจ้าตลาดเดิมในไทยนิดหน่อย (เริ่มต้น 27 บาท) แต่เมื่อเทียบกับแบรนดิ้ง ภาพลักษณ์ระดับโลก และแพ็กเกจจิ้งที่ดูดี ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะจ่ายเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์ และเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันครับ

การตลาด Krispy Kreme 4P
ขอบคุณรูปภาพจาก: krispykremeth.org

แบรนด์ตั้งราคาแบบซื้อยกกล่อง (Volume Pricing Strategy) ลองสังเกตดูครับว่า ถ้าเราซื้อแยกชิ้นราคาจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ถ้าเราซื้อแบบ Half-Dozen (6 ชิ้น) หรือ Dozen (12 ชิ้น ในราคา 249 บาท) ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นจะถูกลงมากครับ กลยุทธ์นี้ทำให้คนยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อหิ้วกลับไปฝากเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ได้อย่างไม่ลังเลครับ

การตลาด Krispy Kreme 4P
ขอบคุณรูปภาพจาก: Krispy Kreme Thailand

นี่คือจุดสำคัญที่ทำให้ Krispy Kreme ยังคงทำยอดขายได้ดีในไทย และไม่หายไปเหมือนแบรนด์กระแสอื่น ๆ ครับ Krispy Kreme ในไทยเลือกที่จะ ไม่เปิดสาขาทั่วทุกที่ แต่เน้นกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์กลายเป็นของฝากจากกรุงเทพฯ

เมื่อสินค้าหาซื้อยาก คนต่างจังหวัดที่เดินทางเข้ามากรุงเทพฯ จึงเกิดความรู้สึกว่าต้องซื้อกลับไปฝากการขยายสาขาน้อยนี้เองเป็นคีย์สำคัญที่ช่วยรักษาความแมสที่ยังดูพรีเมียมเอาไว้ได้ครับ และต่อมาแบรนด์ได้เลือกไปตั้งสาขาตามจุดคมนาคมหลัก จุดพักรถ และสนามบิน การไปดักรออยู่ในทำเลที่คนต้องเดินทาง ทำให้โดนัทกลายเป็นของฝากที่ซื้อง่าย หิ้วสะดวก แวะซื้อก่อนกลับบ้านหรือก่อนบินได้ทันที ซึ่งช่วยรักษา Volume การขายได้มากครับ

แต่เบื้องหลังของการไม่ขยายสาขาไปทั่วประเทศ ไม่ได้มีแค่เหตุผลด้านภาพลักษณ์เท่านั้นครับ แต่ยังมี โมเดลการผลิตแบบ Hub and Spoke ซ่อนอยู่ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญทางธุรกิจเลยครับ Krispy Kreme ใช้ระบบที่ต้องมี โรงงานผลิตหลัก ที่มีเครื่องทำโดนัทสด ๆ ที่มีไฟ Hot Light แล้วค่อยส่งโดนัทกระจายไปยังหน้าร้านขนาดเล็กตามห้างต่าง ๆ

การตลาด Krispy Kreme 4P

ซึ่งข้อจำกัดสำคัญของการจะขยายไปจังหวัดไกล ๆ แบรนด์จะต้องลงทุนสร้างโรงงานผลิตที่ได้มาตรฐานสูงขึ้นมารองรับด้วย ซึ่งใช้เงินลงทุน หลักสิบล้านบาทต่อแห่ง เพราะถ้าหากเลือกเปิดแค่ร้านเล็ก ๆ โดยไม่มีโรงงานอยู่ในรัศมีที่สามารถขนส่งได้ทัน โดนัทก็จะไม่สดใหม่ตามมาตรฐานของแบรนด์นั่นเองครับ

นอกจากนั้นแล้ว Krispy Kreme ยังขยายช่องทางให้ครอบคลุมแบบ Omni channel ด้วยครับ แบรนด์รู้ดีว่าพฤติกรรมผู้บริโภคยุคนี้ต้องการความรวดเร็วและมองหาความสะดวกสบาย พวกเขาจึงเลือกที่จะยกร้านไปไว้บนหน้าจอสมาร์ตโฟนของทุกคนแทน

ด้วยการเข้าไปขายกับแพลตฟอร์ม Food Delivery ยักษ์ใหญ่ครบทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น GrabFood, LINE MAN, และ ShopeeFood กลยุทธ์นี้เหมือนการเปิดหน้าร้านดิจิทัลเพื่ออุดช่องโหว่เรื่องระยะทาง และเป็นการเปลี่ยนความอยากกินให้กลายเป็นยอดขายได้ทันที ถือเป็นการสร้าง Seamless Experience ที่ทำให้โดนัทแสนอร่อยพร้อมส่งตรงถึงหน้าประตูบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อครับ

ในช่วงแรก Krispy Kreme เลือกใช้กลยุทธ์ Buzz Marketing ครับ ย้อนกลับไปในช่วงก่อนเปิดสาขาแรก แบรนด์ได้สร้างปรากฏการณ์ด้วยกลยุทธ์ Seeding โดยยอมลงทุนแจกโดนัทฟรีมากถึง 8,000 กล่อง พุ่งเป้าเจาะไปที่กลุ่ม Influencer, ดาราเซเลบริตี้ และพนักงานออฟฟิศในทำเลใจกลางเมือง

ขอบคุณรูปภาพจาก: thaifranchisecenter

การที่มีคนนับพันถือกล่องโดนัทลายจุดเดินไปมา แถมทุกคนยังถ่ายรูปลง Social Media เพื่ออวดและรีวิวความอร่อย สิ่งนี้คือการจุดกระแส Word of Mouth จนหลายคนนับวันรอเปิดตัวเลยครับ

มันคือการสร้าง Hype และทำให้เกิดความอยากรู้อยากลองของผู้คน ในวันเปิดร้านจริงผู้คนยอมแห่กันมาต่อคิวรอแบบข้ามวันข้ามคืน ถือเป็นการสร้างกระแสที่เปลี่ยนต้นทุนการแจกของฟรี ให้กลายเป็น Earned Media มูลค่ามหาศาลได้ครับ

นอกจากนี้ แบรนด์ยังเก่งเรื่องการเลี้ยงกระแสด้วยการเล่นกับ FOMO ครับ Krispy Kreme มักจะสร้างความตื่นเต้นด้วยการออกโดนัทรสชาติแปลกใหม่ ลวดลายตามเทศกาล หรือจับมือคอลแลบส์กับคาแรกเตอร์ดัง ๆ ในรูปแบบ Limited Edition ที่มีเวลาวางขายจำกัด กลยุทธ์นี้เป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภครู้สึกว่าต้องรีบไปซื้อก่อนของจะหมดซึ่งช่วยดึงลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำได้เรื่อย ๆ ครับ

แต่ที่ถือเป็นทีเด็ดที่แบรนด์นำมาใช้ทุกครั้ง คือแคมเปญในวันเปิดสาขาใหม่ครับ แบรนด์มักจะจัดอีเวนต์ด้วยการมอบรางวัลสุดยิ่งใหญ่ อย่างเมื่อ 6 ปีที่แล้วแจกสิทธิ์กินฟรี 1 ปีเต็มให้กับลูกค้ารายแรกที่มาเข้าคิว หรือให้สิทธิ์ซื้อ 1 แถม 1 ให้กับ 100 คิวแรกครับ

ขอบคุณรูปภาพจาก: Positioning Magazine

กิมมิกนี้เปลี่ยนการซื้อโดนัทธรรมดาให้กลายเป็นความท้าทาย กระตุ้นให้เหล่าแฟนคลับตัวยงยอมมาปักหลักกางเต็นท์ต่อคิวรอกันข้ามวันข้ามคืน ถือเป็นการสร้าง Event Marketing ที่นอกจากจะสร้างภาพลักษณ์ของความฮิตระดับห้างแตกได้แล้ว ยังดึงดูดพื้นที่สื่อ และสร้างกระแสไวรัลได้ทุกครั้งที่มีการขยายสาขาเลยล่ะครับ

เป็นไงกันบ้างครับผมหลังเขียนบทความนี้จบผมมองว่า Krispy Kreme เติบโตและการรักษาความนิยมมาอย่างยาวนานไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการวางกลยุทธ์ที่ชัดเจนและสอดคล้องกันในทุกมิติของ 4P Strategy ครับ โดยเริ่มจากการมี Hero Product ที่โดดเด่น

Krispy Kreme เจาะตลาด Premium Mass ที่นำเสนอสินค้าภาพลักษณ์ระดับโลกในราคาที่จับต้องได้ รวมถึงการตั้งราคาแบบ Volume Pricing ที่กระตุ้นให้คนซื้อทีละมาก ๆ พร้อมทั้งสร้างช่องทางจัดจำหน่ายที่โดยเปลี่ยนจาก Scarcity มาเป็น Ubiquity ขยายสาขาไปตามจุดคมนาคมและสนามบินจนกลายเป็นของฝากยอดฮิต ในด้านการสื่อสาร แบรนด์เลือกใช้จิตวิทยา FOMO และ Buzz Marketing ทำให้ Krispy Kreme ไม่ได้เป็นเพียงโดนัท แต่กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคครับ

ในมุมมองของผม Krispy Kreme ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวสินค้าครับ แต่คือความสามารถในการบริหารประสบการณ์ และคุณค่าของแบรนด์ที่เปลี่ยนจากกระแสชั่วข้ามคืน ให้กลายเป็นพฤติกรรมระยะยาว ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้แบรนด์สามารถรักษายอดขายไว้ได้ นอกจากนี้ การเลือกทำเลที่ตั้งให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเดินทาง ยังทำให้เราได้เห็นถึงแนวคิดการเติบโตที่มีแบบแผนมากกว่าการเร่งขยายสาขาไปทุกที่แบบไร้ทิศทางครับ ท้ายที่สุด Krispy Kreme ได้สอนเราว่า การสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เกิดจากการทำให้ทุกองค์ประกอบของกลยุทธ์ทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องกัน จนสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความคุ้นเคยในระยะยาวได้ ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับแบรนด์ที่ต้องการเปลี่ยนจากสินค้ายอดฮิต สู่การเป็นตำนานในตลาดครับ

Source Source Source Source Source

บทความที่แนะนำเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *