สวัสดีค่ะทุกท่าน ในระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมานี้นิกมีโอกาสได้อ่านบทความวิจัยที่มีประเด็นที่น่าสนใจสำหรับเรื่องของการนำ Generative AI มาใช้เพื่อเป็นผู้ช่วยในการทำงาน ซึ่งเพื่อนนักศึกษา ป.เอก ท่านหนึ่งส่งมาให้เพราะเห็นว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจมากๆ ในยุคที่การใช้งาน GenAI เป็นไปอย่างกว้างขวางทุกวงการ โดยตัวบทความเปิด Topic ชวนฉุกคิดได้น่าสนใจมากๆ ว่า “The Impact of Generative AI on Critical Thinking: Self-Reported Reductions in Cognitive Effort and Confidence Effects From a Survey of Knowledge Workers” : ผลกระทบของ GenAI ต่อการคิดเชิงวิพากษ์: การลดความพยายามทางปัญญาและผลกระทบต่อความมั่นใจของผู้ใช้ =>> บทความนี้มีคำตอบ (ในแง่ของงานวิจัย) ค่ะ (☞゚ヮ゚)☞ Let’s go….
#1 บทบาทของ Generative AI กับผู้ใช้งานกลุ่มตัวอย่าง
เทคโนโลยี GenAI เช่น ChatGPT, Copilot และ Gemini ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานของผู้ใช้ความรู้ (Knowledge Workers) โดยช่วยลดภาระงาน เช่น การสังเคราะห์ข้อมูล การสร้าง Content และการให้คำแนะนำต่างๆ เปรียบเสมือนเป็นเลขาหรือผู้ช่วย แต่อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ GenAI มีผลกระทบต่อการถดถอยของทักษะการคิดและแก้ปัญหา โดยเฉพาะทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ของผู้ใช้อย่างพวกเราหรือไม่ และถ้ามี มีในลักษณะใดบ้าง?
คำตอบ(เชิงงานวิจัย)มีอยู่ในบทความนี้ค่ะ ✪ ω ✪
งานวิจัยนี้ได้ทำการสำรวจ 319 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาอาชีพที่มีประสบการณ์ในการใช้ GenAI เป็นประจำ และวิเคราะห์ 936 ตัวอย่าง ของการใช้ GenAI ในการใช้งานจริง เพื่อศึกษาว่า Users ตระหนักถึงความจำเป็นของการคิดเชิงวิพากษ์อย่างไรบ้าง และปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งผลกระทบต่อระดับของการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ หรือ Critical Thinking ที่เราคุ้นเคยกัน โดยรายละเอียดของกลุ่มตัวอย่างและการสำรวจมีดังต่อไปนี้ค่ะ (* ̄3 ̄)╭
1.1 รายละเอียดของการสำรวจ
- จำนวนผู้เข้าร่วม: 319 คน จากกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูล การวิเคราะห์ การสร้าง Content รวมถึงงานด้านการตลาดต่างๆ
- จำนวนตัวอย่างที่วิเคราะห์: 936 ตัวอย่าง ซึ่งเป็นกรณีศึกษาจริงจากการใช้ GenAI ในงานประจำวัน
- เครื่องมือที่ใช้: แบบสอบถามและการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการใช้ GenAI และพฤติกรรมการคิดเชิงวิพากษ์ของ User ทุกกลุ่ม
- เกณฑ์การวิเคราะห์: การตรวจสอบความมั่นใจในตนเองของผู้ใช้ และระดับความมั่นใจในคำตอบของ AI รวมถึงการวิเคราะห์แนวโน้มของการใช้ Critical Thinking ในงานแต่ละประเภท
ซึ่งความน่าสนใจก็คือ จากงานวิจัยพบว่า ความมั่นใจขอ Users ทั้งในตัวเองและใน AI มีผลกระทบโดยตรงต่อการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์ โดยผู้ที่มีความมั่นใจใน AI สูงมักใช้ความคิดเชิงวิพากษ์น้อยลง!! (ㆆ_ㆆ) ขณะที่ผู้ที่มั่นใจในตนเองสูงจะมีแนวโน้มตรวจสอบ วิเคราะห์ และตั้งคำถามกับผลลัพธ์ของ AI มากขึ้น
ในบทความนี้เลยมาเจาะลึกถึงผลกระทบของ GenAI ต่อการใช้ Critical Thinking ของ Users แตกเป็นประเด็นออกมาดังนี้ค่ะ
#2 ผลกระทบของการใช้งาน Generative AI ต่อ Critical Thinking ของ User
2.1 การลดลงของการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์
ซึ่งจากการศึกษาในงานวิจัยนี้พบว่า User ที่มีความมั่นใจใน AI มากขึ้นมีแนวโน้มที่จะใช้ความคิดเชิงวิพากษ์หรือ Critical Thinking น้อยลง เพราะ User ในกลุ่มนี้เชื่อว่า AI สามารถให้คำตอบที่ถูกต้องได้อยู่แล้ว แต่ในทางกลับกัน User กลุ่มที่มีความมั่นใจในตนเองสูง มักจะตรวจสอบ วิเคราะห์ และตั้งคำถามกับผลลัพธ์หรือ Response ของ AI มากขึ้นหลังจากที่ได้รับคำตอบจาก GenAI เช่น ChatGPT หรือ Gemini มาแล้ว ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดการลด Critical Thinking สำหรับ User ในบางกลุ่มมีดังนี้ค่ะ
📌 ปัจจัยที่ทำให้ลดการใช้ความคิดเชิงวิพากษ์:
- การไว้วางใจในความสามารถของ GenAI มากเกินไป
- ขาดเวลา หรือแรงจูงใจในการวิเคราะห์ข้อมูล
- ไม่มีทักษะเพียงพอในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- การพึ่งพา GenAI ในงานประจำวันมากขึ้น ทำให้ทักษะการคิดวิเคราะห์ลดลง
- GenAI สร้างผลลัพธ์ที่ดูน่าเชื่อถือ ทำให้ผู้ใช้ละเลยการตรวจสอบข้อมูล
2.2 ผลกระทบการเปลี่ยนแปลงบทบาท User จากผู้ปฏิบัติงานไปเป็นผู้ตรวจสอบกับ Critical Thinking
นอกจากนี้ GenAI ยังทำให้บทบาทของ User เปลี่ยนจาก “ผู้สร้างเนื้อหา/ผู้ปฏิบัติงาน” เป็น “ผู้ตรวจสอบ” ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสร้างเนื้อหาหรือวิเคราะห์ข้อมูลเองตั้งแต่ต้น แต่เปลี่ยนเป็นมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และแก้ไขเนื้อหาที่ GenAI สร้างขึ้นมาให้เหมาะสมกับบริบท User ต้องการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกระบวนการ Critical Thinking ที่เปลี่ยนไปเป็นลำดับขั้นตอนของ กระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคของ GenAI ดังนี้
- การกำหนดเป้าหมายและออกแบบคำสั่ง (Prompt Engineering) – การกำหนดคำสั่งที่แม่นยำและมีประสิทธิภาพช่วยให้ GenAI สร้างผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ
- การตรวจสอบคุณภาพของผลลัพธ์ที่ GenAI สร้างขึ้น – ผู้ใช้ต้องตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งข้อมูลภายนอกและใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบเพื่อลดข้อผิดพลาด
- การปรับปรุงและแก้ไขผลลัพธ์ให้ตรงกับมาตรฐานที่ต้องการ – GenAI อาจสร้างเนื้อหาที่ไม่สอดคล้องกับบริบท ผู้ใช้ต้องมีความสามารถในการแก้ไขและปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสม
- การวิเคราะห์ข้อจำกัดและความลำเอียงของ GenAI – GenAI อาจมีอคติจากข้อมูลที่ใช้ฝึก ผู้ใช้ต้องระมัดระวังและใช้การวิเคราะห์เพื่อประเมินผลลัพธ์อย่างรอบคอบ
- การใช้ GenAI เป็นเครื่องมือช่วยเสริม ไม่ใช่เป็นแหล่งข้อมูลเดียว – ผู้ใช้ควรใช้ GenAI เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจ ไม่ใช่พึ่งพา AI อย่างเดียว
ซึ่งจากผลกระทบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การใช้ GenAI จำเป็นต้องมีแนวทางและกรอบคิดที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะในด้านของการคิดเชิงวิพากษ์และการพัฒนาองค์ความรู้ในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นค่ะ
3. ความท้าทายและแนวทางแก้ไขในการใช้ GenAI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การใช้ AI อย่างไม่รอบคอบอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ เช่น การยอมรับข้อมูลผิดพลาดโดยไม่ตรวจสอบ หรือ การสูญเสียทักษะการคิดวิเคราะห์ในระยะยาว (Cognitive Atrophy) เนื่องจากผู้ใช้ไม่ต้องใช้สมองในการคิดเชิงลึก
3.1 ความเสี่ยงจากการพึ่งพา Generative AI มากเกินไป
ซึ่งจากงานวิจัยพบว่า 60% ของผู้ใช้ GenAI รายงานว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะพึ่งพาข้อมูลจาก GenAI มากขึ้น โดยเฉพาะในงานที่มีความซับซ้อนต่ำ สิ่งนี้นำไปสู่การลดลงของการตรวจสอบข้อมูลและอาจสร้างความเสี่ยงต่อการใช้ข้อมูลที่ผิดพลาด และจากการประเมินผู้วิจัยพบว่า GenAI มีผลกระทบต่อ User ดังนี้
- 40% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า GenAI ทำให้พวกเขาตรวจสอบข้อมูลน้อยลง
- 35% พบว่าเมื่อใช้งาน GenAI อย่างต่อเนื่อง ทักษะการตัดสินใจของพวกเขาลดลง
- 25% มีแนวโน้มที่จะใช้ GenAI ในการทำงานโดยไม่ตั้งคำถามกับผลลัพธ์
📌 ตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพา GenAI มากเกินไป:
- การใช้ GenAI สร้างเนื้อหาโดยไม่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- การเชื่อมั่นในคำตอบของ GenAI โดยไม่มีการเปรียบเทียบกับแหล่งข้อมูลอื่น
- การขาดทักษะในการพัฒนาคำสั่ง (Prompt) ที่มีประสิทธิภาพ
3.2 แนวทางการใช้ GenAI เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงวิพากษ์
แทนที่จะใช้ AI เป็นเครื่องมือที่ลดทอนความสามารถของมนุษย์ GenAI ควรถูกออกแบบและนำไปใช้ในลักษณะที่ช่วยส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์
✅ กลยุทธ์เพื่อการใช้ GenAI อย่างมีประสิทธิภาพ:
- การใช้ GenAI เป็นผู้ช่วยในการเรียนรู้ แทนที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ – GenAI ควรสนับสนุนการตั้งคำถามและกระตุ้นให้ผู้ใช้ค้นคว้าเพิ่มเติม
- การพัฒนาทักษะการตรวจสอบข้อมูล (Fact-checking) – GenAI ควรช่วยผู้ใช้ระบุแหล่งที่มาของข้อมูลและเสนอแนวทางในการตรวจสอบความถูกต้อง
- การออกแบบ GenAI ให้มีระบบแจ้งเตือนข้อผิดพลาด – GenAI ควรเตือนเมื่อพบข้อมูลที่ขัดแย้ง หรือแสดงระดับความน่าเชื่อถือของข้อมูล
นอกจากนี้เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบ งานวิจัยแนะนำให้พัฒนาแนวทางการใช้ GenAI อย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งรวมถึง:
✅ การฝึกอบรมให้ผู้ใช้มีทักษะในการตรวจสอบข้อมูล – GenAI ควรใช้เป็นเครื่องมือช่วยเสริม ไม่ใช่แหล่งข้อมูลเดียว ✅ การพัฒนาระบบ GenAI ที่สามารถแจ้งเตือนข้อผิดพลาดและความคลาดเคลื่อนของข้อมูล ✅ การออกแบบระบบ GenAI ที่กระตุ้นให้ผู้ใช้ตั้งคำถามกับผลลัพธ์และวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติม ✅ การกำหนดนโยบายองค์กรเกี่ยวกับการใช้ GenAI เพื่อให้แน่ใจว่าพนักงานยังคงพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์
Last but not Least..
อย่างไรก็ตามนิกเชื่อว่า Generative AI ก็ยังคงเป็นตัวช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ถ้าเราใช้โดยไม่ไตร่ตรอง อาจทำให้ความสามารถในการคิดเชิงวิพากษ์ของเราลดลงได้ (พิจารณาจากผลลัพธ์ของงานวิจัยชิ้นนี้) ดังนั้นการออกแบบการใช้งาน GenAI ที่ดีควรสนับสนุนให้มนุษย์อย่างเราๆ ใช้ความคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ใช่แค่พึ่งพาข้อมูล หรือผลวิเคราะห์จาก GenAI เพียงอย่างเดียว ทั้งนี้หากเพื่อนๆ สนใจบทความวิจัยตัวเต็มสามารถอ่านได้ที่ >> The Impact of Generative AI on Critical Thinking: Self-Reported Reductions in Cognitive Effort and Confidence Effects From a Survey of Knowledge Workers