Google Vids เครื่องมือสร้างวิดีโอจาก Google ที่ไม่ได้มาแทน Editor แต่กำลังแทนทั้งระบบการทำงาน

ก่อนหน้านี้ ถ้าใครเคยทำวิดีโอจริง ๆ จะรู้ว่าความยาก ไม่ได้อยู่ที่ไอเดีย แต่อยู่ที่การเอาไอเดียนั้นไปทำให้เสร็จ กระบวนการมันยาว ตั้งแต่คิด ถ่าย ตัดต่อ ใส่เสียง จนสุดท้ายกว่าจะได้คลิปหนึ่งออกมา มันคือการรวมตัวของทั้งเวลา ทีม และงบประมาณ แต่สิ่งที่ Google กำลังทำผ่าน Google Vids ไม่ได้พยายามทำให้ตัดต่อง่ายขึ้นอย่างเดียว แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของงานวิดีโอทั้งหมด จากงานที่ต้องมีโปรดักชัน กลายเป็นงานที่เริ่มจากการพิมพ์ และจบที่วิดีโอได้เลย นี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือใหม่ แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีคิดของการทำคอนเทนต์ครับ

ในโลกที่วิดีโอกลายเป็นรูปแบบคอนเทนต์หลัก ปัญหาไม่ใช่แค่ทำวิดีโอได้ไหม แต่คือทำได้เร็วพอ และทำได้ต่อเนื่องพอหรือเปล่า นี่คือเหตุผลที่ Google Vids ถูกออกแบบขึ้นมา ไม่ใช่แค่เป็นโปรแกรมตัดต่อ แต่เป็นเครื่องมือที่รวมทุกอย่างตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำไว้ในที่เดียว ตั้งแต่คิดไอเดีย เขียนสคริปต์ สร้างวิดีโอ ตัดต่อ ไปจนถึงแชร์และทำงานร่วมกัน

สิ่งที่ทำให้ Vids ต่างจากเครื่องมือวิดีโอทั่วไป คือมันไม่ได้เริ่มจาก timeline ที่ว่างเปล่า แต่มันเริ่มจากไอเดีย เราสามารถเริ่มจากการสร้างวิดีโอด้วย Veo 3.1 โดยพิมพ์แค่ข้อความสั้น ๆ แล้วให้ AI สร้างวิดีโอออกมา หรือจะเลือกใช้ AI Avatar ที่ช่วยพูดแทนคุณจากสคริปต์ที่เขียนไว้ หรือแม้แต่แปลง Google Slides ให้กลายเป็นวิดีโอโดยไม่ต้องเริ่มใหม่จากศูนย์

ในขณะเดียวกัน ถ้าคุณมีของอยู่แล้ว ก็สามารถอัปโหลดไฟล์เข้ามา หรืออัดหน้าจอ อัดตัวเอง แล้วเอามาต่อยอดได้ทันที หรือถ้าไม่มีอะไรเลยจริง ๆ ก็มี Template และ Storyboard ที่ช่วยให้เริ่มต้นได้โดยไม่ต้องคิด flow เองทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นตรงนี้คือ Google ไม่ได้บอกว่าคุณต้องทำวิดีโอแบบนี้ แต่เปิดให้คุณเลือกวิธีเริ่มต้นที่เหมาะกับงานของคุณที่สุด

Google Vids เครื่องมือสร้างวิดีโอจาก Google ที่ไม่ได้มาแทน Editor แต่กำลังแทนทั้งระบบการทำงาน

ถ้ามองลึกลงไป สิ่งที่ Google ทำไม่ใช่การใส่ฟีเจอร์เยอะ ๆ แต่คือการเชื่อมฟีเจอร์ให้เป็น flow เดียว คุณอาจเริ่มจาก Storyboard ให้ AI ช่วยวางโครง แล้วใช้ Veo สร้างวิดีโอจากไอเดียนั้น จากนั้นค่อยเติม footage จริงผ่าน Upload แล้วอัดเสียงหรือหน้าจอด้วย Record แล้วปิดท้ายด้วยการใส่เพลงผ่าน Lyria 3 เพื่อให้วิดีโอสมบูรณ์

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์มเดียว นี่คือสิ่งที่คนทำงานจะรู้สึกทันทีว่าไม่ต้องสลับไปมาอีกแล้ว จากเดิมที่ต้องเปิดหลายโปรแกรม ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ในที่เดียว และเชื่อมกันแบบต่อเนื่อง

การใช้งานยังผูกกับ Google Workspace เป็นหลัก และฟีเจอร์ AI หลายอย่างยังรองรับภาษาอังกฤษเป็นหลักในปัจจุบัน วิดีโอที่สร้างสามารถยาวได้สูงสุดประมาณ 30 นาที แต่บางฟีเจอร์อาจยังเปิดให้ใช้ไม่ครบในทุกบัญชี และสามารถใช้งานผ่าน browser อย่าง Chrome, Firefox และ Edge ได้เต็มรูปแบบ ขณะที่ Safari ยังจำกัดสามารถทำได้แค่การดูครับ

Google Vids เครื่องมือสร้างวิดีโอจาก Google ที่ไม่ได้มาแทน Editor แต่กำลังแทนทั้งระบบการทำงาน

สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการทดลองใช้ฟรี เข้าไปที่ Google Vids สามารถ Log in เข้าบัญชี Google ปกติได้เลยครับ ซึ่งสามารถทำวิดีโอได้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ว่าจะเป็นการอัดวิดีโอ อัปโหลดไฟล์ ใช้ template ตัดต่อ และแชร์งานครับ แต่บางฟีเจอร์ที่ต้องการใช้ AI ให้มากขึ้น เช่น การใช้ Veo 3.1 ที่มีลิมิตจำนวนคลิป หรือฟีเจอร์อย่าง AI Avatar และการสร้างเพลงด้วย Lyria 3 Pro ที่ถูกวางไว้ในระดับ Premium ซึ่งจะต้องสมัครใช้งานแบบเสียเงินครับ

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lyria 3 Pro อัพเดทล่าสุดจาก Google ทดลอง 30 วินาทีสู่เพลงเต็ม 3 นาที

ส่วนตัวผมมองว่าการใช้งานฟรีที่ให้มาก็ค่อนข้างเพียงพอในการใช้งานเริ่มต้นแล้วครับ ส่วนใครที่มีการจ่ายเงินก่อนหน้านี้แล้ว ถ้า Log in ด้วยบัญชีเดิม ก็จะเห็นว่าสามารถใช้งานฟีเจอร์ Premium ได้ครับ

หัวใจของ Vids ไม่ได้อยู่ที่การตัดต่อ แต่อยู่ที่การเข้ามาจัดการ workflow เพราะเราสามารถสร้างวิดีโอจาก prompt
แก้ไขแต่ละ scene ได้ละเอียด ใส่ภาพ เสียง ข้อความ และจัด timing ได้ เปลี่ยน transition ระหว่างฉากได้ และที่สำคัญคือ สามารถ copy วิดีโอเดิมเพื่อแตก version ใหม่ได้ทันที ซึ่งนี่คือสิ่งที่ตอบโจทย์งานที่ต้องทำซ้ำได้ดีที่สุด

นอกจากนั้นยังรองรับไฟล์หลากหลายประเภท ทั้งเสียง (mp3, wav, m4a) ภาพ (PNG, JPEG, GIF) และวิดีโอ (mp4, webm, quicktime) สามารถดึงไฟล์จากเครื่องหรือ Google Drive ได้ทันที ซึ่งหมายความว่า ไม่ต้องย้าย asset ไปมาหลายแพลตฟอร์มอีกต่อไปครับ

และหนึ่งในข้อได้เปรียบที่ชัดที่สุดคือระบบ collaboration ผู้ใช้สามารถแชร์วิดีโอให้ทีมเข้ามาดู คอมเมนต์ หรือแก้ไขได้แบบ real-time หรือจะ export เป็น MP4 ลง Google Drive ดาวน์โหลด หรืออัปโหลดไป YouTube ก็ได้ พร้อมระบบกำหนดสิทธิ์ ดู / คอมเมนต์ / แก้ไข ซึ่งทำให้มันกลายเป็นเครื่องมือของทีม มากกว่าของคน ๆ เดียว

สิ่งที่ทำให้น่าสนใจขึ้นอีกระดับ คือการเชื่อมกับโมเดลสร้างวิดีโออย่าง Veo ผู้ใช้สามารถสร้างวิดีโอจากข้อความหรือภาพได้ทันที แล้วนำมาตัดต่อ ปรับแก้ และใช้งานต่อใน Vids ได้เลย ซึ่งทำให้เกิด flow แบบใหม่ จากเดิม คิด ถ่าย ตัดต่อ ส่งงาน กลายเป็น คิด prompt ปรับ ใช้งาน ซึ่งจะช่วยลดเวลาการผลิตลง

Google Vids ไม่ได้พยายามเป็นเครื่องมือสำหรับสาย cinematic แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อ ทีมการตลาดที่ต้องทำคอนเทนต์จำนวนมาก องค์กรที่ต้องสื่อสารภายใน ทีมที่ต้องทำ video presentation ซ้ำ ๆ หรือธุรกิจที่ต้องการ scale การผลิตวิดีโอ จุดเด่นคือ ทำได้เร็ว ทำซ้ำได้ และทำเป็นระบบได้

นี่สัญญาณชัดว่า วิดีโอไม่ได้เป็นแค่คอนเทนต์อีกต่อไป เครื่องมือนี้ไม่ได้มาแทน editor มืออาชีพ แต่มาแทนความวุ่นวายของ workflow และเมื่อรวมกับ AI อย่าง Veo มันกำลังเปลี่ยนคำถามจาก จะทำวิดีโอยังไง ไปเป็น จะออกแบบระบบวิดีโอให้ธุรกิจยังไง ซึ่งนั่นคือ game ที่ใหญ่กว่ามาก

Video editing setup with multiple monitors and a person working on a project.
ขอบคุณภาพจาก Shutterstock AI Generator
Prompt: a cinematic wide shot of a modern creative workspace, a person sitting in front of a computer generating video with AI, multiple floating holographic screens showing video editing, AI prompts, and storyboard scenes, futuristic but clean and minimal, soft warm lighting mixed with blue tech glow, calm and focused atmosphere, premium aesthetic, depth of field, ultra realistic, 4k

Google Vids ไม่ได้ทำให้วิดีโอง่ายขึ้นเฉย ๆ แต่มันกำลังเปลี่ยนวิดีโอจากชิ้นงาน ให้กลายเป็นกระบวนการทำงาน จากเดิมที่เราคิดว่า ต้องมีวิดีโอหนึ่งตัวที่ดีที่สุด ตอนนี้มันกลายเป็น เราควรมีวิดีโอหลายตัว แล้วให้ข้อมูลบอกว่าอะไรดีที่สุด และเครื่องมือแบบนี้ คือสิ่งที่ทำให้ mindset แบบนั้นเกิดขึ้นได้จริง

สุดท้ายแล้ว คนที่ได้เปรียบอาจไม่ใช่คนที่ตัดต่อเก่งที่สุด แต่คือคนที่เข้าใจว่า จะใช้เครื่องมือนี้สร้างระบบการทำคอนเทนต์ยังไง เพราะในโลกที่ทุกคนทำวิดีโอได้ ความต่างจะไม่ได้อยู่ที่เครื่องมือ แต่อยู่ที่วิธีคิดในการใช้ครับ ทุกวันนี้เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นไปทุกวัน ถ้าใช้ให้ดีก็จะเกิดประโยชน์ แต่ถ้าใช้ผิดทางก็จะเกิดโทษครับ

ผมหวังว่าทุกคนจะนำการพัฒนาของเทคโนโลยีและบทความนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ไม่มากก็น้อยนะครับ ฝากติดตามบทความด้านการใช้ AI แบบนี้ด้วยนะครับ หรือใครอยากให้นำ AI ตัวไหนมาเล่าให้ฟัง สามารถคอมเมนต์บอกกันได้เลยครับ

สำหรับนักอ่านที่ชอบ และ อยากอ่านบทความเกี่ยวกับการตลาด, Data และ AI เพิ่มเติม สามารถติดตามได้จาก เพจการตลาดวันละตอน รวมไปถึง Twitter Instagram YouTube ของการตลาดวันละตอนได้เลยนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าครับ

Source [1] [2]

การตลาดวันละตอน เว็บรวมความรู้การตลาดด้าน Data และ Personalization

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *