2.Transaction Data : ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการซื้อ-ขาย ทั้งบน Online และ Offline ณ จุดซื้อสินค้า (POP : Point of Purchase) เช่น ซื้อสินค้ากี่ออเดอร์, ขายได้จำนวนเท่าไร, ราคาเท่าไร, ซื้อที่ไหนบ้าง อะไรทำนองนี้ครับ
3.Behaviral Data : ข้อมูลเชิงพฤติกรรมในสิ่งที่ลูกค้ามาปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจของเรา ยกตัวอย่างเช่น view ในการดูวิดีโอ / ยอดคลิกโฆษณา Click / Click Through rate (CTR%) / Add to Cart / Conversion Rate(CVR%) / Retention Rate และอีกมากมายเลยครับ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเก็บข้อมูลเชิงพฤติกรรมนี้ไปใช้สำหรับทำอะไรบ้าง
4. Service Data : ข้อมูลที่เราจะได้จากการให้บริการลูกค้า ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่ลูกค้ามักเข้ามาถามบ่อย ๆ, Feed Back ที่ได้รับจากลูกค้าหลังใช้บริการ, รูปแบบการทักเข้ามาของลูกค้าแต่ละประเภท ระหว่างคนที่มีโอกาสซื้อสินค้า กับคนที่ทักเข้ามาเฉย ๆ
มาถึงตรงนี้เบสอยากจะบอกกับทุกคนก่อนนะครับว่า เราไม่จำเป็นจะต้องเก็บ Data ให้ได้ทั้งหมดนี้ก็ได้นะครับ
โดยส่วนตัวเบสคิดว่า หากเราจะเริ่มเก็บ Data จริง ๆ ก็เริ่มที่ข้อมูลทั้ง 3 ประเภทนี้ก่อนจะก็ได้ ส่วนของ Service Data เบสคิดว่าเราอาจนำมาเป็นส่วนเติมเต็มได้
ยกเว้นกรณีที่เราจะนำ Data มาใช้สำหรับการทำ CRM หรือ Loyalty Program ที่เป็นหัวใจหลักของ Session ของคุณวีร์ Service Data ถือเป็นข้อมูลส่วนที่จำเป็นมากเลยครับ รวมถึงหากเราต้องการทำ Brand Awareness Campaign การมี Service Data เก็บไว้ก็อาจทำให้เราสามารถสื่อสารได้อย่างตรง Insight ที่ถูกบริบทกับลูกค้าของเราได้ดีด้วย
นอกจากนี้หากเรามีระบบสมาชิกและมีการซื้อสินค้าผ่าน POS เราก็จะยิ่งสามารถเก็บทั้ง Transaction Data ที่สามารถทำ Segmentation ออกมาเป็น Demographics Data ต่อได้อีกด้วยจากข้อมูลสมาชิกที่ลงทะเบียนไว้
Brand Website :
หรือก็คือ Brand.com ที่เป็น Website Official ของแบรนด์เรา ซึ่งในส่วนนี้ที่นิยมกันมากคือการติดโค้ดของ Google Analytics เพื่อเก็บ Data สำหรับลูกค้าที่เข้ามาในหน้าเว็ปของเรา ที่สามารถเก็บข้อมูลได้ค่อนข้างหลากหลายที่ครอบคลุมทั้ง Behaviral Data และ Transaction Data ก็สามารถทำได้หาก Website ของเรามีระบบการซื้อ-ขายอยู่ด้วย
เราจำเป็นจะต้องถามลูกค้าก่อนเก็บข้อมูลมาครับว่า ลูกค้าต้องการให้ข้อมูลของตัวเองถูกนำไปใช้ในรูปแบบไหนบ้าง ซึ่ง ณ ที่นี้ ลูกค้าสามารถ Say No ทั้งหมดเลยก็ได้ หรือจะ Say Yes สำหรับ 2 ข้อแรก แต่ไม่เอาข้อสุดท้ายเพราะรำคาญไม่อยากให้เราติดต่อไปโดยตรงก็มีเหมือนกันครับ
ซึ่งตรงส่วนนี้ สำหรับใครที่อยากหาวิธีรับมือกับเรื่องนี้เพื่อเอาไปใช้ต่อยอดการทำธุรกิจของเราให้ได้ พี่หนุ่ยก็มีเขียนบทความที่แชร์ Case Study ที่ทำให้ลูกค้ายอมให้ Consent เราสำหรับการนำมาใช้ได้อย่างน่าสนใจด้วยนะครับ ถ้าใครสนใจเชิญคลิกที่ลิ้งค์ด้านล่างได้เลยครับ
FacebookFacebookXXLINELineในวันที่เราผ่านยุค Data-Driven Marketing มาสู่ยุค AI-Driven Age อย่างเต็มตัว ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการออกแบบและสร้าง AI ให้ทำงานแทนเราจึงเป็นทักษะสำคัญที่ไม่ใช่แค่นักการตลาดในยุค AI ต้องมี แต่สำหรับผมมองว่าคนทำงานในยุค AI ที่ไม่อยากตกงานทุกคนต้องมีครับ หนึ่งในนั้นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า Design AI Thinking ซึ่งเป็นการต่อยอดมาจากเรื่อง Data Thinking ที่ผมเขียนถึงเมื่อหลายปีก่อน โดยเป็นการผสมผสานระหว่าง Design Thinking ที่โด่งดังมานานกับการสร้าง AI ของตัวเองที่เพิ่งจะทำได้ง่ายขึ้นมากในไม่กี่ปีมานี้ ลองมาทำความเข้าใจกันนะครับว่าหลักคิด Design AI Thinking คืออะไร และสำคัญอย่างไรในโลกยุค AI ครับ AI-Driven Everything เมื่อทุกสิ่งรอบตัวเริ่มถูกขับเคลื่อนด้วย AI โดยที่เราอาจไม่รู้ตัว บางคนอาจคิดว่าการสร้าง AI เป็นเรื่องไกลตัว ฟังดูเป็นเรื่องของสาย Developer หรือ Data Science มากกว่าจะเป็นนักการตลาดหรือเจ้าของธุรกิจ SME อย่างเรา แต่รู้มั้ยครับว่าวันนี้ AI […]